- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 671 สุขสันต์วันเกิด
ตอนที่ 671 สุขสันต์วันเกิด
ตอนที่ 671 สุขสันต์วันเกิด
พลังกลืนกิน?!
คนส่วนใหญ่ในลานประลองไม่รู้จักว่าพลังกลืนกินคือสิ่งใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเหล่าผู้กุมอำนาจจากขุมกำลังต่างๆ พวกเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่า พลังที่เซียวเจ๋อชวนกำลังใช้อยู่ในยามนี้ ต้องเป็นพลังที่แข็งแกร่งและอันตรายอย่างยิ่งยวด
ในขณะเดียวกัน กลุ่มสหายอสุราก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองเซียวเจ๋อชวนด้วยแววตาตื่นเต้น
ใบหน้าของเซียวเจ๋อชวนเย็นชา เขาควบคุมพลังกลืนกินให้พุ่งเข้าจู่โจมลู่ไต้
วังวนสีดำขนาดยักษ์ดูราวกับอ้าปากกว้างราวกับสัตว์ร้ายกระหายเลือด ลำแสงสีดำทมิฬสาดประกายวูบวาบอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะระเบิดแรงดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัวออกมา หมายจะกลืนกินลู่ไต้เข้าไปเบื้องใน
สีหน้าของลู่ไต้แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาสัมผัสได้ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วนกำลังฉุดกระชากลากถูร่างของตน เพื่อส่งเข้าไปในหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
ลู่ไต้รีบตวัดกระบี่ในมือ ฟาดฟันใส่หลุมดำแห่งการกลืนกินนั้นทันที!
ทว่าปราณกระบี่สายนั้นกลับถูกวังวนสูบกลืนหายไปในชั่วพริบตา ไม่อาจสร้างแรงกระเพื่อมได้แม้แต่น้อย
เป็นไปได้อย่างไรกัน?!
ลู่ไต้รีบงัดกระบวนท่าออกมาสาดซัดใส่อีกหลายระลอก แต่ผลลัพธ์ยังคงเดิมคือถูกวังวนสีดำกลืนกินไปจนหมดสิ้น
เหตุการณ์นี้ทำให้ลู่ไต้ตระหนักถึงความผิดปกติ นัยน์ตาของเขาหดเกร็งวูบ เขาต้องเข้าประชิดตัวเซียวเจ๋อชวนให้ได้ ถึงจะสามารถทำลายกระบวนท่าอันลึกลับและอันตรายนี้ลงได้
ร่างของลู่ไต้ขยับวูบเดียวก็อันตรธานหายไปจากจุดเดิม
ทว่าในจังหวะที่เขาถือกระบี่พุ่งเข้าประชิดเซียวเจ๋อชวน แรงดึงดูดมหาศาลขุมหนึ่งก็พุ่งเข้าพัวพันรัดรึงร่างกายของเขาทันที ในเสี้ยววินาทีนั้น ลู่ไต้ก็ตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อสัมผัสได้ว่า พลังวิญญาณในร่างกำลังถูกสูบกลืนไปอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของเขาก็ถูกพลังกลืนกินม้วนลอยขึ้นไปกลางอากาศ
ลู่ไต้ดิ้นรนอย่างยากลำบาก
เขากระชับกระบี่ในมือแน่น หมายจะตัดแสงสีดำแห่งการกลืนกินเหล่านี้ให้ขาดสะบั้น แต่กลับกลายเป็นว่ากระบวนท่ากระบี่ที่เขาวาดออกไป กลับถูกกลืนกินจนหมดสิ้นไปทีละสาย
ส่วนทางด้านเซียวเจ๋อชวนในยามนี้ สภาพร่างกายกลับยิ่งดูแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนว่า...
“เขาสามารถเปลี่ยนพลังวิญญาณของอีกฝ่ายให้กลายเป็นพลังวิญญาณของตัวเองได้!”
เจ้าตำหนักเฉิงอวิ๋นร้องอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
สิ้นประโยคนี้ สีหน้าของผู้คนมากมายก็พลันแปรเปลี่ยน สายตาที่ทอดมองไปยังเซียวเจ๋อชวนปรากฏแววหวาดกลัววาบผ่าน
จู่ๆ มือของเซียวเจ๋อชวนก็กำแน่นขึ้นฉับพลัน
ชั่วพริบตานั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังก้องขึ้นมา
“อ๊ากกก—”
ลู่ไต้ที่เดิมทีถูกแสงสีดำประหลาดรัดพันจนแน่น ร่างที่เคยพยายามดิ้นรนของเขาในยามนี้กลับถูกบีบรัดอย่างรุนแรง ราวกับถูกมือขนาดยักษ์อันไร้ความปราณีขยี้ พลังนั้นมหาศาลยิ่งนัก แขนขาของเขาคล้ายกับสูญเสียการควบคุมไปในพริบตา กระดูกเริ่มบิดเบี้ยวผิดรูปภายใต้แรงอัดกระแทกมหาศาล จนเกิดเสียงดังกรอบแกรบชวนให้ขนหัวลุก
เสียง 'ปัง' ดังสนั่น! ร่างหนักอึ้งร่วงหล่นกระแทกพื้นดังก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้จิตใจของผู้คนล้วนสั่นสะท้าน
แขนขาของลู่ไต้บิดเบี้ยวจนผิดรูป พลังวิญญาณในร่างถูกสูบออกไปจนเหือดแห้ง ร่างของเขาร่วงกระแทกพื้นลานประลองอย่างรุนแรง
ลู่ไต้ไม่อาจต่อสู้ได้อีกต่อไปแล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าของผู้คนจากตระกูลลู่ล้วนแปรเปลี่ยนไปด้วยความตกตะลึง โดยเฉพาะลู่จิ่งเฉิง
ในยามนี้ ผู้ที่ยังคงยืนหยัดอยู่บนลานประลองมีเพียงเซียวเจ๋อชวนเท่านั้น
ลู่จิ่งเฉิงไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ของลู่ไต้ได้ เขาหันขวับไปมองกรรมการทันที ก่อนจะตวาดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เขาตั้งใจทรมานลู่ไต้ เขาทำผิดกฎ! เขาต่างหากที่แพ้!”
ผู้อาวุโสฉีได้ยินดังนั้นก็ตอกกลับทันควัน
“ลูกศิษย์ของชายชราผู้นี้ไม่ได้ทำผิดกฎแม้แต่น้อย! เป็นลู่ไต้แห่งตระกูลลู่ของพวกเจ้าเองต่างหากที่ทนรับการโจมตีของเจ๋อชวนไม่ได้!”
ยังไม่ทันที่ลู่จิ่งเฉิงจะได้เอ่ยปากโต้แย้ง กรรมการก็ประกาศขึ้นเสียก่อน
“เซียวเจ๋อชวนเป็นฝ่ายชนะ สำนักเฉียนคุนได้รับสิบคะแนน”
สิ้นคำประกาศนั้น ทั่วทั้งลานประลองก็พลันฮือฮาขึ้นมาทันที
ลู่จิ่งเฉิงเบิกตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวในบัดดล โทสะสุมอกแทบจะพุ่งทะลุฟ้า ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากด่าทอ ก็ถูกผู้อาวุโสฉีเอ่ยขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง
“หากไม่ใช่เพราะตระกูลลู่ของพวกเจ้ามัวแต่ตั้งใจถ่วงเวลา ลู่ไต้ก็คงไม่แพ้หรอก! หากจะโทษ ก็ต้องโทษที่พวกเจ้าได้ใจจนลืมตัวเกินไป!”
ประโยคนี้เปรียบดั่งศรแหลมคมที่พุ่งปักทะลุขั้วหัวใจ
คำพูดของลู่จิ่งเฉิงจุกอยู่ที่ลำคอทันที เขาโกรธจัดจนร่างโอนเอนแทบยืนไม่อยู่
ลู่ไต้...
คือศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของตระกูลลู่ การพ่ายแพ้ของลู่ไต้ ย่อมหมายความว่าตระกูลลู่ของพวกเขาจะหลุดโผจากสามอันดับแรกอย่างแน่นอน
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ลู่จิ่งเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกนึกเสียใจ ทว่าเพียงไม่นาน ความเสียใจนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อพวกของเฉิ่นเยียน เขาจะต้องฆ่าพวกมันให้จงได้!
นัยน์ตาของลู่จิ่งเฉิงแดงก่ำ เขาจ้องมองเฉิ่นเยียนและเซียวเจ๋อชวนอย่างกินเลือดกินเนื้อ
ทว่าในเวลานี้ เฉิ่นเยียนไม่มีเวลามาใส่ใจสายตานั้น เธอเดินเข้ามาถึงข้างกายของเซียวเจ๋อชวน พร้อมกับยื่นมือประคองร่างที่แทบจะยืนไม่อยู่ของเขาเอาไว้
กลุ่มสหายอสุราต่างก็พากันทะยานขึ้นมาบนลานประลอง และรีบรุดเข้าไปหาเซียวเจ๋อชวน
หยาดเลือดไหลรินผ่านดวงตาจิ้งจอกของเด็กหนุ่ม ขนตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ใบหน้าซีดเผือดและอ่อนแรง ลมหายใจหอบถี่ ในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยอะไรบางอย่าง กลับได้ยินทุกคนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“เจ๋อชวน สุขสันต์วันเกิด”
สุขสันต์วันเกิด
เพียงคำอวยพรสั้นๆ กลับทรงพลังดุจสายฟ้าฟาด พุ่งเข้ากระแทกกลางใจของเซียวเจ๋อชวนอย่างจัง
ในวินาทีนี้ ขอบตาของเด็กหนุ่มเปียกชุ่ม เขากวาดสายตามองใบหน้าของทุกคน ก่อนจะค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรีอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต เพื่อตามหาดวงดาวที่สว่างไสวที่สุดดวงนั้น
เสด็จพี่หญิง พวกเราโตขึ้นอีกปีแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ
ข้างกายของกระหม่อม มีผู้คนที่ควรค่าแก่การทะนุถนอมมากมายเหลือเกิน
ท่านไม่ต้องเป็นห่วงกระหม่อมแล้ว
แล้วก็...
เสด็จพี่หญิง สุขสันต์วันเกิดพ่ะย่ะค่ะ
...
ก่อนที่สติของเซียวเจ๋อชวนจะดับวูบลง เขาพลันได้ยินคำพูดของพวกเขาแว่วมา
“เจ๋อชวน เจ้าจะหมดสตินานเกินไปไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้น วันเกิดของเจ้าก็จะผ่านพ้นไปเสียก่อน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าหมาชวน เจ้าบาดเจ็บหนักกว่าข้าเสียอีก!”
“โย่วหลิน แบกเขาลงไปที”
“ทำไมต้องให้ข้าแบกด้วยล่ะ?!”
“เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของเขายังไงล่ะ”
“...ก็ได้ๆ”
สุดท้ายเขาก็ถูกจูเก๋อโย่วหลินแบกลงจากลานประลอง
ระหว่างทางที่เดินกลับไปยังพื้นที่พักรอก่อนการแข่งขัน
“เขาหมดสติไปแล้ว”
“เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ ทำให้รู้สึกเป็นห่วงนิดหน่อยแฮะ เขาปลุกสายเลือดสำเร็จแล้วใช่หรือไม่?”
“น่าจะสำเร็จแล้วล่ะ”
“พวกเจ้าได้เตรียมของขวัญวันเกิดไว้ให้เขาหรือเปล่า?”
“แน่นอนว่าต้องเตรียมไว้แล้วสิ”
ระหว่างนั้น ผู้อาวุโสฉียังได้แวะมาดูอาการบาดเจ็บของเซียวเจ๋อชวน
ผู้อาวุโสฉีมองดูศิษย์ทั้งหลายด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งนัก เขากัดฟันกรอดพลางเอ่ยเสียงต่ำ
“พวกเจ้าช่วยนึกถึงความรู้สึกของอาจารย์บ้างได้หรือไม่? พวกเจ้าไม่เห็นอาจารย์เป็นคนแล้วใช่ไหม? แต่ละคนซ่อนความลับกันไว้เสียลึกมิดชิด แล้วจู่ๆ ก็โผล่พรวดพราดออกมา คิดจะทำให้อาจารย์ตกใจตายหรืออย่างไร?!”
พวกของเฉิ่นเยียนต่างก้มหน้ายอมรับคำตำหนิอย่างว่าง่าย
เมื่อผู้อาวุโสฉีเห็นท่าทีเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“พวกเจ้าแสร้งทำเป็นเด็กดีต่อหน้าอาจารย์งั้นรึ!”
เฉิ่นเยียนเงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยถามอย่างช้าๆ
“ท่านอาจารย์ ที่พวกเราถูกด่า เป็นเพราะพวกเราโดดเด่นเกินไปใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ผู้อาวุโสฉีถึงกับสะอึกอึ้งไป เขาเอ่ยเสียงแข็ง
“พวกเจ้าโดดเด่นตรงไหนกัน! ที่อาจารย์พูด หมายถึงการที่พวกเจ้าปิดบังความลับเอาไว้ต่างหากเล่า!”
จูเก๋อโย่วหลินหัวเราะแห้งๆ
“ท่านอาจารย์ พวกเรารู้ผิดแล้วขอรับ! พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเสียหน่อย เป็นเพราะท่านไม่ได้ถามพวกเราต่างหากเล่า”
เปลือกตาของผู้อาวุโสฉีกระตุก น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“ไม่ถาม แล้วพวกเจ้าจะไม่พูดเลยหรือ?”
จูเก๋อโย่วหลินยิ้มทะเล้นพลางเอ่ยตอบ
“จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้ท่านประหลาดใจเล็กๆ น้อยๆ ไงล่ะขอรับ”
“ช่างน่าประหลาดใจเสียเหลือเกินนะ!”
สีหน้าของผู้อาวุโสฉีดำทะมึน
หลังจากพยายามสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสฉีก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยว่า
“ถึงแม้พวกเจ้าจะมีเรื่องปิดบังอาจารย์อยู่มาก ทว่าเมื่อเห็นพวกเจ้าแต่ละคนล้วนมีความสามารถในการเอาตัวรอด ภายในใจของอาจารย์ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่า—”
เขาเบนหัวข้อสนทนา สายตาคมกริบกวาดมองพวกเขาทุกคน
“พวกเจ้ายังมีความลับอะไรซ่อนไว้อีก ช่วยบอกอาจารย์ก่อนได้หรือไม่?”