- หน้าแรก
- ภรรยาคนแรกของพระเอกชาย
- ตอนที่ 12 - ขึ้นม้า
ตอนที่ 12 - ขึ้นม้า
ตอนที่ 12 - ขึ้นม้า
เยอร์ฟี่รีบส่ายหน้า พยายามช่วยให้โยฮันหลุดพ้นจากสถานการณ์ลำบาก
"ไม่ใช่ค่ะ ท่านโยฮันไม่ได้เป็นคนบอก ฉันรู้เรื่องนี้เองตั้งแต่ก่อนเข้ามาในเขตแดนของโกรเวนแล้ว"
"งั้นหมายความว่าข้อมูลเกี่ยวกับพวกสัตว์อสูรเวทได้รั่วไหลออกไปสู้โลกภายนอกงั้นเหรอ?"
น้ำเสียงของเรย์มอนด์เย็นชาและแฝงไปด้วยความไม่พอใจ ทำให้เยอร์ฟี่ต้องเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง ก่อนจะตอบกลับไป
"ค่ะ ฉันเคยอ่านเจอในตำราหนังสือเก่าแก่ที่อยู่ในห้องสมุดของตระกูล"
ในนั่นมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรเวทหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะข้อมูลลักษณะภายนอกของพวกมัน รวมไปถึงพฤติกรรมและนิสัยของแต่ละตัว
สายตาคมกริบของเรย์มอนด์จับจ้องมาอย่างไม่ไว้ใจ
แม้ในใจจะรู้สึกหวั่นไหว แต่เยอร์ฟี่ก็ยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่ง
ความจริงแล้ว—ทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก
แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น หากต้องการอธิบายถึงความรู้ที่ได้มาจากความฝัน นี่เป็นทางเดียวที่เป็นไปได้
“นี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของฉันนะคะ แต่ฉันคิดว่าตำราเล่มนั้นอาจเขียนขึ้นโดยบรรพบุรุษที่เคยออกไปนอกกำแพงของโกรเวน ตอนแรกฉันก็คิดว่ามันเป็นแค่เรื่องแต่ง... แต่พอได้มาเห็นกับตาตัวเอง ฉันถึงได้รู้ว่า ทุกอย่างที่บันทึกไว้—เป็นเรื่องจริงทั้งหมด”
แม้จะเกิดและเติบโตอยู่ภายในกำแพงนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครออกไปข้างนอกได้เลย
บางคนถูกขับไล่ บางคนมีเหตุจำเป็นต้องออกไป และสำหรับคนที่จากที่นี่ไปแล้ว... ส่วนใหญ่แทบไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย
เรย์มอนด์ยังคงเงียบ ฟังเธอโดยไม่ขัดอะไร
เพราะแบบนั้น เยอร์ฟี่จึงรวบรวมความกล้า พูดต่อไป
"เรื่องข้อมูลรั่วไหล ท่านไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ" เธอเอ่ยเสียงเบาพลางส่งยิ้มบาง ๆ
"เพราะเมื่อตอนเด็ก ๆ ฉันเคยช่วยงานในครัว แล้วบังเอิญทำมันไหม้ไปจนหมดแล้ว"
หนังสือเล่มนั้น... ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
พูดให้ตรงกว่านี้ก็คือ...
บันทึกของหญิงสาวที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มีเพียงเยอร์ฟี่เท่านั้นที่จำมันได้
เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนกลืนน้ำลายลงคอ พลางสบตากับเขา
คำโกหกที่แต่งขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้... จะรอดไหมนะ?
ขณะที่เธอกำลังลุ้นกับคำตอบ เสียงของเรย์มอนด์ก็ดังขึ้น
"...ก็ต้องเชื่อแบบนั้นไปก่อนล่ะนะ"
แม้แววตาของเขาจะยังเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ถือว่าเธอผ่านด่านแรกมาได้แล้ว
เยอร์ฟี่ที่กำลังรู้สึกโล่งอกอยู่ คิดว่านี่ก็นับว่าเป็นโชคดีแล้ว
แต่ยังไม่ทันได้ผ่อนคลาย คำถามถัดไปก็ดังขึ้น
"แล้วเธอมาหาฉันทำไม?"
ตอนนี้แหละ ประเด็นสำคัญของเรื่อง
ระหว่างที่เธอถูกทหารนำทางมา เยอร์ฟี่ก็ทบทวนคำพูดที่เตรียมไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ
"ฉันคิดว่าอาจช่วยอะไรได้ค่ะ"
ถึงแม้ พิงค์เบลล์ จะเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง แต่การรวมตัวจนแน่นขนัดไปทั่วทุ่งกว้างขนาดนี้ก็ถือว่าแปลกประหลาดเกินไป
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เรย์มอนด์ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แม้แต่เขาเองก็ไม่เคยเจอมาก่อน
แต่สำหรับเยอร์ฟี่ เธอพอจะเดาเหตุผลของเรื่องนี้ออก
มันอาจเกี่ยวข้องกับความทรงจำของเยอร์ฟี่ในต้นฉบับ—ภาพความฝันที่เธอเคยเห็น
‘ตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ความผิดปกติก็เริ่มเกิดขึ้น’
ในตอนแรก ชาวโกรเวนคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ไม่นานทุกสายตาก็เริ่มหันมาจับจ้องที่ดัชเชสอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่เยอร์ฟี่ย่างเท้าเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สัตว์อสูรเวลเริ่มคลุ้มคลั่ง
เธอที่ถูกทอดทิ้งมาตลอด ยิ่งรู้สึกอึดอัดและอ่อนแรงลงเมื่อเผชิญกับสายตาดูแคลนเหล่านั้น
และเมื่อเธอพบว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนรังเกียจก็คือ สัตว์อสูรเวท ที่เธอหวาดกลัวที่สุด มันก็เหมือนกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังผลักเธอให้จมดิ่งลึกลงไปเรื่อย ๆ
ในโลกที่แปลกแยก ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่มีแม้แต่ใครสักคนที่เข้าใจเธอ
เยอร์ฟี่จึงต้องลุกขึ้นมาหาทางรอดด้วยตัวเอง
เธอเริ่มจากการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็นต้นเหตุของปัญหา—สัตว์อสูรเวท
ดินแดนแห่งนี้เป็นอาณาจักรของพวกมัน และห้องสมุดของปราสาทโกรเวนก็เต็มไปด้วยตำราที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรมากมาย
เยอร์ฟี่พยายามศึกษาเกี่ยวกับสัตว์อสูรเวท ค่อย ๆ ทำความเข้าใจธรรมชาติและพฤติกรรมของพวกมัน
ถึงอย่างนั้น ความกลัวก็ไม่เคยหายไป และไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน สุดท้ายเธอก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย
แต่ถึงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ อย่างน้อย ความรู้ที่สั่งสมมาก็ช่วยเธอในตอนนี้ได้
“แล้วคิดจะช่วยยังไง? ถ้าแค่พูดเอาหน้าแต่ไม่มีความรู้จริง พลาดขึ้นมาเธอต้องรับผิดชอบเองทั้งหมดนะ”
เรย์มอนด์กอดอก มองเธอด้วยสายตาคมกริบ
แววตาของเขาไม่ได้แค่สงสัย แต่มันเต็มไปด้วย คำตำหนิ ที่มีต่อน้ำเสียงมั่นใจของเธอ
ราวกับจะบอกว่า— อย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องที่ไม่รู้ให้มากนัก
แต่ความจริงก็คือ แม้แต่เรย์มอนด์เองก็ยังหาทางจัดการกับฝูงพิงค์เบลล์ไม่ได้
พวกมันยึดครองทุ่งกว้างทั้งหมด และไม่มีวี่แววว่าจะเปิดทางให้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากลักษณะประจำเผ่าพันธุ์แล้ว ยังเหตุผลบางอย่างที่ทำให้พวกเขาไม่อาจแตะต้องพิงค์เบลล์โดยพลการ
กฎแห่งดินแดนโบราณ—กฎที่สัตว์อสูรทุกตัวต้องเคารพ
เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถฆ่าสัตว์อสูรที่ยังไม่ถูกพลังด้านมืดครอบงำได้
ดังนั้น ทางออกเดียวที่เหลืออยู่ คือเขาได้มอบโอกาสให้เธอ
โดยนี่เป็นโอกาสที่เธอจะได้พิสูจน์สิ่งที่คิด
เยอร์ฟี่เข้าใจเรื่องนี้ดี ดังนั้นแม้เรย์มอนด์จะแสดงท่าทางไม่ไว้ใจ เธอก็ยังคงตั้งมั่นในสิ่งที่พูด
"ฉันจะไม่ทำให้พิงค์เบลล์ตื่นตระหนก แต่จะทำให้พวกมันยอมเดินตามมาเอง"
คำพูดของเธอทำให้เรย์มอนด์ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่ประกายในดวงตาของเขาจะเปลี่ยนไป
ดูเหมือนว่าเขาเองก็เริ่มมองเห็นวิธีแก้ปัญหาเช่นกัน
เพราะสุดท้ายแล้ว ดินแดนแห่งนี้ได้รับอิทธิพลจากเครื่องหอม มากกว่าสายเลือดของมังกรเสียอีก
เพราะสัตว์อสูรเวลเหล่านี้คือเศษเสี้ยวของมังกร จึงเป็นธรรมชาติของพวกมันที่จะถูกดึงดูดเข้าหาพลังของเครื่องหอม
'กลิ่นของเครื่องหอม...'
ตลอดหลายชั่วอายุคน เครื่องหอมถูกกำหนดให้เป็นคู่แห่งโชคชะตาของสายเลือดมังกร และมีบทบาทสำคัญในการดูแลดินแดนโกรอเวน
ทุกครั้งที่มีสัตว์อสูรเวลพลัดหลงหรือออกนอกเส้นทาง ดัชเชสแห่งโกรเวนจะใช้กลิ่นกายของตนช่วยนำทาง และคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างอาณาเขตของพวกมัน
และต้นเหตุของความวุ่นวายในครั้งนี้... ก็เป็นเพราะเธอเอง
'มันต้องเป็นเพราะฉันแน่ ๆ...'
ตอนที่เธอหมดสติไป กลิ่นน้ำผึ้งจากร่างของเธอค่อย ๆ แผ่กระจายออกมา และนั่นดึงดูดเหล่าสัตว์อสูรเวลเข้ามาหา
พวกมันพากันหลุดจากเส้นทางเดิม ล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็นฝูงขนาดมหึมา
สัตว์อสูรเวลยังสามารถได้รับอิทธิพลจากอารมณ์และสภาวะจิตใจของดัชเชสได้โดยตรง
เยอร์ฟี่รู้เรื่องนี้ดีจากความทรงจำของเธอในนิยายต้นฉบับ
“ตำราที่ว่า... ถึงขนาดบันทึกเรื่องพวกนี้ไว้ด้วยเหรอ?”
เรย์มอนด์เอ่ยถาม ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
เยอร์ฟี่ยังคงใช้ข้ออ้างถึงตำราเก่าเล่มนั้นที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแน่วแน่
“ค่ะ”
“ถ้าทำแบบขอไปที ระวังจะทำให้เรื่องยุ่งกว่าเดิม”
น้ำเสียงของเรย์มอนด์เย็นชาและจริงจังขึ้นจนเยอร์ฟี่เผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“ถ้าท่านช่วย ฉันคิดว่าเราน่าจะทำสำเร็จ”
การเชื่อมโยงครั้งแรกเริ่มขึ้น...
เยอร์ฟี่รับรู้ได้ถึงพลังของตัวเองในขณะที่เธอล่องลอยไปในร่างของเขาผ่านแสงอันเร้นลับ
โลกภายนอกไม่เคยเปิดโอกาสให้เธอได้สัมผัสถึงพลังนี้เลย แต่ทันทีที่ก้าวข้ามกำแพงเข้ามา ทุกอย่างกลับแตกต่างออกไป
ราวกับว่าเธอได้เดินทางมายังสถานที่ที่พลังของเธอได้รับการยอมรับ—เหมือนได้กลับถึงบ้านของตัวเอง
ที่สำคัญ เธอสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เคยเป็นเพียงประกายเล็ก ๆ ในตัวเธอ บัดนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
และทุกครั้งที่เธอสัมผัสกับเขา พลังนั้นก็ยิ่งเข้มข้นและลึกซึ้งขึ้น
ราวกับน้ำผึ้งที่กำลังสุกงอม รอวันหยดลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ...
สายตาของเรย์มอนด์ยังคงทำให้เยอร์ฟี่รู้สึกอึดอัด และในบางครั้งก็หวาดหวั่น
แต่ในเมื่อเขาเคยช่วยเธอด้วยเหตุผลที่เธอไม่อาจคาดเดาได้ เธอเองก็อยากตอบแทนเขาเช่นกัน
"ก็ได้ ลองทำดู"
เมื่อคำพูดนั้นถูกเอ่ยออกมา ทั้งโยฮันและเหล่าอัศวินที่กำลังจับตาดูสถานการณ์อยู่ ต่างเผยสีหน้าตกตะลึงออกมาพร้อมกัน
ไม่มีใครคาดคิดว่าท่านดยุกจะตอบรับข้อเสนอของท่านหญิงอย่างแน่นอน
แม้แต่เยอร์ฟี่เอง ที่เตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าจะถูกปฏิเสธ ก็ยังอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
ในเมื่อข้อเสนอถูกตอบรับแล้ว เยอร์ฟี่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด
เธอค่อย ๆ วางลูกพิงค์เบลล์ลงกับพื้น
เจ้าตัวเล็กเอียงคอและส่งสายตามองเธอราวกับสงสัยว่าเธอจะไปไหน
"รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะพาเจ้าไปหาครอบครัวเอง"
เยอร์ฟี่ลูบหัวมันเบา ๆ เพื่อปลอบเจ้าตัวเล็กให้รู้สึกสบายใจ ก่อนจะหันหลังเดินไปหาเรย์มอนด์
เขายืนรอเธออยู่ มองดูด้วยสายตานิ่งสงบ ราวกับกำลังประเมินว่าเธอจะทำอะไรต่อไป
"ท่านช่วยให้ฉันขึ้นม้าด้วยได้หรือไม่? ฉันคิดว่าถ้าจะช่วยจัดการเรื่องนี้ได้ ฉันต้องมองเห็นสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เรย์มอนด์ไม่ตอบอะไร เขาเพียงแค่หันหลังเดินออกไปเงียบ ๆ
ครู่ต่อมา เขาก็กลับมาพร้อมกับสัตว์ขนาดมหึมาที่ก้าวเดินตามหลังเขามาอย่างสง่างาม
ครูออร์ท
แม้มันจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายม้า แต่ขนาดของมันใหญ่กว่าม้าทั่วไปถึงสองเท่า แถมยังแผ่รังสีอำนาจออกมาอย่างชัดเจนด้วยรูปร่างที่สง่างามและน่าเกรงขาม
เรย์มอนด์จับบังเหียนไว้มั่น ก่อนจะยื่นมือให้เยอร์ฟี่ ราวกับจะบอกให้เธอขึ้นมาบนหลังมัน
"มานี่"
เยอร์ฟี่จ้องมองมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน ก่อนจะค่อย ๆ วางมือลงไปอย่างลังเล
ทันทีที่มือของเธอแตะลงไป เรย์มอนด์ก็ออกแรงดึงเธอเข้ามาหาตัว แล้วใช้แขนข้างหนึ่งพยุงเธอขึ้นไปราวกับยกขนนก ก่อนจะวางเธอลงบนอานม้าอย่างมั่นคง
ระดับสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันทำให้เยอร์ฟี่เผลออ้าปากค้างด้วยความตกใจ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เรย์มอนด์ก็กระโดดขึ้นมานั่งข้างหน้าเธอบนหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว
"เจ้าตัวนี้ดุเป็นพิเศษ ฉันไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงกับเครื่องหอม... แต่ถ้าไม่อยากตก ก็จับเอวฉันไว้ให้ดี"
เยอร์ฟี่เม้มปากเล็กน้อย... เธอจะตกจากม้าไหมนะ?
ทันทีที่ได้ยิน เยอร์ฟี่ก็ขยับตัวโดยไม่ทันคิด แขนของเธอโอบรอบเอวของเรย์มอนด์แน่นโดยอัตโนมัติ
"กอดแล้วค่ะ"
ร่างของทั้งคู่แนบสนิทกันโดยสมบูรณ์
แบบนี้มันโอเคหรือเปล่านะ?...
ในขณะที่เรย์มอนด์ยังคงนิ่งเงียบ เยอร์ฟี่ก็ละสายตาขึ้นมองไปยังทุ่งกว้างเบื้องหน้าผ่านมุมมองใหม่ที่สูงขึ้น
'จำนวนเยอะมหาศาลจริง ๆ...'
มันเป็นจำนวนที่มากผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
แม้สายตาของเยอร์ฟี่จะจับจ้องอยู่ที่ฝูงตรงหน้า แต่จิตใจของเธอกลับไม่อาจละจากสัมผัสของร่างที่แนบชิดอยู่ได้
แผ่นอกกว้าง ไหล่แข็งแกร่ง และท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเรย์มอนด์ ไม่ได้ดูแข็งกระด้าง ทว่ากลับสมบูรณ์แบบราวกับถูกสลักขึ้นมาอย่างประณีต
ไออุ่นจากตัวเขาแผ่ซ่านเข้าหาเธอ
แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้นี้ เป็นพลังพิเศษที่สืบทอดมาแต่โบราณ
เยอร์ฟี่ปลดปล่อยกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งออกมาโดยไม่รู้ตัว
เช่นเดียวกับค่ำคืนนั้น—คืนที่เธอได้สัมผัสแรกกับเรย์มอนด์
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลิ่นหอมหวานก็แปรเปลี่ยนเป็นประกายเรืองรอง แผ่กระจายออกเป็นสองเส้น พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า