- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 672 อยู่กับความเป็นจริงหน่อย
ตอนที่ 672 อยู่กับความเป็นจริงหน่อย
ตอนที่ 672 อยู่กับความเป็นจริงหน่อย
ท้ายที่สุดผู้อาวุโสฉีก็ไม่ได้ซักถามสิ่งใดออกมา หลังจากป้อนโอสถรักษาชีวิตให้เซียวเจ๋อชวนหนึ่งเม็ด เขาก็กลับไปยังพื้นที่ชมการแข่งขันของสำนักเฉียนคุน
พวกของเฉิ่นเยียนพากันรุมล้อมเฝ้าอยู่ข้างกายเซียวเจ๋อชวนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เกรงว่าเขาจะตกอยู่ในอันตรายแม้เพียงเสี้ยวประการ
การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป
ไม่มีใครคาดคิดว่าลู่ไต้จะพ่ายแพ้ให้แก่เซียวเจ๋อชวน และยิ่งไม่มีใครคาดคิดว่าเซียวเจ๋อชวนจะครอบครองพลังกลืนกินเอาไว้
ผ่านการต่อสู้ในครั้งนี้ นามของเซียวเจ๋อชวนก็ถูกสลักลึกลงในความทรงจำของทุกคนอย่างไม่อาจลบเลือน
เวลาผ่านไปไม่นาน ผู้ที่จับสลากได้หมายเลขเจ็ดทั้งสองคนก็ก้าวขึ้นสู่ลานประลอง
พวกเขาคือศิษย์จากขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวและศิษย์ของเกาะทะเลพรหม ผลปรากฏว่าฝ่ายราชวงศ์เทียนโจวเป็นผู้ชนะ
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป
ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถึงคราวประลองหมายเลขสิบสาม เฉิ่นเยียนปะทะกับศิษย์จากขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว... ผลคือเฉิ่นเยียนเป็นฝ่ายชนะ
ตามมาติดๆ คือหมายเลขของจูเก๋อโย่วหลินที่ต้องประลองกับศิษย์จากตระกูลเฮ่อเหลียน... ผลคือจูเก๋อโย่วหลินเป็นฝ่ายชนะ
และหลังจากนั้น...
เจียงเสียนเยวี่ยประลองกับศิษย์จากตระกูลลู่... ผลคือเจียงเสียนเยวี่ยเป็นฝ่ายชนะ
เวินอวี้ชูประลองกับศิษย์จากภูเขาไท่ชู... ผลคือเวินอวี้ชูเป็นฝ่ายชนะ
ฉือเยว่ประลองกับศิษย์จากสำนักจี๋เต้า... ผลคือฉือเยว่เป็นฝ่ายชนะ
อวี่ฉางอิงประลองกับศิษย์จากสำนักอื่น... ผลคืออวี่ฉางอิงเป็นฝ่ายชนะ
ท้ายที่สุด ผู้ที่จับได้หมายเลขยี่สิบสี่อย่างเผยซู่ ต้องขึ้นประลองกับศิษย์ของตำหนักเฉิงอวิ๋น... และเขาก็สามารถเอาชนะมาได้อย่างหวุดหวิด
การแข่งขันรอบคัดเลือกรอบที่เจ็ดสิ้นสุดลง
ตามมาด้วยการแข่งขันรอบคัดเลือกรอบที่แปดซึ่งเริ่มต้นขึ้นทันที
จำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดที่เหลือรอดอยู่คือยี่สิบห้าคน
เหล่าศิษย์ที่ผ่านเข้ารอบต้องทำการจับสลากกันอีกครั้ง
และผู้ที่โชคดีจับได้สลากผ่านเข้ารอบโดยไม่ต้องออกแรงประลองในรอบนี้ก็คือ... ซุ่ยฉางอวิ้น
สีหน้าของเจ้าตำหนักเฉิงอวิ๋นแปรเปลี่ยนไปในทันที เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกฉุนเฉียวอยู่ไม่น้อย เพราะหลังจากนี้เหลือการแข่งขันอีกเพียงไม่กี่รอบแล้ว ทว่าในช่วงเวลาสำคัญหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของตำหนักเฉิงอวิ๋นกลับจับได้สลากผ่านเข้ารอบไปเสียดื้อๆ!
เรื่องนี้สำหรับตำหนักเฉิงอวิ๋นแล้ว ราวกับมีอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมากลางวันแสกๆ เลยทีเดียว!
ผู้ที่จับได้สลากหมายเลขหนึ่งคือ ฉือเยว่ แห่งสำนักเฉียนคุน และศิษย์พี่รอง ซือเซ่าอวี๋ แห่งเกาะทะเลพรหม ซึ่งทั้งสองต่างก็เป็นอัจฉริยะผู้ใช้พืชวิญญาณ!
การจับคู่ประลองนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ในทันที
และในเวลานี้เอง เซียวเจ๋อชวนก็รู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาจากการหมดสติ
“เจ้าฟื้นแล้ว”
เหล่าสหายหันไปมองเขา
“อืม”
เซียวเจ๋อชวนยกมือขึ้นนวดขมับ อาการปวดศีรษะแล่นริ้วจนแทบจะทนไม่ไหว ในขณะเดียวกัน เขาก็พบว่าบาดแผลตามร่างกายของตนได้รับการรักษาจัดการเป็นอย่างดีแล้ว
เขาเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่ามีคนหายไปหนึ่งคน
เมื่อเพ่งมองดูให้ดี จึงเห็นว่าตอนนี้ฉือเยว่ได้ปรากฏตัวขึ้นบนลานประลองแล้ว
อวี่ฉางอิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าลองทายดูสิ ว่าเจ้าสลบไปนานแค่ไหน?”
เซียวเจ๋อชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ครึ่งวันงั้นหรือ?”
จูเก๋อโย่วหลินยกมือขึ้นกอดอก พลางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
“ผิด ค่อนวันต่างหากเล่า!”
เฉิ่นเยียนจ้องมองเซียวเจ๋อชวนด้วยดวงตาเปื้อนยิ้ม ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
“วันเกิดของเจ้ายังไม่ผ่านพ้นไปหรอกนะ เจ้ามีเรื่องอะไรที่อยากทำหรือไม่?”
เจียงเสียนเยวี่ยเอ่ยเสริมขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“พวกเราจะพยายามช่วยทำให้มันเป็นจริงเอง”
เซียวเจ๋อชวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“เด็ดดวงดาวบนท้องฟ้ามาให้ข้าทีสิ”
เหล่าสหายต่างพากันเงียบกริบ
“...”
เผยซู่ถอนหายใจเบาๆ
“อยู่กับความเป็นจริงหน่อย”
เซียวเจ๋อชวนลองคิดดูใหม่อีกครั้ง
“งั้นพวกเจ้าทุกคนต้องมาเป็นลูกน้องของข้า เป็นเวลาหนึ่งปี”
พอประโยคนี้หลุดออกไป กลุ่มสหายอสุราก็พลันหน้าดำทะมึน พวกเขาพร้อมใจกันหันหลังขวับให้เขาโดยมิได้นัดหมาย และเลิกสนใจเขาทันที
หลังจากที่กรรมการประกาศเริ่มการแข่งขันอย่างเป็นทางการ สนามแข่งขันที่เคยอึกทึกครึกโครมก็ค่อยๆ กลับมาเงียบสงบ
ทว่าที่ด้านหลังของพวกเขา กลับมีน้ำเสียงที่เจือรอยยิ้มบางๆ ดังขึ้นอย่างกะทันหัน น้ำเสียงนั้นราวกับน้ำพุใสสะอาดบนภูเขาที่ไหลริน ไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก
“หลังจบงานชุมนุมฉางหมิงแล้ว พวกเจ้าช่วยทำบะหมี่อายุยืนให้ข้าสักชามได้หรือไม่?”
พวกของเฉิ่นเยียนหันกลับไปมอง ก็เห็นบนใบหน้าซีดเซียวของเขาปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนโยน
จูเก๋อโย่วหลินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ท้าวสะเอวหัวเราะร่า
“ก็แค่บะหมี่อายุยืนชามเดียวไม่ใช่หรือไง? เจ้าก็น่าจะรีบพูดมาตั้งแต่แรก พวกเราจะทำให้เจ้าเอง”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ
“หรือว่าพวกเราจะไปทำให้เจ้าตอนนี้เลยดีไหม?”
ทว่าเซียวเจ๋อชวนกลับส่ายหน้า
“ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการแข่งขัน จะมัวมาเสียเวลาไม่ได้หรอกนะ”
เวินอวี้ชูยิ้มบางๆ เอ่ยเสียงเบา
“งั้นก็ตกลงตามนี้ รอให้งานชุมนุมฉางหมิงสิ้นสุดลงเมื่อใด พวกเราจะช่วยกันทำบะหมี่อายุยืนให้เจ้าหนึ่งชาม”
เฉิ่นเยียนหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา แล้วยื่นส่งไปตรงหน้าเขา
“ในแหวนมิติวงนี้บรรจุของขวัญวันเกิดที่พวกเรามอบให้เจ้า เจ้าลองส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปดูได้เลย”
เซียวเจ๋อชวนชะงักไปเล็กน้อย เขายกมือขึ้นรับมันมา ก่อนจะค่อยๆ กำมันไว้แน่น
“ขอบใจนะ”
“ฮี่ฮี่ ไม่ต้องขอบใจหรอก ดูการแข่งขันของเจ้าคนขี้เกียจก่อนเถอะ!”
จนถึงตอนนี้ กลุ่มสหายอสุราถึงเพิ่งจะหันไปให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มรูปงามราวกับเทพเซียนที่ยืนอยู่บนลานประลอง
เด็กหนุ่มผู้นั้นมีผิวขาวซีด บริเวณหว่างคิ้วมีไฝสีแดงประดับอยู่เม็ดหนึ่ง
ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามสวมชุดสีม่วง บนริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้ม ดูราวกับกำลังพึงพอใจในตนเองอยู่ไม่น้อย
เขาค่อยๆ เอ่ยปากแนะนำตัว
“ข้าน้อยคือศิษย์พี่รองแห่งเกาะทะเลพรหม ซือเซ่าอวี๋”
แววตาของฉือเยว่ดูเกียจคร้าน เขาเพียงปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเบื่อหน่าย
และไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบรับกลับไป
มุมปากของทุกคนกระตุกเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ชินกับมันเสียแล้ว
ย้อนกลับไปตอนที่เห็นท่าทางเช่นนี้ของฉือเยว่ในครั้งแรก พวกเขายังคิดว่าฉือเยว่นั้นเย่อหยิ่งจองหอง
ครั้งที่สอง เริ่มรู้สึกว่าท่าทีของฉือเยว่ช่างอวดดี
ครั้งที่สาม เริ่มรู้สึกว่าพฤติกรรมของฉือเยว่นั้นแปลกประหลาด
ครั้งที่สี่ รู้สึกว่าฉือเยว่ก็ยังคงความแปลกประหลาดเอาไว้อยู่ดี
ทว่ามาถึงตอนนี้... พวกเขากลับเริ่มจะชินชากับมันเสียแล้ว
ฉือเยว่ผู้นี้ไม่ชอบเสวนาหรือสนใจผู้คน สิ่งเดียวที่เขาโปรดปรานคือการนอนหลับ
เห็นได้ชัดว่าซือเซ่าอวี๋ก็รับรู้กิตติศัพท์เรื่องนี้ดี เขาจึงไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีเย็นชานั้นนัก
ระดับพลังฝึกตนของฉือเยว่อยู่ที่ระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นห้า ในขณะที่ระดับพลังฝึกตนของซือเซ่าอวี๋นั้นอยู่ที่ระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นหก
ไม่นานนัก ทั้งสองก็เปิดฉากการต่อสู้อันดุเดือด!
ฉือเยว่ควบคุมเถาวัลย์ในมือ เถาวัลย์แต่ละเส้นดูพลิ้วไหวราวกับมังกรวารี พวกมันพุ่งเข้าใส่เถาวัลย์ที่อีกฝ่ายควบคุมอยู่ด้วยความเร็วพริบตาดุจสายฟ้าแลบ
ฝ่ายเถาวัลย์ของคู่ต่อสู้ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกัน กิ่งก้านอันหนาหนักแข็งแกร่งราวกับงูยักษ์ที่หล่อหลอมขึ้นจากเหล็กกล้า มันร่ายรำตวัดฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง พุ่งเข้าปะทะและรัดพันกับเถาวัลย์ของฉือเยว่กลางอากาศอย่างต่อเนื่องจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว การต่อสู้ดำเนินไปอย่างสูสีดุเดือดจนยากจะแยกแยะแพ้ชนะ!
ปัง! ปัง! ปัง!
และซือเซ่าอวี๋ก็สมกับที่เป็นผู้ใช้พืชวิญญาณมากประสบการณ์ เขาอ่านวิถีการโจมตีของฉือเยว่ออกอย่างทะลุปรุโปร่งในเวลาอันสั้น และเริ่มกดดันให้ฉือเยว่ต้องตกเป็นรอง!
ทว่าฉือเยว่ก็ไม่ได้อ่อนแออย่างที่อีกฝ่ายจินตนาการไว้ เด็กหนุ่มเปิดฉากตอบโต้กลับอย่างรวดเร็ว
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอันใสกระจ่างของฉือเยว่ช้อนขึ้นเล็กน้อย ชั่วพริบตานั้น นัยน์ตาทั้งสองข้างก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต ทุกครั้งที่เขาขยับกาย จะปรากฏเงาสีเขียวสายหนึ่งติดตามทาบทับไปทุกย่างก้าว
เขาเรียกหญ้าเปลวสายฟ้าสีเงินออกมา!
ชั่วพริบตานั้น...
สีของท้องฟ้าพลันแปรเปลี่ยน เมฆดำทะมึนก่อตัวแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ
ครืนนน!
สีหน้าของซือเซ่าอวี๋แปรเปลี่ยนไปด้วยความตกตะลึง
“หญ้าเปลวสายฟ้า!”
และสิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือ เถาวัลย์สีเขียวนับไม่ถ้วนที่พวยพุ่งออกมาเหล่านั้น กลับกลายเป็นสีดำสนิทในชั่วพริบตา ซ้ำยังมีหนามแหลมคมงอกเงยออกมาอีกด้วย
ไม่! นี่ไม่ใช่เถาวัลย์!
แต่นี่คือกุหลาบตาข่ายพิษ!
ละอองเมล็ดของดอกกุหลาบพิษกระจัดกระจายนับไม่ถ้วนล่องลอยคว้างอยู่กลางอากาศ บีบบังคับให้ซือเซ่าอวี๋ต้องถอยร่นไปหลายก้าว เขาเร่งดึงพลังจากธาตุลมมาควบแน่นสร้างดอกไม้ขนาดยักษ์ขึ้นดอกหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น เกสรของดอกไม้ยักษ์กึ่งโปร่งใสเบ่งบานอ้าออกราวกับวังวน ก่อนจะพ่นสายลมกระโชกแรงออกมา ก่อตัวเป็นพายุเฮอริเคนลูกยักษ์ในทันที!
สายลมบ้าคลั่งพัดม้วนเอาละอองเมล็ดกุหลาบพิษปลิวหายไปจนหมดสิ้น!
ฝูงชนที่นั่งอยู่รอบลานประลองต่างก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขารีบโคจรพลังวิญญาณเพื่อสร้างเกราะป้องกันพายุเฮอริเคนและละอองกุหลาบพิษอย่างจ้าละหวั่น
ทว่าในวินาทีต่อมา!
อสนีบาตฟาดฟัน เสียงฟ้าร้องดังกัมปนาทกึกก้อง!
ครืน!
ดอกไม้ยักษ์ถูกสายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาจนไหม้เกรียมเป็นตอตะโกในพริบตา ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้น
นัยน์ตาของซือเซ่าอวี๋แข็งกร้าว ขณะที่เขากำลังจะลงมือตอบโต้ กลับถูกสายฟ้าฟาดไล่กวดจนต้องหลบหนีจ้าละหวั่น
ในเวลานี้ เด็กหนุ่มผู้มีไฝสีแดงประดับหว่างคิ้วกำลังถูกกุหลาบพิษชูร่างขึ้นสู่กลางอากาศ สายลมพัดโชยเบาๆ พัดพาผ้าผูกผมสีเขียวให้พลิ้วไหวสะบัดกวัดแกว่ง ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับเทพเซียนนั้นดูงดงามเหนือจินตนาการ
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้น และในชั่วพริบตานั้น ทั่วทั้งลานประลองก็ถูกหมอกควันสีม่วงหนาทึบแผ่ปกคลุมไปจนหมดสิ้น!
“กักขัง!”