เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 เครื่องในหมูพะโล้

บทที่ 24 เครื่องในหมูพะโล้

บทที่ 24 เครื่องในหมูพะโล้


"จริงด้วยลูกแม่ เจ้าต้องลำบากมาสิบกว่าปี กว่าจะหายดีก็ยังต้องมาแบกรับภาระดูแลพวกเราตั้งหลายคน..."

"ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ น้องเล็ก ข้าไปร่ำเรียนวิชากับท่านอาจารย์ตั้งหลายปีไม่ได้ลำบากเลยเจ้าค่ะ ข้าได้เห็นสิ่งที่น่าทึ่งและทันสมัยมากมาย แต่ที่นั่นต่อให้ดีเพียงใดก็ไม่มีพวกท่านทุกคน ข้ามีความสุขมากที่ได้เรียนจนสำเร็จและกลับมาหาสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทุกท่าน สิ่งที่ข้าต้องการที่สุดคือการที่ครอบครัวเราได้อยู่พร้อมหน้ากัน ท่านอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ชีวิตของข้าพวกท่านเป็นคนให้มา การที่ข้าสามารถพาครอบครัวให้มีความสุขขึ้นเรื่อยๆ ได้ข้าก็มีความสุขมากแล้ว และเรื่องนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนด้วย ต่อไปห้ามพูดจาทำนองนี้อีกนะเจ้าค่ะ" เยี่ยหมิงเจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง นางไม่ชินกับการบรรยากาศซึ้งกินใจเอาเสียเลย

"นั่นสิเจ้าคะท่านพ่อท่านแม่ เจาเจามีความสามารถถือเป็นเรื่องดีนะเจ้าคะ เจาเจา... เมื่อไหร่จะสอนวรยุทธ์ให้พี่รองล่ะ?" เยี่ยหมิงอี้พูดพลางเคี้ยวซาลาเปาลูกใหญ่จนแก้มตุ่ย

"นั่นสิเจ้าคะ ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวคนเดิมหรือพี่สาวคนปัจจุบัน ก็ล้วนเป็นพี่สาวที่ดีของข้าทั้งนั้น" เยี่ยหมิงหลี่จอมซนพูดพลางยิ้มประจบ

"ข้าว่าที่ดวงตาของข้าหายดีได้ ต้องเป็นเพราะความดีความชอบของพี่สาวแน่นอน พี่สาวหายดีแล้วย่อมนำโชคลาภมาให้!" เยี่ยหมิงจื้อยิ้มตาหยี

"เอาล่ะ ครอบครัวเราเลิกซาบซึ้งกันได้แล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวพออิ่มแล้ว พวกเราไปล้างเครื่องในหมูกัน ข้าจะทำของอร่อยให้กิน" เยี่ยหมิงเจาเริ่มชักชวนทุกคนให้เตรียมทำงาน

"เจาเจา เครื่องในหมูพวกนั้นมันทั้งคาวทั้งเหม็น จะกินเข้าไปได้อย่างไรลูก"

"นั่นสิพี่สาว พวกเรากินเนื้อกันไม่ดีกว่าหรือ เนื้อหอมจะตายไป"

"เจาเจา เจ้าสอนวรยุทธ์พี่รองเถอะ เดี๋ยวพี่รองจะไปล่าไก่ป่ากระต่ายป่ามาให้เจ้าเอง อย่ากินไอ้ของพวกนั้นเลยนะ นั่นมันน่ะ..." ครอบครัวเยี่ยทุกคนแสดงท่าทีไม่อยากกินอย่างชัดเจน

"โธ่ เชื่อใจข้าเถอะเจ้าค่ะ ของพวกนี้ถ้าทำดีๆ แล้วจะหอมยิ่งกว่าเนื้อเสียอีก" เยี่ยหมิงเจามั่นใจเต็มเปี่ยม

"พี่ใหญ่ ท่านไปเอาขี้เถ้าแกลบมาหน่อยเจ้าค่ะ เอามาเยอะๆ เลยนะ แล้วก็หยิบแป้งหมี่ดำมานิดหน่อย อย่าให้ท่านแม่เห็นล่ะ"

"พี่รอง พวกเราไปที่ริมแม่น้ำก่อน เดี๋ยวพี่ใหญ่ตามไป"

"พี่ใหญ่ พวกเราไปตรงท้ายน้ำนะ ท่านรีบตามมาล่ะ"

เยี่ยหมิงอี้เดินตามเยี่ยหมิงเจาไปพลางทำหน้าเศร้าสร้อย

เมื่อมาถึงท้ายน้ำ เยี่ยหมิงเจาพลันนึกถึงเจ้าของร่างเดิมที่ถูกผลักตกน้ำ ตอนนี้นางรู้สึกราวกับว่านั่นคือตัวนางเองจริงๆ ไม่รู้ว่าพวกคนบ้านใหญ่จะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว นางไม่ได้สนใจมาพักใหญ่ คงต้องหาเวลาว่างแอบไปสืบดูเสียหน่อย

หลังจากเยี่ยหมิงเหรินนำขี้เถ้าแกลบและแป้งหมี่ดำมาส่ง เยี่ยหมิงจาก็สอนทั้งสองคนถึงวิธีล้างเครื่องในหมู

ขี้เถ้าแกลบมีสารโพแทสเซียมคาร์บอเนต เมื่อละลายน้ำจะมีฤทธิ์เป็นด่าง สามารถสลายไขมันได้ จึงนำไปแช่น้ำแล้วกรองเอาแต่น้ำมาแช่หรือขยี้ล้างอวัยวะภายใน

ความจริงแล้วใช้เกลือดีที่สุด แต่เกลือราคาแพงเกินไป

นอกจากนี้ยังมีแป้ง ซึ่งแป้งมีคุณสมบัติในการดูดซับ สามารถขจัดสิ่งสกปรกและกลิ่นคาวได้ หากไม่มีกำลังทรัพย์ก็ไม่ต้องใช้แป้ง แต่ตอนนี้ที่บ้านพอจะมีเงินแล้ว และนางก็ไม่อยากกินแป้งหมี่ดำ จึงให้พี่ใหญ่เอาแป้งหมี่ดำมาล้างไส้ใหญ่

เยี่ยหมิงเหรินเห็นเยี่ยหมิงเจาใช้แป้งหมี่ดำแบบนั้น แม้จะเสียดายแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเริ่มจะชินเสียแล้ว

ส่วนเยี่ยหมิงอี้เยี่ยหมิงอี้นั้น น้องสาวว่าอย่างไรเขาก็ว่าตามนั้น น้องสาวทำอะไรก็ถูกไปหมด

หลังจากล้างอยู่หลายรอบจนเกือบสะอาดก็นำกลับบ้านไปลวกน้ำอีกรอบ

ทั้งสามคนประคองถังเครื่องในหมูเดินกลับบ้าน ระหว่างทางย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับกลุ่มหญิงชาวบ้านที่ชอบจับกลุ่มคุยกัน

"เจาเจา พวกเจ้าไปทำอะไรกันมาน่ะ?"

"ท่านยายหวัง พวกเราไปล้างของมานิดหน่อยเจ้าค่ะ"

"ไหนขอดูหน่อย ล้างอะไรกัน?" หลิวฉี่ยวเจินหรือแม่ม่ายหลิวลุกขึ้นมาดูในถัง พอเห็นว่าเป็นเครื่องในหมูก็รีบกระโดดหนีทันที "แม่เจ้า! นี่มันเครื่องในหมูนี่นา ของสกปรกขนาดนี้พวกเจ้ายังจะล้างมันอีก อย่าบอกนะว่าคิดจะต้มกินน่ะ อี๋ ของเหม็นจะตายไป"

เมื่อทุกคนได้ยินว่าเป็นเครื่องในหมู ต่างก็พากันขยับถอยห่าง

"พวกเราไม่มีเงินนี่เจ้าคะ ของพวกนี้ราคาถูก เลยลองเอามาทำดูเจ้าค่ะ" เยี่ยหมิงเจาออกหน้าตอบ "พวกท่านคุยกันต่อไปเถอะเจ้าค่ะ พวกเราขอตัวก่อน ท่านยายหวังเจ้าคะ ถ้าข้าทำเสร็จแล้วหากท่านไม่รังเกียจ ข้าจะส่งไปให้ชิมสักถ้วยนะเจ้าคะ"

"โถ่แม่หนู ยายจะรังเกียจได้อย่างไร แต่พวกเจ้าซื้อเนื้อมากินได้ไม่ใช่ง่ายๆ ไม่ต้องมานึกถึงคนแก่อย่างยายหรอก" ท่านยายหวังได้ยินเช่นนั้น แม้จะยังไม่ได้กินของจากบ้านซานจู้แต่ในใจก็รู้สึกยินดีที่เด็กคนนี้มีน้ำใจนึกถึงนาง ลองมองดูคนตรงนี้ตั้งสี่ห้าคนสิ นางกลับพูดว่าจะส่งให้ยายเพียงคนเดียว

...

เมื่อกลับถึงบ้าน เยี่ยหมิงเจาเริ่มตั้งหม้อต้มน้ำ ใส่ต้นหอมและขิงลงไปจำนวนมาก จากนั้นใส่เครื่องในหมูลงไปลวกน้ำ ตักฟองอากาศทิ้งแล้วล้างให้สะอาดอีกครั้ง

นางนำสมุนไพรที่ซื้อมาจากร้านซิ่งหลินถังออกมาเตรียมทำน้ำพะโล้ ประกอบด้วย โป๊ยกั๊ก อบเชย ใบกระวาน เฉาก๊วย กานพลู พริกหอม ลูกจันทน์เทศ เปลือกส้มตากแห้ง และใส่ ชาเหริน โต้วโข่ว ไป๋จื่อ รวมถึงเครื่องเทศอื่นๆ เพื่อขจัดกลิ่นคาวและเพิ่มความหอม

จากนั้นเริ่มเคี่ยวน้ำตาล โดยตั้งกระทะให้ร้อนใส่น้ำมันและน้ำตาลแดง ที่ใช้เพราะที่นี่ไม่มีน้ำตาลทรายขาว จึงต้องลองใช้แบบนี้ดู ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวจนละลายเป็นสีอำพันเข้ม แล้วรีบเติมน้ำร้อนครึ่งถ้วยคนให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำเปล่า ใส่ซีอิ๊วแผ่น และที่สำคัญนางได้หยดน้ำพุวิญญาณลงไปหนึ่งจอกชา นางเชื่อว่าด้วยเครื่องปรุงลับนี้ รสชาติต้องยอดเยี่ยมจนไม่มีใครต้านทานได้ และไม่มีใครสามารถแกะสูตรลับของนางได้แน่นอน

ต่อมาจึงใส่เครื่องในหมูลงในหม้อ เริ่มจากใช้ไฟแรงต้มให้เดือดสักครู่ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นไฟอ่อนปิดฝาเคี่ยวไปเรื่อยๆ

"ท่านแม่ ท่านไม่ต้องคอยเฝ้าไฟตรงนี้ตลอดเวลาหรอกเจ้าค่ะ แค่รักษาไฟอ่อนๆ ไม่ให้ดับ เคี่ยวไปช้าๆ คอยดูเป็นระยะก็พอ"

"จ้ะ แม่รู้แล้ว เจ้าวางใจเถอะ ไฟไม่ดับแน่นอน"

ก่อนจะทำน้ำพะโล้ เยี่ยหมิงเจาให้พี่ใหญ่และพี่รองช่วยก่อเตาดินให้ในลานบ้าน นางจะใช้สำหรับคั่วซี่ซิน

ตอนนี้เตาก่อเสร็จแล้วแต่ยังไม่แห้ง ต้องสุมไฟไล่ความชื้นเสียหน่อย

สำหรับการแปรรูปซี่ซิน นางตั้งใจจะใช้วิธีคั่วแบบดั้งเดิมที่ใช้กันทั่วไป หนึ่งคือมันค่อนข้างง่าย และสองคือการสูญเสียน้อย

ดูจากสีท้องฟ้าแล้วคงคั่วได้ไม่เท่าไหร่ เพราะฟืนที่บ้านก็มีไม่พอ

"ท่านแม่ ท่านคอยดูไฟหน่อยนะเจ้าคะ ข้ากับพี่รองจะไปตัดฟืนเพิ่ม ฟืนที่บ้านไม่พอใช้แล้วเจ้าค่ะ"

"ได้จ้ะ ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเจ้ารีบไปรีบกลับนะ"

เยี่ยหมิงเจาและเยี่ยหมิงอี้เดินทางมาที่ป่าหลังเขาตรงที่ชาวบ้านมักจะมาตัดฟืนกัน แต่นางเดินลึกเข้าไปอีกหน่อยเพื่อให้คนในหมู่บ้านได้เก็บฟืนด้านนอกไป

เยี่ยหมิงเจามีพละกำลังมาก นางเลือกต้นไม้ที่ไม่ค่อยตรงนักต้นหนึ่งแล้วฟันเพียงไม่กี่ฉับก็ล้มลง จากนั้นก็ริดกิ่งก้านออกอย่างรวดเร็ว เยี่ยหมิงอี้จึงรวบรวมกิ่งไม้ที่ริดออกมามัดเป็นฟ่อนใหญ่ๆ มัดไปห้าฟ่อนแล้วยังไม่หมด เยี่ยหมิงอี้จึงหากิ่งไม้ขนาดเท่าท่อนแขนมาอันหนึ่ง เอาฟืนมัดหนึ่งไว้แต่ละข้างแล้วหาบเดินไป ส่วนเยี่ยหมิงเจามือหนึ่งลากท่อนซุง อีกมือหนึ่งหิ้วฟืนฟ่อนใหญ่อีกหนึ่งมัด เดินกลับบ้านอย่างสบายๆ

"เจาเจา เหมือนพี่จะหิ้วได้อีกมัดนะ ไม่รู้ทำไม ช่วงนี้พี่รู้สึกว่าตัวเองพละกำลังเยอะขึ้นมาก แม้จะเทียบกับเจ้าไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนถือว่าเยอะขึ้นจริงๆ" เยี่ยหมิงอี้หลังจากหาบฟืนสองมัดแล้วไม่รู้สึกหนัก จึงอยากจะเอาไปเพิ่มเพื่อจะได้ไม่ต้องเดินหลายรอบ เขาจึงหาท่อนไม้อีกอันมาหาบฟืนเพิ่มอีกสองมัด กลายเป็นบ่าซ้ายสองมัดบ่าขวาสองมัด เขาไม่รู้สึกว่าหนักเกินไปเพียงแต่เดินลำบากขึ้นนิดหน่อย แต่เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินหลายรอบเขาจึงค่อยๆ ประคองหาบฟืนกลับบ้าน

เยี่ยหมิงเจาครุ่นคิด: หรือจะเป็นเพราะนางใส่น้ำพุวิญญาณลงในโอ่งน้ำที่บ้านเยอะเกินไป? จนเป็นการปลุกพลังแฝงของพี่รองขึ้นมา? หรือว่าพี่รองเป็นคนพละกำลังเยอะอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ร่างกายขาดสารอาหารและกินไม่อิ่ม พลังเลยไม่แสดงออกมา?

เยี่ยหมิงเจาเองก็หาคำตอบไม่ได้ แต่เอาเถอะ การที่มีกำลังเยอะย่อมไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 24 เครื่องในหมูพะโล้

คัดลอกลิงก์แล้ว