- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 668 สับเป็นหมื่นชิ้น
ตอนที่ 668 สับเป็นหมื่นชิ้น
ตอนที่ 668 สับเป็นหมื่นชิ้น
“ท่านพ่อ พวกเรามาที่เกาะเทียนคงนานมากแล้ว ท่านไม่คิดถึงท่านแม่บ้างหรือ?”
ตงฟางซิ่นเอ่ยถามหยั่งเชิง ก่อนจะกล่าวต่อ
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ท่านลองคุยกับท่านแม่ดู ว่าจะให้ข้าแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเฉิ่นเยียน เพื่อสานต่อบุพเพสันนิวาสอันงดงามได้หรือไม่?”
เมื่อผู้นำตระกูลตงฟางได้ฟัง ก็มองทะลุถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของบุตรชายทันที เขาแค่นหัวเราะเย็นชา
“ข้ออ้างเรื่องคิดถึงแม่น่ะสิไม่ว่า แท้จริงแล้วเจ้าคิดถึงแม่นางผู้นั้นต่างหาก”
ตงฟางซิ่นหัวเราะแห้งๆ ออกมาสองสามที
“นางอาจจะไม่ได้มองเจ้าด้วยซ้ำ”
สายตาของผู้นำตระกูลตงฟางทอดมองไปยังเด็กสาวชุดขาวในพื้นที่รอแข่ง พลางทอดถอนใจเบาๆ
ตงฟางซิ่นมองตามสายตาของเขาไปเช่นกัน จดจ้องใบหน้างดงามหยดย้อยของเด็กสาวเอาไว้ และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ถึงสายตาของพวกเขา จึงเงยหน้าขึ้นมองมาเล็กน้อย
เมื่อตงฟางซิ่นเห็นเช่นนั้น ก็รีบโบกไม้โบกมือให้อย่างตื่นเต้นทันที
ทว่าการตอบสนองของเฉิ่นเยียนกลับเย็นชาอย่างยิ่ง
ด้านผู้นำตระกูลตงฟางยิ้มเจื่อนอย่างจนใจ ห้วงความคิดอดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพเงาของภรรยาขึ้นมา ภายในใจเกิดความหวั่นไหว เขาหยิบผลึกสื่อสารออกมา ทันใดนั้นก็ส่งสัมผัสวิญญาณหยั่งลึกลงไป ขณะที่กำลังเตรียมส่งกระแสจิตเป็นข้อความสักสองสามประโยค จู่ๆ เขากลับขมวดคิ้วแน่น
เหตุใดจึงไม่สามารถส่งข้อความได้?!
เขาลองดูใหม่อีกหลายครั้ง ทว่าก็ยังคงไม่ได้ผล
คิ้วของเขาขมวดมุ่นเป็นปม รีบสั่งให้ตงฟางซิ่นและเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ข้างกายนำผลึกสื่อสารออกมาลองส่งข้อความดูทันที
ผลปรากฏว่าไม่มีใครสามารถส่งข้อความได้เลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อตงฟางซิ่นเห็นบิดามีสีหน้าเคร่งเครียด ก็เอ่ยถามด้วยความฉงน
“ท่านพ่อ ท่านจะระแวดระวังไปไย? บางทียามนี้กระแสปราณมิติของเกาะเทียนคงอาจจะไม่เสถียร จึงทำให้ส่งข้อความออกไปไม่ได้ รอสักพักก็คงดีขึ้นเองกระมัง”
เหล่าผู้อาวุโสท่านอื่นของตระกูลตงฟางเมื่อได้ยิน ต่างก็พากันเอ่ยสมทบ
“ท่านผู้นำ ไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ ในงานชุมนุมฉางหมิงครั้งที่แล้วก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น รอไปสักสองสามวันก็ดีขึ้นเอง”
“นั่นสิขอรับ”
เมื่อผู้นำตระกูลตงฟางได้ฟัง ก็พยักหน้ารับ ทว่าในใจลึกๆ กลับแอบจดจำเรื่องนี้เอาไว้
…
การประลองคัดออกบนเวทียังคงดำเนินต่อไป
ผู้ที่จับได้หมายเลข 3 คือ ซุ่ยฉางอวิ้นจากตำหนักเฉิงอวิ๋นปะทะเฮ่อเหลียนอวี้สิง ซุ่ยฉางอวิ้นเป็นฝ่ายชนะ
ผู้ที่จับได้หมายเลข 4 คือ เนี่ยสวินจากสำนักจี๋เต้าปะทะศิษย์ตระกูลตงฟาง เนี่ยสวินเป็นฝ่ายชนะ
ผู้ที่จับได้หมายเลข 5 คือ หนานหรงจิ้งอวิ๋นจากสำนักจี๋เต้าปะทะศิษย์ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว หนานหรงจิ้งอวิ๋นเป็นฝ่ายชนะ
บนสนามประลอง กรรมการเอ่ยเสียงขรึม
“ขอเชิญศิษย์ที่จับได้หมายเลข 6 ขึ้นเวที”
ภายในพื้นที่รอแข่ง มีคนสองคนกระโดดพุ่งทะยานขึ้นไปบนสนามประลอง
ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิท รูปร่างปราดเปรียว กระชับกระบี่ยาวอันคมกริบไว้ในมือ กลิ่นอายดุดันฮึกเหิมทรงพลังยิ่ง คนผู้นี้คือ ลู่ไต้ แห่งตระกูลลู่จากเหิงโจวนั่นเอง
ส่วนเด็กหนุ่มที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสวมชุดสีขาว รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกแกะสลัก ทว่ากลิ่นอายกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยำเกรง เขามีดวงตาจิ้งจอกที่ดูมีเสน่ห์เย้ายวน ยามที่นัยน์ตาคู่นั้นตวัดขึ้นเล็กน้อย ช่างดูคล้ายอาวุธร้ายกระชากวิญญาณ ทว่าในชั่วพริบตากลับให้ความรู้สึกมืดมนและเด็ดขาด ราวกับพร้อมจะปลดปล่อยจิตสังหารอันร้ายกาจออกมาได้ทุกเมื่อ
เด็กหนุ่มผู้นี้คือ เซียวเจ๋อชวน จากสำนักเฉียนคุนนั่นเอง
เมื่อผู้คนมองเห็นพวกเขาชัดเจน สีหน้าก็พลันตกตะลึง
“คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์สำนักเฉียนคุนจะได้เจอกับศิษย์ตระกูลลู่อีกแล้ว คราวนี้ได้ดูเรื่องสนุกแน่”
“ตบะของลู่ไต้เลื่อนขึ้นสู่ระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบแล้ว ส่วนเซียวเจ๋อชวนนั่นมีตบะเพียงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นห้าเท่านั้น ผลการประลองรอบนี้ไม่ต้องพูดก็รู้กันอยู่แล้ว”
“หากลู่ไต้ต้องเจอกับเฉิ่นเยียนแห่งสำนักเฉียนคุน ผลแพ้ชนะยังพูดยาก...”
“คู่นี้ไม่ต้องลุ้นเลย ยังไงลู่ไต้ก็ต้องชนะแน่นอน!”
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
และในยามนี้ เมื่อลู่จิ่งเฉิงเห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว เขาก็รีบส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปบอกลู่ไต้ประโยคหนึ่ง
“ไม่ต้องรีบจบการต่อสู้เร็วเกินไปนัก”
ต้องค่อยๆ ทรมานมันทีละนิด...
เมื่อลู่ไต้ได้รับคำสั่ง สายตาที่มองเซียวเจ๋อชวนก็แปรเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมขึ้นหลายส่วน
ภายในพื้นที่รอแข่ง สหายอสุราต่างมองไปยังเซียวเจ๋อชวนบนเวทีประลองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เฉิ่นเยียนมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย พลางเอ่ย
“ระดับตบะของเจ๋อชวนกับลู่ไต้ห่างชั้นกันเกินไป”
ทันใดนั้น เผยซู่ก็เอ่ยถามขึ้นมา
“เขาจะยอมแพ้หรือไม่?”
คำถามนี้ทำให้พวกเขาตกอยู่ในความเงียบงัน
...คงจะไม่กระมัง
เฉิ่นเยียนสูดลมหายใจเข้าลึก มองไปยังม่านฟ้าสีดำทะมึน พลางเอ่ยช้าๆ
“พรุ่งนี้ก็คือวันเกิดของเจ๋อชวนแล้ว”
เมื่อสหายทุกคนได้ฟัง หว่างคิ้วที่เดิมทีขมวดแน่นอยู่แล้วก็ยิ่งปรากฏร่องรอยความกังวลอย่างลึกซึ้งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
พวกเขาต่างรู้ดีว่า สำหรับเซียวเจ๋อชวนแล้ว วันเกิดในครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งยวด เพราะมันเกี่ยวพันกับการตื่นรู้ทางสายเลือดของเขา ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
หากวันนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส จะส่งผลเสียต่อการตื่นรู้ทางสายเลือดในวันพรุ่งนี้หรือไม่?
เหลือเวลาอีกเพียงแค่หนึ่งชั่วยามก็จะเข้าสู่วันพรุ่งนี้แล้ว
จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาทอประกายร้อนรน เอ่ยเสียงหนักแน่น
“ต้องรีบให้เจ้าหมาชวนยอมแพ้โดยเร็วที่สุด จะให้การต่อสู้ครั้งนี้มาทำให้เรื่องใหญ่ในวันพรุ่งนี้ของเขาเสียการไม่ได้เด็ดขาด”
“ใช่ แม้เขาจะแพ้ ก็ยังมีพวกเราอยู่นะ”
เวินอวี้ชูพยักหน้าเห็นด้วย
“เยียนเยียน”
อวี่ฉางอิงและคนอื่นๆ หันไปมองเฉิ่นเยียน
เฉิ่นเยียนเข้าใจความหมายของพวกเขาอย่างรู้ใจ นางพยักหน้าอย่างหนักแน่นทีหนึ่ง
จากนั้น นางก็รีบส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปหาเซียวเจ๋อชวนทันที
— เจ๋อชวน เพื่อการตื่นรู้ทางสายเลือดในวันพรุ่งนี้ เจ้าจงยอมแพ้เสียเถอะ
ด้านเซียวเจ๋อชวนบนเวที เพิ่งจะเรียกดาบยาวจันทร์เสี้ยวออกมา จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงส่งผ่านจิตวิญญาณของเฉิ่นเยียน
เขามองไปทางกลุ่มเพื่อน เมื่อสบตากันก็เข้าใจทันทีว่าพวกนางต้องการจะโน้มน้าวตน
เวลานี้เขามีสติสัมปชัญญะแจ่มชัด ใช้เวลาขบคิดเพียงแค่สองวินาทีก็ตัดสินใจได้แล้ว
เขาตัดสินใจยอมแพ้
เพราะวันแห่งการตื่นรู้สายเลือดของเผ่าเฉียนนั้น สำคัญต่อเขามากเหลือเกิน
หากคู่ต่อสู้ไม่ใช่ลู่ไต้ที่มีตบะอยู่ถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบ บางทีเขาอาจจะยังยอมทุ่มสุดกำลังเพื่อสู้ศึกครั้งนี้
“ข้ายอม...”
เซียวเจ๋อชวนดึงสายตากลับมา มองไปยังลู่ไต้ ทว่าเพิ่งจะอ้าปาก ก็ถูกการโจมตีอันดุดันขัดจังหวะเสียก่อน
ดูเหมือนลู่ไต้จะล่วงรู้ถึงความคิดเขา จึงระเบิดแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบออกมา แล้วพุ่งเข้าบดขยี้เซียวเจ๋อชวนโดยตรง
เมื่อร่างขยับ เขาก็ตวัดกระบี่ฟาดฟันใส่เซียวเจ๋อชวนราวกับพายุฝนโหมกระหน่ำ
เซียวเจ๋อชวนรีบยกดาบยาวจันทร์เสี้ยวขึ้นต้านรับทันที
ทว่าช่องว่างระหว่างระดับตบะของทั้งสองนั้นห่างกันมากเกินไป เพียงแค่ประมือกันไม่กี่กระบวนท่า บนร่างของเซียวเจ๋อชวนก็มีรอยแผลจากกระบี่ที่น่าหวาดเสียวเพิ่มขึ้นมาเสียแล้ว
เซียวเจ๋อชวนเจ็บจนต้องขมวดคิ้ว เขาตั้งใจจะอ้าปากเอ่ยอีกครั้ง
“ข้ายอม...”
“ศิษย์สำนักเฉียนคุนสู้ไม่ไหวก็จะยอมแพ้อย่างนั้นหรือ?”
ลู่ไต้เอ่ยเสียงขรึมขัดคำพูดของเขา น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเย้ยหยันอย่างเปี่ยมล้น
แววตาของเซียวเจ๋อชวนเย็นเยียบลง ทว่าเขาไม่ใช่คนที่ยอมให้ความโกรธมาบดบังเหตุผลได้ง่ายๆ เขาตวัดดาบพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เคร้ง!
ดาบและกระบี่ปะทะกัน!
ก่อให้เกิดคลื่นอากาศอันดุดันแผ่กระจายออกไปเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า
“ข้ายอมแพ้!”
เซียวเจ๋อชวนรีบตะโกนออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ใครจะคาดคิดว่าลู่ไต้ได้กางค่ายกลกั้นเสียงเอาไว้ก่อนแล้ว ทำให้เสียงของเขาไม่สามารถเล็ดลอดออกไปข้างนอกได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้ยินของกรรมการเลย
เมื่อสหายที่อยู่ด้านล่างเห็นภาพเช่นนั้น สีหน้าของพวกเขาก็ราวกับถูกน้ำค้างแข็งกัดกินในชั่วพริบตา พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาถึงขีดสุด
“ไอ้หน้าไม่อาย!”
จูเก๋อโย่วหลินด่าทอออกมาอย่างเกรี้ยวกราดโดยไม่คิดปิดบัง
“หน้าไม่อายจริงๆ!” อวี่ฉางอิงเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว
หว่างคิ้วของเวินอวี้ชูเต็มไปด้วยความกังวลและโกรธแค้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“เขาตั้งใจจะแก้แค้นพวกเราชัดๆ!”
บนใบหน้าของเฉิ่นเยียนที่มักจะราบเรียบไร้ระลอกคลื่นมาโดยตลอด บัดนี้กลับปรากฏความผันผวนอย่างเห็นได้ชัด นิ้วมือของนางหงิกงอเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ราวกับกำลังกดข่มจิตสังหารที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในใจ
หากเจ๋อชวนเป็นอะไรไป นางจะต้องจับลู่ไต้มาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นให้จงได้!