- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 673 สองหญิงงาม
ตอนที่ 673 สองหญิงงาม
ตอนที่ 673 สองหญิงงาม
สิ้นเสียงเอ่ย เถาวัลย์ที่ถักทอประสานกันนับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นมารอบขอบลานประลองซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกสีม่วงอย่างรวดเร็ว ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงเถาวัลย์อันหนาทึบ
ส่วนทางด้านซือเซ่าอวี๋ที่อยู่ท่ามกลางสายหมอก กลับหลงทิศทางอย่างไม่ทันระวัง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคิดจะพุ่งทะยานขึ้นไปด้านบนเพื่อฝ่าหมอกควันออกไป ทว่าทุกครั้งที่เขาโผล่หัวขึ้นมาเพียงเล็กน้อย สายฟ้าขนาดมหึมาบนท้องฟ้าก็จะผ่าเปรี้ยงลงมา!
มันผ่าลงบนร่างของเขาอย่างโหดเหี้ยม
และในขณะที่เขากำลังถูกฟ้าผ่าจนชาหนึบไปทั้งร่าง เมล็ดของดอกกุหลาบพิษจำนวนมหาศาลก็พุ่งเข้าประชิดตัว และทำการฝังรากเพื่อสูบกินพลังชีวิตบนร่างของเขาอย่างรวดเร็ว
"อ๊ากกก..."
ซือเซ่าอวี๋ถูกกระชากตกลงมาอย่างรุนแรงและไร้ความปราณี
เมื่อผู้คนเห็นภาพนั้น สีหน้าของพวกเขาก็ฉายแววตกตะลึงเล็กน้อย
ส่วนสีหน้าของเจ้าเกาะฟ่านไห่นั้นมืดครึ้มลง สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังลานประลองอย่างไม่วางตา
ในยามนี้ ‘สี่สุดยอดอัจฉริยะเกาะฟ่านไห่’ ของพวกเขา เหลือเพียงซือเซ่าอวี๋คนเดียวแล้ว
หากซือเซ่าอวี๋พ่ายแพ้ลง คะแนนของเกาะทะเลพรหมก็จะหยุดชะงักอยู่เพียงเท่านี้
วินาทีนี้ ผู้อาวุโสไห่แห่งเกาะทะเลพรหมจ้องมองเด็กหนุ่มที่ถูกดอกกุหลาบพิษชูขึ้นกลางอากาศด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก ภายในใจสับสนวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง
ย้อนกลับไปตอนที่เขาคัดเลือกอัจฉริยะแห่งภพเบื้องล่างบนเกาะป้านเยวี่ย เขากลับมองข้ามฉือเยว่ไป เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายเทียบซือเซ่าอวี๋ไม่ได้
มาบัดนี้ เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ความแข็งแกร่งของฉือเยว่กลับน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำ พวกของเฉิ่นเยียนแต่ละคน ล้วนไม่มีใครธรรมดาเลยสักคน
ยิ่งคิด ผู้อาวุโสไห่ก็ยิ่งรู้สึกนึกเสียใจภายหลัง
เขากัดฟันกรอด ก่อนจะถลึงตาจ้องมองไปยังทิศทางของผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนอย่างเคียดแค้น
ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เอ๊ย!
หากรู้แต่แรก เขาคงรับพวกของเฉิ่นเยียนทั้งแปดคนมาเป็นศิษย์เสียให้หมด เช่นนั้นก็คงไม่ตกเป็นของสำนักเฉียนคุนหรอก
ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
คนที่กำลังรู้สึกเสียใจภายหลังในยามนี้ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น ทว่ายังรวมไปถึงเหล่าผู้อาวุโสที่เคยเดินทางไปคัดเลือกอัจฉริยะแห่งภพเบื้องล่างบนเกาะป้านเยวี่ยในคราวนั้นอีกด้วย
ตูม!
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ร่างของซือเซ่าอวี๋ที่ถูกดอกกุหลาบพิษฝังรากใส่ ถูกพันธนาการไว้กับพื้นจนไม่อาจขยับเขยื้อน เป็นอันสิ้นสุดการแข่งขัน
ผู้ชนะคือ ฉือเยว่
สำนักเฉียนคุนได้รับเพิ่มอีกสิบคะแนน
ในตอนนี้ อันดับของสำนักเฉียนคุนได้ขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับขุมกำลังของราชวงศ์เทียนโจวมากแล้ว
ผู้ที่จับได้หมายเลขสองคือ เฉิ่นเยียน และบุตรสาวของเจ้าสำนักสือฟางนามว่า จีหว่าน
เมื่อผู้คนจากสำนักสือฟางเห็นทั้งสองคนก้าวขึ้นสู่ลานประลอง พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังในทันที
จับได้ใครไม่จับ ดันมาจับได้เฉิ่นเยียนแห่งสำนักเฉียนคุนเสียนี่!
ในการแข่งขันรอบนี้ เฉิ่นเยียนไม่ได้อัญเชิญสัตว์อสูรแปลกประหลาดออกมาแต่อย่างใด เธอเพียงถือกระบี่เข้าประลองกับจีหว่านแห่งสำนักสือฟางแทน แลกเปลี่ยนกันเพียงสิบกว่ากระบวนท่า ก็สามารถรู้ผลแพ้ชนะได้แล้ว
กรรมการประกาศขึ้นว่า
"เฉิ่นเยียนเป็นฝ่ายชนะ สำนักเฉียนคุนได้รับสิบคะแนน"
ผลการแข่งขันเป็นไปตามที่ทุกคนคาดคิดเอาไว้ พวกเขาจึงไม่มีอารมณ์คล้อยตามหรือแปลกใจมากนัก
ต่อมาคือหมายเลขสาม
เผยซู่ ประลองกับ อู๋หม่าหลิง
การปะทะกันอีกครั้งของทั้งสองคน ดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที
ท้ายที่สุดแล้ว ในการแข่งขันรอบคัดเลือกภายในแดนลับ การดวลของพวกเขายังไม่รู้ผลแพ้ชนะ
ส่วนกลุ่มสหายอสุรา เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของเผยซู่คืออู๋หม่าหลิง สีหน้าก็พลันเคร่งเครียดขึ้นมาหลายส่วน
เฉิ่นเยียนจ้องมองอู๋หม่าหลิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก
"ระดับพลังของอู๋หม่าหลิงเลื่อนขั้นไปถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบแล้ว"
"อะไรนะ?"
จูเก๋อโย่วหลินอุทานด้วยความตกใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองเผยซู่ที่ยืนอยู่บนลานประลอง พลางขมวดคิ้วแน่น
"เผยซู่ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่เลยนะ จะเอาชนะอู๋หม่าหลิงได้อย่างไรกัน?"
เฉิ่นเยียนกล่าวว่า
"ด้วยเหตุนี้เอง พวกเราจึงไม่จำเป็นต้องให้เผยซู่ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อช่วงชิงชัยชนะในยามนี้ การออมกำลังไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ย่อมสำคัญยิ่งกว่า"
พวกของเวินอวี้ชูหันมองเฉิ่นเยียน พวกเขาเข้าใจความคิดของเธอแล้วในยามนี้
อวี่ฉางอิงลดเสียงต่ำลงพลางเอ่ยถาม
"ใกล้จะถึงเวลาแล้วใช่หรือไม่?"
เฉิ่นเยียนส่งเสียงผ่านจิตบอกพวกเขาว่า
"เมื่อครู่ข้าเพิ่งได้รับเสียงส่งจิตมา แผนการก้าวที่สองสำเร็จลุล่วงแล้ว ทว่าตอนนี้มีสถานการณ์ใหม่เกิดขึ้น มีคนกำลังจะสังเกตเห็นความลับที่ว่าเกาะเทียนคงไม่สามารถส่งข้อความออกไปได้แล้ว ดังนั้น การแข่งขันจัดอันดับขุมกำลังในครั้งนี้ คงยากที่จะดำเนินต่อไปจนถึงรอบของระดับผู้อาวุโส"
เมื่อได้ยินดังนั้น กลุ่มสหายก็ต่างพากันมองหน้า
ตามมาติดๆ เฉิ่นเยียนก็ส่งเสียงผ่านจิตไปหาเผยซู่ที่กำลังยืนอยู่บนลานประลอง
"เผยซู่ ไม่ต้องทุ่มสุดตัว รักษาชีวิตตัวเองไว้ให้ปลอดภัย การแข่งขันครั้งนี้ เจ้าแพ้ได้"
ฝ่ายเผยซู่ที่ได้ยินเสียงส่งจิตนั้น เม้มริมฝีปากแน่นเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปคำหนึ่ง
"ตกลง"
บนลานประลอง อู๋หม่าหลิงกำกระบี่ยาวในมือแน่น พลางหัวเราะร่า
"เผยซู่ ในที่สุดพวกเราก็มีโอกาสได้เจอกันแล้ว ครั้งนี้ ต้องรู้ผลแพ้ชนะให้จงได้"
เผยซู่ใช้พลังมายาสร้างกระบี่คู่ขึ้นมาในมือ เขาพยักหน้ารับ
"ย่อมได้"
สิ้นเสียงนั้น ร่างของทั้งสองก็หายไปจากจุดเดิมในพริบตา เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง กระบี่ของพวกเขาก็ปะทะเข้าหากันเสียแล้ว!
เจตจำนงแห่งกระบี่ที่ระเบิดออกมานั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ในเวลานี้เองที่ทุกคนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ระดับพลังฝึกตนของอู๋หม่าหลิงได้เลื่อนขั้นไปถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบแล้ว! การค้นพบอันน่าตื่นตะลึงนี้ทำให้ผู้คนในลานประลองต่างพากันเบิกตาอ้าปากค้าง ภายในใจปั่นป่วนราวกับคลื่นพายุซัดกระหน่ำ
มีบางคนทอดถอนใจออกมา
"เดิมทีข้ายังคิดว่าเผยซู่พอจะมีโอกาสชนะอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ ไม่มีโอกาสเลยแม้แต่น้อย"
"เหตุผลหลักคืออู๋หม่าหลิงแข็งแกร่งเกินไป! เขามีระดับพลังสูงกว่าเผยซู่ถึงห้าขั้นย่อยเชียวนะ!"
"อู๋หม่าหลิงต้องชนะแน่!"
และผลการแข่งขัน ก็เป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้จริงๆ
อู๋หม่าหลิงเป็นฝ่ายชนะ ส่วนเผยซู่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้
อู๋หม่าหลิงเก็บกระบี่ยาวของตน เขามองเผยซู่ด้วยสายตาที่ซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นประโยคหนึ่ง
"บาดแผลบนตัวเจ้า ทำให้เจ้าหมดความกระหายในการต่อสู้ไปแล้วหรือ?"
"ไม่ใช่"
เผยซู่ส่ายหน้า
อู๋หม่าหลิงมองดูแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่กำลังเดินจากไป หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า การต่อสู้ในครั้งนี้เผยซู่ไม่ได้ทุ่มเทจนสุดกำลัง
ในตอนนี้ เหล่าศิษย์แห่งสำนักจี๋เต้าต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องยินดี
"ศิษย์พี่อู๋หม่า!"
เมื่ออู๋หม่าหลิงได้ยินเสียงเรียกนั้น ก็หันไปโบกมือให้พวกเขา
จากนั้น เขาก็กลับไปยังพื้นที่พักรอก่อนการแข่งขัน
ส่วนเผยซู่ก็เดินกลับมายังพื้นที่ชมการแข่งขันของสำนักเฉียนคุน ทุกคนในสำนักเกรงว่าเผยซู่จะเสียใจ จึงพากันเอ่ยปลอบโยนเขาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
เผยซู่ถึงกับชะงักไป: "......"
เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยสักนิด
...
ผู้ที่จับได้หมายเลขสี่คือศิษย์จากขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวและศิษย์จากตระกูลเฮ่อเหลียน ผลคือศิษย์จากขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวเป็นฝ่ายชนะ
ผู้ที่จับได้หมายเลขห้าคือ อวี่ฉางอิง และ หนานหรงจิ้งอวิ๋น แห่งสำนักจี๋เต้า
บนลานประลอง
เด็กสาวในชุดประจำสำนักเฉียนคุนผู้มีรูปโฉมงดงาม รอยยิ้มของเธอดุจดั่งดอกท้อที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ ทั้งงดงามและน่าทะนุถนอม ท่าทีอันเย้ายวนใจที่เผยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้น มากพอที่จะกระชากวิญญาณผู้คนให้หลงใหล
ส่วนหญิงสาวที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามสวมชุดกระโปรงสีเรียบง่าย ใบหน้าเย็นชา แววตาเฉยเมย ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับเทพธิดาผู้สูงส่งจนมิอาจเอื้อม
จู่ๆ เธอก็เอ่ยปากขึ้น
"สำนักจี๋เต้า หนานหรงจิ้งอวิ๋น"
อวี่ฉางอิงยิ้มตอบ
"สำนักเฉียนคุน อวี่ฉางอิง"
สตรีผู้มีความงดงามอันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสองคนยืนประจันหน้ากันบนลานประลอง ดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าคนหนึ่งคือศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุน ส่วนอีกคนคือบุตรสาวของประมุขสำนักจี๋เต้า
หลังจากการแข่งขันถูกประกาศให้เริ่มขึ้น กลิ่นอายรอบตัวของหนานหรงจิ้งอวิ๋นก็ระเบิดออกอย่างกะทันหัน กระบี่ยาวอันแหลมคมที่ส่องประกายเย็นยะเยือกพลันปรากฏขึ้นในมือของเธอ
ส่วนอวี่ฉางอิงเพียงแค่ยกมือขึ้น หอกวิญญาณศาสตราที่มีกลิ่นอายอันเก่าแก่และทรงพลัง ปลายหอกส่องประกายเหน็บหนาวน่าสะพรึงกลัว ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศและถูกเธอจับเอาไว้ในมือ
ในวินาทีที่ทั้งสองสบตากัน—
การต่อสู้ก็ปะทุขึ้นในทันที!
เพียงได้ยินเสียง 'เคร้ง' ดังกังวาน ม่านแห่งการต่อสู้ก็ถูกเปิดออก
หนานหรงจิ้งอวิ๋นและอวี่ฉางอิงลงมือเกือบจะพร้อมกัน อาวุธในมือของพวกเธอปะทะกันรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ก่อให้เกิดประกายไฟสว่างวาบขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ชั่วขณะหนึ่ง เงากระบี่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ประกายจากคมหอกสาดส่องวูบวาบ!