- หน้าแรก
- ผมมีระบบจำลองการจีบสาว
- บทที่ 51 + 52
บทที่ 51 + 52
บทที่ 51 + 52
บทที่ 51 จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เสียงการเคลื่อนไหวตอนที่เสิ่นอี้ลุกขึ้น ทำให้เฉิงจวินลืมตาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ "เกิดอะไรขึ้นเสิ่นอี้?"
"ชู่ว..." เสิ่นอี้ส่งสัญญาณให้เฉิงจวินเงียบเสียงลง แล้วค่อยๆ ก้าวเดินไปทางรถอย่างช้าๆ
มือขวาของเขาทิ้งตัวลงตามธรรมชาติพร้อมที่จะเรียกปืนพกออกมาได้ทุกเมื่อ ในขณะเดียวกันก็พยายามไม่ทำให้เกิดเสียงดังมากเกินไป
เฉิงจวินเองก็ไม่ใช่เธอคนก่อนหน้านี้อีกแล้ว ทั้งสองคนเข้าขากันได้อย่างไร้ที่ติ
หลังจากได้รับสัญญาณจากเสิ่นอี้ เธอก็นั่งนิ่งเงียบอยู่กับที่โดยไม่ส่งเสียงใดๆ แม้แต่ลมหายใจก็ยังแผ่วเบาลงมาก
เมื่ออ้อมมาถึงด้านข้างของรถกระบะ ฝีเท้าของเสิ่นอี้ก็หยุดชะงัก
สิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้ากลับกลายเป็นหนูตัวหนึ่ง
เพียงแต่ว่ารูปร่างของหนูตัวนี้เกิดการกลายพันธุ์ อย่างน้อยก็มีความยาวเท่ากับท่อนแขนของเขา ขนทั้งตัวเป็นสีม่วงดำภายใต้แสงแดด
สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือบริเวณหน้าผากของมันมีดอกไม้สีดำเล็กๆ งอกออกมา
ดอกไม้มีสี่กลีบ ระบบรากฝังลึกลงไปบนหัวของหนูราวกับหนวดเครา แยกไม่ออกว่าเป็นเส้นขนหรือหนวด
ตอนนี้มันกำลังประคองเนื้อแห้งชิ้นเล็กๆ แทะกินอยู่ ดวงตาขนาดเท่าเม็ดถั่วของมันมองไปรอบๆ
อย่างช้าๆ ดวงตาของมันก็หันกลับมาสบเข้ากับสายตาของเสิ่นอี้พอดี
ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ มันเพียงแค่อยู่กับที่และแทะกินต่อไป
เสิ่นอี้ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาระยะห่างจากมัน
เนื้อแห้งชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ทั้งสองคนทำตกพื้นโดยไม่ตั้งใจตอนกินข้าวกลางวัน ไม่คิดเลยว่าจะถูกมันเก็บไป
เฉิงจวินถูกรถบังวิสัยทัศน์ และไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ อยู่พักใหญ่ ในใจเป็นห่วงเสิ่นอี้จึงค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเข้าไปใกล้
เธอไม่กล้าส่งเสียงรบกวน ทำเพียงค่อยๆ ขยับไปอยู่ด้านหลังของเสิ่นอี้
เมื่อหนูที่มีขนเป็นมันเงาตัวนี้ปรากฏขึ้นในสายตา เฉิงจวินก็รีบปิดปากเพื่อกลืนเสียงร้องอุทานกลับลงไปในคอ
นี่คือเงาดำที่เธอเจอเมื่อวันแรกนั่นเอง!
ในตอนนี้เนื้อแห้งชิ้นเล็กๆ ได้ถูกกลืนลงท้องไปแล้ว จู่ๆ หนูตัวนี้ก็ยืนขึ้นด้วยสองขาหลัง ดอกไม้เล็กๆ บนหัวสั่นไหวเบาๆ
วัชพืช ดอกไม้ และพืชสีเขียวรอบๆ ต่างก็เอนเอียงไปหามันอย่างเลือนลาง
"จี๊ด..."
ดวงตาขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวของมันมองมาที่ทั้งสองคน ในดวงตาราวกับเผยให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกที่มีความเป็นมนุษย์
จากนั้นมันก็หมอบลงกับพื้น แล้วหายวับไปอย่างรวดเร็ว
ตลอดกระบวนการทั้งหมดเสิ่นอี้ไม่มีการเคลื่อนไหวที่เกินความจำเป็น เขายังคงระแวดระวังอยู่กับที่
สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างหน้าตาประหลาดนี้ดูเหมือนหนู แต่เสิ่นอี้ไม่มีทางมองว่ามันเป็นหนู และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่ามันจะไม่มีอันตราย
ยิ่งไปกว่านั้นความเร็วของมันยังเร็วมาก โชคดีที่มันไม่มีเจตนาจะทำร้ายคน มิฉะนั้นเสิ่นอี้ก็อาจจะป้องกันไว้ไม่อยู่
ชั่วขณะหนึ่งทั้งสองคนก็ไม่มีอารมณ์จะพักผ่อนกลางวันอีกต่อไป จึงเก็บข้าวของแล้วกลับไปนั่งบนรถ
"คุณสังเกตเห็นไหม?" เฉิงจวินถามขึ้นมาทันที
"อะไรเหรอ?"
"เจ้านั่นเหมือนจะมีความรู้สึกนึกคิด ก่อนไปมันมองฉันแวบหนึ่งด้วย"
"ผมรู้ ก่อนหน้านี้มันก็จ้องมองผมอยู่ตลอดเหมือนกัน"
"นี่เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เราเจอ นอกเหนือจากคุณกับฉัน ในตัวมันต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่อย่างแน่นอน"
"ยังไงก็ต้องระมัดระวังเอาไว้ เมื่อกี้มีแค่เนื้อแห้งที่ดึงดูดมัน รูปร่างเล็กไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตราย"
"อืม"
เฉิงจวินนึกย้อนไปถึงหนูที่มีรูปร่างหน้าตาประหลาดเมื่อครู่นี้ แววตาที่มีชีวิตชีวาของมันทำให้เธอรู้สึกหนาวสั่นจนอดไม่ได้ที่จะกอดอกห่อตัวเพื่อหวังจะเรียกความอบอุ่นกลับคืนมาสักนิด
เสิ่นอี้มองตรงไปข้างหน้าและขับรถอย่างมั่นคง พร้อมกับพูดปลอบใจเธอ
"ไม่ต้องกังวล มีผมอยู่นะ"
คำพูดแม้จะแผ่วเบาแต่กลับมีความหมายที่หนักแน่น ทั้งสองคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันมานานขนาดนี้ จึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความ
ระหว่างทางกลับฝนก็ตกลงมา
ฝนตกหนักมาก
ม่านฝนปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าและดิน ราวกับแม่น้ำสวรรค์ไหลทะลักลงมา
รถยนต์คันเล็กสีขาวราวกับเรือใบลำหนึ่งในน้ำ ที่แล่นฝ่าสายน้ำไป
บ้านสไตล์ตะวันตกหลังเล็กตั้งตระหง่านอย่างเงียบสงบ ทั้งสองคนแหวกม่านน้ำกลับเข้ามาในบ้าน
พายุฝนยังคงชะล้างอย่างต่อเนื่อง ใจของเฉิงจวินไม่สงบลงเลย เธอประคองถ้วยชาร้อนแล้วเดินมาที่หน้าต่าง
สองมือประคองถ้วยชาและค่อยๆ จิบ ความอบอุ่นซึมซาบเข้าไปแต่กลับไหลไปไม่ถึงหัวใจ
โลกราวกับพลิกกลับด้าน ทุกสิ่งตรงหน้ากลายเป็นเรื่องแปลกตาไปหมด
ไอน้ำจากชาร้อนแผ่กระจายอ้อยอิ่งอยู่หน้าบานกระจกหน้าต่าง ละอองน้ำทำให้ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมด
ความรู้สึกโดดเดี่ยวอันยิ่งใหญ่ถาโถมเข้ามา โอบล้อมและกลืนกินเธอ
ทันใดนั้น ผ้าห่มผืนหนึ่งก็ถูกคลุมลงบนไหล่ของเธอ
"เมื่อกี้คุณตากฝนมา รักษาร่างกายให้อบอุ่นด้วย"
เสิ่นอี้ยืนอยู่ข้างๆ แล้วบิดขี้เกียจราวกับไม่มีคนอื่นอยู่ตรงนั้น วันฝนตกทำให้คนรู้สึกเบื่อหน่าย เป็นสภาพอากาศที่เหมาะแก่การนอนหลับจริงๆ
การปรากฏตัวของเขาทำให้แววตาที่หม่นหมองของเฉิงจวินกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง
เสิ่นอี้มองดูฝน ส่วนเฉิงจวินมองดูเขา
ใช่แล้ว มีเพียงเขาเท่านั้น ความรู้สึกอุ่นใจแบบนี้
เธอกุมมือของเขาเอาไว้แน่น ราวกับว่าขอแค่มีเขาอยู่เป็นเพื่อน เฉิงจวินก็รู้สึกว่าต่อให้เป็นวันสิ้นโลกแล้วจะมีอะไรต้องกลัวอีก
ในสายตาของเธอไม่มีเรื่องอะไรที่สามารถทำให้เสิ่นอี้จนปัญญาได้
บางครั้งเขาก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น บางครั้งก็ฮึกเหิม แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ไม่มองโลกในแง่ร้าย เมื่อวันสิ้นโลกมาเยือนก็ไม่ยอมแพ้
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เธอกลับสับสน หวาดกลัว ท้อแท้ และทนทุกข์ทรมาน
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เสิ่นอี้ก็เหมือนกับแหล่งกำเนิดแสงที่มั่นคงซึ่งทำให้เธออดไม่ได้ที่จะอยากไล่ตามและเข้าใกล้
..
เรื่องของหนูประหลาดทำให้ในใจของผู้คนรู้สึกหวาดหวั่น แต่วันเวลาก็ยังต้องดำเนินต่อไป ต้องมองไปข้างหน้า
หลังจากผ่านไปหลายวันอย่างสงบสุขที่บ้าน ทั้งสองคนก็ออกจากบ้านกันอีกครั้ง
ริมทะเลสาบเทียม เสิ่นอี้ตั้งคันเบ็ดเรียบร้อย น้ำในสระลึกมากเขาตั้งใจจะดูว่าในทะเลสาบมีปลาหรือไม่
เมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
ผักใบเขียวชอุ่มแปลงหนึ่งเจริญเติบโตได้ดีจนน่าพึงพอใจ มองแล้วก็ทำให้รู้สึกเบิกบานใจ
อาจเป็นเพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งสองคนจึงแทบไม่ได้ใส่ปุ๋ยหรือรดน้ำเลย
เสิ่นอี้น้ำลายสอ ตอนนี้เขาไม่อยากกินเนื้อสัตว์ แต่อยากกินผักใบเขียวพวกนี้ต่างหาก
อาศัยจังหวะที่เฉิงจวินกำลังตรวจดูอยู่ในแปลงปลูก เสิ่นอี้ก็หยิบห่อของแล้วแอบเดินมาข้างหลังเธอ
"แต่น แตน แต๊น ดูสิว่านี่คืออะไร?"
เฉิงจวินมองดูรอยยิ้มนำเสนอของวิเศษของเสิ่นอี้ มือรับมาส่วนปากก็พูดว่า:
"ให้ฉันเหรอ? ของดีอะไรล่ะ?"
"คุณลองดูสิแล้วจะรู้"
รอยยิ้มของเสิ่นอี้ไม่ได้ลดลงเลย ทำท่าทางรับรองว่าคุณต้องพอใจแน่ๆ
เฉิงจวินเองก็ถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน จึงรีบแกะถุงออกดูและในวินาทีนั้นก็เบิกตากว้าง ความประหลาดใจและดีใจในดวงตาเอ่อล้นออกมาทางสีหน้า
"นี่มัน... คุณไปหามาจากไหนเนี่ย?"
ในถุงคือชุดสีน้ำแบบครบชุด และยังมีพู่กันอีกหลายด้ามพร้อมกับจานสี
"ฮ่าฮ่า พอใจใช่ไหมล่ะ กระดานวาดรูปอยู่บนรถนะ รู้อยู่แล้วว่าคุณต้องชอบ"
"นี่ผมไปเจอมาจากร้านค้าเล็กๆ นอกสายตาร้านหนึ่ง เรื่องวาดรูปผมก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก คุณลองดูสิว่ายังขาดอะไรอีกไหม คราวหน้าผมจะได้ไปหามาให้คุณอีก"
ในด้านการวาดภาพเสิ่นอี้ก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเฉิงจวินเป็นสายไหน ทำได้เพียงพยายามเอาเครื่องมือมาให้ครบที่สุดเท่าที่จะทำได้
เฉิงจวินไม่คิดเลยว่าแค่คำพูดที่พูดถึงตอนคุยเล่นกันในตอนนั้น เสิ่นอี้จะจำได้มาจนถึงตอนนี้ ในเวลานี้ภายในใจรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก
"พอใจมากเลยล่ะ นี่เป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่ฉันเคยได้รับมาเลย ขอบคุณนะ"
เธอประคองสีเหล่านั้นเอาไว้ ไม่รู้ว่านึกถึงอะไรขึ้นมา ขอบตาจึงค่อยๆ แดงเรื่อขึ้น
เสิ่นอี้ตบไหล่เธอเบาๆ เพื่อจงใจขัดจังหวะอารมณ์ของเธอและพูดว่า:
"ผมไปเอากระดานวาดรูปมาให้คุณดีกว่า จะได้ชื่นชมผลงานชิ้นเอกของคุณซะหน่อย"
เฉิงจวินดึงตัวเองออกจากความทรงจำในอดีตอย่างกะทันหัน ถลึงตาใส่และบ่นเบาๆ ว่า
"ถุย ฉันไม่วาดหรอก ยังจะมาผลงานชิ้นเอกอีก"
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น เธอก็ไม่ได้จับพู่กันมาเป็นเวลานานมากแล้วจริงๆ ตอนนี้เมื่อมีอุปกรณ์อยู่ข้างกายก็รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาบ้างเหมือนกัน
พริบตาเดียวก็เห็นว่าเสิ่นอี้เริ่มกางกระดานวาดรูปแล้ว ปากของเธอไม่ตอบรับ แต่ฝีเท้ากลับก้าวเดินไปทางเขา
"เอ๊ะ กระดานวาดรูปเขาไม่ได้ประกอบกันแบบนี้ ฉันยังไม่ได้ขึงผ้าใบเลยนะ"
"ผมบอกแล้วไง ยังจะมาบอกว่าคุณไม่ชอบวาดอีก"
เสิ่นอี้ยิ้มและส่งกระดานวาดรูปไปให้พร้อมกับพูดหยอกล้อ
ในใจของเฉิงจวินค่อยๆ เบิกบานขึ้น ส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ อย่างน่ารักน่าชัง และไม่ได้สนใจเสิ่นอี้
ด้วยเหตุนี้เอง คนหนึ่งตกปลา คนหนึ่งวาดรูป
วันสิ้นโลกราวกับถูกตัดขาดออกไปภายนอก ช่างเป็นภาพทิวทัศน์ของชนบทที่สวยงามจริงๆ
ทว่าในตอนนี้นี่เอง—
"ตู้มมม!"
พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับมีมังกรดินพลิกตัว
บทที่ 52 หนูอย่างฉันน่ะนะ
จู่ๆ พื้นดินก็สั่นสะเทือน เสิ่นอี้ที่นั่งตกปลาอยู่ยังพอกล้อมแกล้มไปได้ ยังสามารถทรงตัวเอาไว้ได้
ทว่าเฉิงจวินที่อยู่ข้างๆ กลับยืนไม่อยู่ พู่กันหลุดออกจากมือร่วงลงบนพื้น
เสิ่นอี้รีบลุกขึ้นและประคองเธอเอาไว้ ทั้งสองคนพิงเข้าด้วยกันแล้วมองออกไปในที่ไกลๆ
ตึกสูงแห่งหนึ่งมีชิ้นส่วนของกำแพงหลุดร่วงลงมาท่ามกลางการสั่นสะเทือน ทำให้ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
เถาวัลย์ที่อยู่บนกำแพงด้านนอกราวกับเป็นเชือกที่อาศัยอยู่ตามรอยแยกของคอนกรีต ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะสามารถพยุงโครงสร้างหลักของตึกสูงเอาไว้ไม่ให้พังทลายลงมาทั้งหมดได้
ทิศทางอยู่ทางใต้สุด เป็นสถานที่ที่พวกเขายังไม่ได้เข้าไปสำรวจ
การสั่นสะเทือนกินเวลาไม่นานนัก รอบด้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เฉิงจวินมีใบหน้าที่ซีดเผือด ริมฝีปากสั่นเทา
"นะ... นี่มันแผ่นดินไหวเหรอ?"
สีหน้าของเสิ่นอี้ที่ประคองเฉิงจวินอยู่ก็ดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
"เกรงว่าจะไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น"
หากเป็นเพียงแค่แผ่นดินไหวก็คงพูดง่ายหน่อย แต่กลัวว่าความเคลื่อนไหวนี้จะเกิดจากสิ่งน่ากลัวอื่นๆ น่ะสิ
ชีวิตที่สงบสุขเป็นเพียงแค่เปลือกนอก เสิ่นอี้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าในตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงวันสิ้นโลก
"ไปเถอะ พวกเรากลับไปดูที่บ้านกันก่อน"
ที่บ้านเพิ่งจะเผชิญกับแผ่นดินไหว ไม่รู้ว่าจะมีความเสียหายอะไรหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ย่อมเป็นการกลับไปตรวจสอบดู
เสิ่นอี้ทิ้งคันเบ็ดเอาไว้ที่เดิม ทำเพียงเก็บข้าวของง่ายๆ แล้วเอาไปไว้บนรถ
"จี๊ด..."
เสียงร้องที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ฝีเท้าของเสิ่นอี้หยุดชะงัก
เมื่อมองตามเสียงไป ก็เป็นหนูสีม่วงตัวเดิมเมื่อคราวก่อนอีกแล้ว
เนื่องจากแผ่นดินไหวเมื่อครู่นี้ทำให้เครื่องดื่มขวดหนึ่งล้มลง ในตอนนี้มันจึงหมอบอยู่ตรงปากขวดและกำลังเลียน้ำหวานที่ไหลออกมา
เสิ่นอี้ก้าวเท้ายาวๆ พุ่งตัวเข้าไปหา กำตัวของหนูตัวนี้เอาไว้ในรวดเดียว หิ้วมันขึ้นมาแล้วจ้องมองไปที่มันพร้อมกับพูดว่า:
"เมื่อกี้แกเป็นคนทำใช่ไหม?"
ในตำแหน่งที่เฉิงจวินมองไม่เห็น เสิ่นอี้ได้เรียกปืนพกออกมาจ่อไปที่คอของมันเรียบร้อยแล้ว
หากมันมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติแม้แต่น้อย เสิ่นอี้ก็จะเลือกที่จะเหนี่ยวไกปืน
ไม่ว่านี่จะเป็นสัตว์ประหลาดอะไรก็ตาม หากถูกยิงจนหัวระเบิดก็ลองดูสิว่ามันจะยังขยับตัวได้อยู่อีกไหม
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการคุกคาม หนูตัวนี้กลับไม่ร้องโวยวาย เมื่อถูกเสิ่นอี้จับไว้ในมือก็ไม่กัดคนและไม่ดิ้นรนให้หลุดพ้น
ไม่น่าเชื่อว่าเสิ่นอี้จะมองเห็นความไร้เดียงสาจากแววตาของมัน ราวกับกำลังคิดว่า
'หนูอย่างฉันน่ะนะ ถูกจับได้ซะแล้วล่ะ'
ทันใดนั้น หนูสีม่วงตัวนี้ก็ลื่นไหลออกจากมือของเสิ่นอี้ราวกับน้ำ ร่วงหล่นลงบนพื้นอีกครั้งและเลียเครื่องดื่มที่หลงเหลืออยู่บนพื้นต่อไป
เสิ่นอี้สะดุ้งตกใจ การลื่นไหลเมื่อครู่นี้ไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่เป็นความหมายตามตัวอักษรเลยจริงๆ
มันได้กลายสภาพเป็นของเหลวสีดำราวกับน้ำมันและร่วงหล่นลงบนพื้นจริงๆ
"นี่มัน..."
"เกิดอะไรขึ้นเสิ่นอี้ คุณกำลังคุยกับใครอยู่เหรอ?"
ในตอนนั้นเฉิงจวินที่วางของลงก็ได้ยินเสียง จึงวิ่งตามมาและเอ่ยถาม
เสิ่นอี้ไม่ได้พูดอะไรมาก ทำเพียงชี้ไปที่มัน
หนูตัวนี้ดื่มด่ำไปกับการกินราวกับไม่มีคนอยู่ข้างๆ ไม่ได้สนใจคนสองคนที่อยู่บนหัวเลยแม้แต่น้อย
"โผล่มาอีกแล้ว..."
สีหน้าของเฉิงจวินดูไม่ค่อยดีนัก โดยพื้นฐานแล้วเธอเป็นคนที่กลัวหนูอยู่แล้ว จัดอยู่ในประเภทที่ว่าแค่เห็นก็รู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งตัว
"แผ่นดินไหวเมื่อกี้จะเป็นฝีมือของมันหรือเปล่า..."
เห็นได้ชัดว่าเฉิงจวินเองก็เกิดความสงสัยขึ้นมาเช่นกัน นี่ก็อดคิดเชื่อมโยงไม่ได้ หนูตัวนี้เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่พวกเขาเจอในโลกนี้ หากไม่สงสัยมันแล้วจะให้ไปสงสัยใครล่ะ
"ไม่แน่ใจเหมือนกัน ข้อมูลที่สามารถใช้อ้างอิงได้มีน้อยเกินไป พวกเรามืดแปดด้านไปหมดเลย"
เสิ่นอี้ส่ายหน้า ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่าตัวการสำคัญไม่ใช่หนูตัวนี้
แต่มันมีความพิเศษแบบนี้ ก็ย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
เฉิงจวินรู้สึกเป็นกังวลใจอย่างหนัก ผ่านพ้นมาอย่างราบรื่นได้แค่สองสามเดือน ช่วงนี้ก็เกิดสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นบ่อยครั้ง ยิ่งทำความเข้าใจความสงสัยในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่รวบรวมมาไว้ที่บ้านส่วนใหญ่ล้วนติดรหัสผ่าน อีกทั้งยังไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต สำหรับภาพรวมของภัยพิบัติบนโลกใบนี้ก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว เสิ่นอี้ก็ย่อตัวลงและอยากจะลองสื่อสารกับมันดูสักหน่อย
"แกฟังที่ผมพูดรู้เรื่องไหม? ถ้าฟังรู้เรื่องก็พยักหน้าหน่อย"
คำพูดของเสิ่นอี้ทำให้หนูสีม่วงในขวดเครื่องดื่มเงยหน้าขึ้น
มันไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมา เพียงแค่ดอกไม้เล็กๆ บนหัวหันไปอีกทิศทางหนึ่ง วัชพืชรอบๆ ก็เจริญงอกงามขึ้นมาในทันที
ตามมาด้วยการหายวับไปต่อหน้าต่อตาทั้งสองคนอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
"คุณคิดว่าดอกไม้บนหัวของมันเหมือนอะไร?"
ระหว่างทางกลับ ทั้งสองคนต่างก็มีเรื่องให้ต้องคิดในใจ
เสิ่นอี้เกาปลายคางเพื่อครุ่นคิด และนึกถึงบางสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกันขึ้นมาได้
"บันไดพระอาทิตย์?"
นี่คือพืชกลายพันธุ์ที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ในเกมผีชีวะที่เสิ่นอี้เคยเล่นตอนสมัยมหาวิทยาลัย ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในเกมผีชีวะ ไวรัสก็ถูกสกัดออกมาจากดอกไม้นี้
การแสดงออกของพืชชนิดนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับปูมหลังที่เสิ่นอี้เข้าใจ นั่นก็คือการรุกรานของพืชต่างดาว
เมื่อกี้เฉิงจวินไม่เห็น แต่เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าหนูตัวนั้นกลายเป็นของเหลวและลื่นไหลลงมาจากมือของเขา
"ผีชีวะเหรอ? ก็มีเหตุผลอยู่บ้างแต่ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ ฉันกลับนึกถึงปูมหลังของเรื่องราวที่สอดคล้องมากกว่านั้น เดอะลาสต์ออฟอัสน่ะ"
"นั่นคืออะไรเหรอ?"
"เป็นเกมเหมือนกัน ผู้ติดเชื้อเชื้อราในนั้นก็มีสภาพคล้ายๆ กับหนูเมื่อกี้นี้นี่แหละ"
เฉิงจวินอธิบาย เธอเคยเล่นเกมมามากกว่า ตัวอย่างที่ยกมาจึงมีความเหมาะสมมากกว่า
จากนั้นเธอก็อธิบายโครงเรื่องคร่าวๆ ให้เสิ่นอี้ฟังอย่างละเอียด
หลังจากที่เสิ่นอี้ได้ฟังก็พยักหน้า สิ่งนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผลมากกว่าจริงๆ
เนื่องจากบ้านสไตล์ตะวันตกหลังเล็กเป็นบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ จึงไม่ได้รับความเสียหายอะไรมากนักในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว
ทั้งสองคนเข้ามาในห้องและช่วยกันพยุงของตกแต่งที่ล้มลงขึ้นมาหลายชิ้น
และต่างคนต่างก็ตรวจสอบเสบียงที่กักตุนเอาไว้ในห้อง
บนโต๊ะอาหาร เสิ่นอี้มองดูเฉิงจวินที่กินข้าวด้วยความรู้สึกจืดชืดไร้รสชาติ
หลังจากที่ได้พูดคุยกันเมื่อครู่นี้ เธอก็มีความกังวลและกระวนกระวายใจมาโดยตลอด เขาจึงดึงเธอมาคุยเล่น
"พรุ่งนี้ผมจะไปดูสถานที่ที่เกิดแผ่นดินไหวซะหน่อย จะมาทำเป็นปิดตาทำตัวเป็นคนตาบอดอยู่ตลอดก็ไม่ได้"
เมื่อเฉิงจวินได้ยินดังนั้นก็วางถ้วยและตะเกียบลง แม้แต่อารมณ์จะกินข้าวอย่างจืดชืดก็ไม่มีแล้ว ความรู้สึกเป็นห่วงถูกถ่ายทอดออกมาทางคำพูดอย่างชัดเจน
"ฉะ... ฉันไปกับคุณด้วยสิ"
เสิ่นอี้กลืนเมล็ดข้าวที่อยู่ในปากลงไปก่อนจะพูดว่า:
"ไม่ได้ ก่อนหน้านี้ที่พาคุณออกไปเป็นเพราะมันไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร แต่ตอนนี้ความเคลื่อนไหวมันไม่เล็กเลยนะ ผมพาคุณไปเสี่ยงอันตรายไม่ได้หรอก"
"แต่... คุณ......"
เฉิงจวินขมวดคิ้ว พูดอะไรไม่ออกและรู้สึกสะอื้นอยู่ในอก
ในเมื่อคิดว่าฉันไปแล้วจะมีอันตราย แล้วคุณไปจะไม่อันตรายงั้นเหรอ?
เสิ่นอี้ย่อมมองออกถึงความกังวลของเธอ ในปัจจุบันชะตากรรมของทั้งสองคนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด หากเขาเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นที่นี่ เฉิงจวินเองก็คงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยากเช่นกัน
ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือนที่ได้อยู่ร่วมกัน ภายในใจของเสิ่นอี้ก็มีความรู้สึกชอบพอผสมปนเปไปกับความชื่นชมในตัวเธอ
มีนิสัยที่เข้มแข็ง มีเหตุผล มีความคิดเป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือยังมีความเด็ดขาดในตัวเองอีกด้วย
เสิ่นอี้มักจะคิดแบบบ้านๆ อยู่เสมอว่า หากในโลกแห่งความเป็นจริงเธอสามารถมาเป็นแฟนของเขาได้ นั่นไม่เท่ากับว่าแม้แต่ตอนฝันก็ยังตื่นขึ้นมาหัวเราะได้หรอกเหรอ
เสิ่นอี้รวบรวมความคิดที่ฟุ้งซ่านในหัว แล้วปลอบใจเธอ
"วางใจเถอะมีผมอยู่นะ ถึงตอนนั้นผมแค่จะมองดูอยู่ไกลๆ จะไม่เข้าไปใกล้เด็ดขาด"
"ก็ประมาณว่าปาดาวกระจายจากระยะแปดร้อยลี้ไงล่ะ เข้าใจใช่ไหม"
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกมา ต่อให้เฉิงจวินจะมีความคิดที่เฉียบแหลมก็ยังต้องใช้เวลาตอบสนองอยู่พักหนึ่งกว่าจะเข้าใจมุกเก่าๆ มุกนี้
ด้วยเหตุนี้เอง อารมณ์ที่หดหู่จึงหยุดชะงักลงทันที มุมปากอดไม่ได้ที่จะกระตุกขึ้น
เมื่อเสิ่นอี้เห็นดังนั้นดวงตาก็เป็นประกาย และเอ่ยถามต่อว่า:
"คุณก็เข้าใจมุกนี้ด้วยเหรอ?"
เฉิงจวินรู้สึกเหมือนถูกดูถูกขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่เขา
"คุณหนูอย่างฉันคลุกคลีอยู่ในวงการอนิเมะ คอมิก และเกมมาตั้งนานขนาดนี้ จะไม่รู้ได้ยังไง ก็แค่ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ตรงขอบชายแดนไม่ใช่หรือไง?"
งานอดิเรกก่อนที่เธอจะ 'ทะลุมิติ' มาก็คือเกม อนิเมะ และนิยาย แต่ตอนนี้ได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ถึงสามเดือนแล้ว พอนึกย้อนกลับไปก็รู้สึกราวกับว่ามันผ่านไปนานเป็นชาติเลยจริงๆ
หลังจากหยอกล้อกันไปมา ทั้งสองคนก็คุยกันเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน สุดท้ายกลับกลายเป็นเสิ่นอี้ที่ต้องยอมแพ้ไปก่อน ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะหลังจากทำงานเขาก็มีเวลาน้อย จึงได้สัมผัสกับเรื่องพวกนี้น้อยลง เมื่อคุยกันลึกซึ้งขึ้นก็ย่อมต้องเผยให้เห็นถึงความไม่รู้
ผลลัพธ์ก็ย่อมต้องถูกเฉิงจวินที่จับจุดอ่อนได้หัวเราะเยาะอย่างเอาเป็นเอาตาย
ต่อให้วันสิ้นโลกจะผ่านไปอย่างสงบสุขแค่ไหน แต่นี่ก็ยังคงเป็นต่างถิ่น หัวใจที่จากบ้านเกิดมาทำได้เพียงปล่อยให้จมดิ่งอยู่กับความทรงจำ ถึงจะได้รับความสงบสุขเพียงชั่วครู่
เฉิงจวินล้างจานอยู่ในห้องครัว เธอยังคงดื่มด่ำไปกับอารมณ์ที่เบิกบานเมื่อครู่นี้ และฮัมเพลงที่เคยชอบที่สุดเบาๆ
ทันใดนั้น เสียงฮัมเพลงที่แผ่วเบาก็หยุดลง
เฉิงจวินค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมา ที่แท้เธอก็ได้โยนอารมณ์ที่หดหู่บนโต๊ะอาหารทิ้งไว้เบื้องหลังไปโดยไม่รู้ตัว และถูกเสิ่นอี้ทำให้รู้สึกเบิกบานใจ
ใช่แล้ว เขามักจะมีวิธีอยู่เสมอ
การเหม่อลอยในครั้งนี้ ทำให้ภาชนะในมือถูกเธอขัดจนเงาวับโดยไม่รู้ตัว
ได้ยินเพียงเสียงร้องเพลงที่ดังขึ้นในห้องครัวอีกครั้ง