เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 668 สับเป็นหมื่นชิ้น

ตอนที่ 668 สับเป็นหมื่นชิ้น

ตอนที่ 668 สับเป็นหมื่นชิ้น


“ท่านพ่อ พวกเรามาที่เกาะเทียนคงนานมากแล้ว ท่านไม่คิดถึงท่านแม่บ้างหรือ?”

ตงฟางซิ่นเอ่ยถามหยั่งเชิง ก่อนจะกล่าวต่อ

“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ท่านลองคุยกับท่านแม่ดู ว่าจะให้ข้าแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเฉิ่นเยียน เพื่อสานต่อบุพเพสันนิวาสอันงดงามได้หรือไม่?”

เมื่อผู้นำตระกูลตงฟางได้ฟัง ก็มองทะลุถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของบุตรชายทันที เขาแค่นหัวเราะเย็นชา

“ข้ออ้างเรื่องคิดถึงแม่น่ะสิไม่ว่า แท้จริงแล้วเจ้าคิดถึงแม่นางผู้นั้นต่างหาก”

ตงฟางซิ่นหัวเราะแห้งๆ ออกมาสองสามที

“นางอาจจะไม่ได้มองเจ้าด้วยซ้ำ”

สายตาของผู้นำตระกูลตงฟางทอดมองไปยังเด็กสาวชุดขาวในพื้นที่รอแข่ง พลางทอดถอนใจเบาๆ

ตงฟางซิ่นมองตามสายตาของเขาไปเช่นกัน จดจ้องใบหน้างดงามหยดย้อยของเด็กสาวเอาไว้ และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ถึงสายตาของพวกเขา จึงเงยหน้าขึ้นมองมาเล็กน้อย

เมื่อตงฟางซิ่นเห็นเช่นนั้น ก็รีบโบกไม้โบกมือให้อย่างตื่นเต้นทันที

ทว่าการตอบสนองของเฉิ่นเยียนกลับเย็นชาอย่างยิ่ง

ด้านผู้นำตระกูลตงฟางยิ้มเจื่อนอย่างจนใจ ห้วงความคิดอดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพเงาของภรรยาขึ้นมา ภายในใจเกิดความหวั่นไหว เขาหยิบผลึกสื่อสารออกมา ทันใดนั้นก็ส่งสัมผัสวิญญาณหยั่งลึกลงไป ขณะที่กำลังเตรียมส่งกระแสจิตเป็นข้อความสักสองสามประโยค จู่ๆ เขากลับขมวดคิ้วแน่น

เหตุใดจึงไม่สามารถส่งข้อความได้?!

เขาลองดูใหม่อีกหลายครั้ง ทว่าก็ยังคงไม่ได้ผล

คิ้วของเขาขมวดมุ่นเป็นปม รีบสั่งให้ตงฟางซิ่นและเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ข้างกายนำผลึกสื่อสารออกมาลองส่งข้อความดูทันที

ผลปรากฏว่าไม่มีใครสามารถส่งข้อความได้เลยแม้แต่คนเดียว

เมื่อตงฟางซิ่นเห็นบิดามีสีหน้าเคร่งเครียด ก็เอ่ยถามด้วยความฉงน

“ท่านพ่อ ท่านจะระแวดระวังไปไย? บางทียามนี้กระแสปราณมิติของเกาะเทียนคงอาจจะไม่เสถียร จึงทำให้ส่งข้อความออกไปไม่ได้ รอสักพักก็คงดีขึ้นเองกระมัง”

เหล่าผู้อาวุโสท่านอื่นของตระกูลตงฟางเมื่อได้ยิน ต่างก็พากันเอ่ยสมทบ

“ท่านผู้นำ ไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ ในงานชุมนุมฉางหมิงครั้งที่แล้วก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น รอไปสักสองสามวันก็ดีขึ้นเอง”

“นั่นสิขอรับ”

เมื่อผู้นำตระกูลตงฟางได้ฟัง ก็พยักหน้ารับ ทว่าในใจลึกๆ กลับแอบจดจำเรื่องนี้เอาไว้

การประลองคัดออกบนเวทียังคงดำเนินต่อไป

ผู้ที่จับได้หมายเลข 3 คือ ซุ่ยฉางอวิ้นจากตำหนักเฉิงอวิ๋นปะทะเฮ่อเหลียนอวี้สิง ซุ่ยฉางอวิ้นเป็นฝ่ายชนะ

ผู้ที่จับได้หมายเลข 4 คือ เนี่ยสวินจากสำนักจี๋เต้าปะทะศิษย์ตระกูลตงฟาง เนี่ยสวินเป็นฝ่ายชนะ

ผู้ที่จับได้หมายเลข 5 คือ หนานหรงจิ้งอวิ๋นจากสำนักจี๋เต้าปะทะศิษย์ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว หนานหรงจิ้งอวิ๋นเป็นฝ่ายชนะ

บนสนามประลอง กรรมการเอ่ยเสียงขรึม

“ขอเชิญศิษย์ที่จับได้หมายเลข 6 ขึ้นเวที”

ภายในพื้นที่รอแข่ง มีคนสองคนกระโดดพุ่งทะยานขึ้นไปบนสนามประลอง

ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิท รูปร่างปราดเปรียว กระชับกระบี่ยาวอันคมกริบไว้ในมือ กลิ่นอายดุดันฮึกเหิมทรงพลังยิ่ง คนผู้นี้คือ ลู่ไต้ แห่งตระกูลลู่จากเหิงโจวนั่นเอง

ส่วนเด็กหนุ่มที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสวมชุดสีขาว รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกแกะสลัก ทว่ากลิ่นอายกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยำเกรง เขามีดวงตาจิ้งจอกที่ดูมีเสน่ห์เย้ายวน ยามที่นัยน์ตาคู่นั้นตวัดขึ้นเล็กน้อย ช่างดูคล้ายอาวุธร้ายกระชากวิญญาณ ทว่าในชั่วพริบตากลับให้ความรู้สึกมืดมนและเด็ดขาด ราวกับพร้อมจะปลดปล่อยจิตสังหารอันร้ายกาจออกมาได้ทุกเมื่อ

เด็กหนุ่มผู้นี้คือ เซียวเจ๋อชวน จากสำนักเฉียนคุนนั่นเอง

เมื่อผู้คนมองเห็นพวกเขาชัดเจน สีหน้าก็พลันตกตะลึง

“คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์สำนักเฉียนคุนจะได้เจอกับศิษย์ตระกูลลู่อีกแล้ว คราวนี้ได้ดูเรื่องสนุกแน่”

“ตบะของลู่ไต้เลื่อนขึ้นสู่ระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบแล้ว ส่วนเซียวเจ๋อชวนนั่นมีตบะเพียงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นห้าเท่านั้น ผลการประลองรอบนี้ไม่ต้องพูดก็รู้กันอยู่แล้ว”

“หากลู่ไต้ต้องเจอกับเฉิ่นเยียนแห่งสำนักเฉียนคุน ผลแพ้ชนะยังพูดยาก...”

“คู่นี้ไม่ต้องลุ้นเลย ยังไงลู่ไต้ก็ต้องชนะแน่นอน!”

ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์

และในยามนี้ เมื่อลู่จิ่งเฉิงเห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว เขาก็รีบส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปบอกลู่ไต้ประโยคหนึ่ง

“ไม่ต้องรีบจบการต่อสู้เร็วเกินไปนัก”

ต้องค่อยๆ ทรมานมันทีละนิด...

เมื่อลู่ไต้ได้รับคำสั่ง สายตาที่มองเซียวเจ๋อชวนก็แปรเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมขึ้นหลายส่วน

ภายในพื้นที่รอแข่ง สหายอสุราต่างมองไปยังเซียวเจ๋อชวนบนเวทีประลองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เฉิ่นเยียนมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย พลางเอ่ย

“ระดับตบะของเจ๋อชวนกับลู่ไต้ห่างชั้นกันเกินไป”

ทันใดนั้น เผยซู่ก็เอ่ยถามขึ้นมา

“เขาจะยอมแพ้หรือไม่?”

คำถามนี้ทำให้พวกเขาตกอยู่ในความเงียบงัน

...คงจะไม่กระมัง

เฉิ่นเยียนสูดลมหายใจเข้าลึก มองไปยังม่านฟ้าสีดำทะมึน พลางเอ่ยช้าๆ

“พรุ่งนี้ก็คือวันเกิดของเจ๋อชวนแล้ว”

เมื่อสหายทุกคนได้ฟัง หว่างคิ้วที่เดิมทีขมวดแน่นอยู่แล้วก็ยิ่งปรากฏร่องรอยความกังวลอย่างลึกซึ้งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

พวกเขาต่างรู้ดีว่า สำหรับเซียวเจ๋อชวนแล้ว วันเกิดในครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งยวด เพราะมันเกี่ยวพันกับการตื่นรู้ทางสายเลือดของเขา ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

หากวันนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส จะส่งผลเสียต่อการตื่นรู้ทางสายเลือดในวันพรุ่งนี้หรือไม่?

เหลือเวลาอีกเพียงแค่หนึ่งชั่วยามก็จะเข้าสู่วันพรุ่งนี้แล้ว

จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาทอประกายร้อนรน เอ่ยเสียงหนักแน่น

“ต้องรีบให้เจ้าหมาชวนยอมแพ้โดยเร็วที่สุด จะให้การต่อสู้ครั้งนี้มาทำให้เรื่องใหญ่ในวันพรุ่งนี้ของเขาเสียการไม่ได้เด็ดขาด”

“ใช่ แม้เขาจะแพ้ ก็ยังมีพวกเราอยู่นะ”

เวินอวี้ชูพยักหน้าเห็นด้วย

“เยียนเยียน”

อวี่ฉางอิงและคนอื่นๆ หันไปมองเฉิ่นเยียน

เฉิ่นเยียนเข้าใจความหมายของพวกเขาอย่างรู้ใจ นางพยักหน้าอย่างหนักแน่นทีหนึ่ง

จากนั้น นางก็รีบส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปหาเซียวเจ๋อชวนทันที

— เจ๋อชวน เพื่อการตื่นรู้ทางสายเลือดในวันพรุ่งนี้ เจ้าจงยอมแพ้เสียเถอะ

ด้านเซียวเจ๋อชวนบนเวที เพิ่งจะเรียกดาบยาวจันทร์เสี้ยวออกมา จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงส่งผ่านจิตวิญญาณของเฉิ่นเยียน

เขามองไปทางกลุ่มเพื่อน เมื่อสบตากันก็เข้าใจทันทีว่าพวกนางต้องการจะโน้มน้าวตน

เวลานี้เขามีสติสัมปชัญญะแจ่มชัด ใช้เวลาขบคิดเพียงแค่สองวินาทีก็ตัดสินใจได้แล้ว

เขาตัดสินใจยอมแพ้

เพราะวันแห่งการตื่นรู้สายเลือดของเผ่าเฉียนนั้น สำคัญต่อเขามากเหลือเกิน

หากคู่ต่อสู้ไม่ใช่ลู่ไต้ที่มีตบะอยู่ถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบ บางทีเขาอาจจะยังยอมทุ่มสุดกำลังเพื่อสู้ศึกครั้งนี้

“ข้ายอม...”

เซียวเจ๋อชวนดึงสายตากลับมา มองไปยังลู่ไต้ ทว่าเพิ่งจะอ้าปาก ก็ถูกการโจมตีอันดุดันขัดจังหวะเสียก่อน

ดูเหมือนลู่ไต้จะล่วงรู้ถึงความคิดเขา จึงระเบิดแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบออกมา แล้วพุ่งเข้าบดขยี้เซียวเจ๋อชวนโดยตรง

เมื่อร่างขยับ เขาก็ตวัดกระบี่ฟาดฟันใส่เซียวเจ๋อชวนราวกับพายุฝนโหมกระหน่ำ

เซียวเจ๋อชวนรีบยกดาบยาวจันทร์เสี้ยวขึ้นต้านรับทันที

ทว่าช่องว่างระหว่างระดับตบะของทั้งสองนั้นห่างกันมากเกินไป เพียงแค่ประมือกันไม่กี่กระบวนท่า บนร่างของเซียวเจ๋อชวนก็มีรอยแผลจากกระบี่ที่น่าหวาดเสียวเพิ่มขึ้นมาเสียแล้ว

เซียวเจ๋อชวนเจ็บจนต้องขมวดคิ้ว เขาตั้งใจจะอ้าปากเอ่ยอีกครั้ง

“ข้ายอม...”

“ศิษย์สำนักเฉียนคุนสู้ไม่ไหวก็จะยอมแพ้อย่างนั้นหรือ?”

ลู่ไต้เอ่ยเสียงขรึมขัดคำพูดของเขา น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเย้ยหยันอย่างเปี่ยมล้น

แววตาของเซียวเจ๋อชวนเย็นเยียบลง ทว่าเขาไม่ใช่คนที่ยอมให้ความโกรธมาบดบังเหตุผลได้ง่ายๆ เขาตวัดดาบพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

เคร้ง!

ดาบและกระบี่ปะทะกัน!

ก่อให้เกิดคลื่นอากาศอันดุดันแผ่กระจายออกไปเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า

“ข้ายอมแพ้!”

เซียวเจ๋อชวนรีบตะโกนออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ใครจะคาดคิดว่าลู่ไต้ได้กางค่ายกลกั้นเสียงเอาไว้ก่อนแล้ว ทำให้เสียงของเขาไม่สามารถเล็ดลอดออกไปข้างนอกได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้ยินของกรรมการเลย

เมื่อสหายที่อยู่ด้านล่างเห็นภาพเช่นนั้น สีหน้าของพวกเขาก็ราวกับถูกน้ำค้างแข็งกัดกินในชั่วพริบตา พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาถึงขีดสุด

“ไอ้หน้าไม่อาย!”

จูเก๋อโย่วหลินด่าทอออกมาอย่างเกรี้ยวกราดโดยไม่คิดปิดบัง

“หน้าไม่อายจริงๆ!” อวี่ฉางอิงเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว

หว่างคิ้วของเวินอวี้ชูเต็มไปด้วยความกังวลและโกรธแค้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง

“เขาตั้งใจจะแก้แค้นพวกเราชัดๆ!”

บนใบหน้าของเฉิ่นเยียนที่มักจะราบเรียบไร้ระลอกคลื่นมาโดยตลอด บัดนี้กลับปรากฏความผันผวนอย่างเห็นได้ชัด นิ้วมือของนางหงิกงอเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ราวกับกำลังกดข่มจิตสังหารที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในใจ

หากเจ๋อชวนเป็นอะไรไป นางจะต้องจับลู่ไต้มาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นให้จงได้!

จบบทที่ ตอนที่ 668 สับเป็นหมื่นชิ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว