เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 669 ไขว่คว้าความแข็งแกร่ง

ตอนที่ 669 ไขว่คว้าความแข็งแกร่ง

ตอนที่ 669 ไขว่คว้าความแข็งแกร่ง


บนสนามประลอง ลู่ไต้แค่นหัวเราะเย็นชา

“จะยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?”

สีหน้าของเซียวเจ๋อชวนทวีความเย็นเยียบ เขาหมายจะทลายค่ายกลกั้นเสียงให้แตกสลาย ทว่ากลับถูกลู่ไต้ตามติดพัวพันจู่โจมอย่างหนักหน่วงจนไม่มีโอกาสลงมือเลยแม้แต่น้อย

ผู้คนรอบลานประลองต่างสังเกตเห็นแล้วว่าลู่ไต้กางค่ายกลกั้นเสียงเอาไว้ เพราะพวกเขาไม่ได้ยินสรรพเสียงใดเล็ดลอดลงมาจากสนามประลองเลยแม้แต่นิดเดียว

มีคนเอ่ยขึ้น

“คราวนี้เซียวเจ๋อชวนแย่แน่ ลู่ไต้ผู้นี้จงใจแก้แค้นชัดๆ ไม่เปิดโอกาสให้เขายอมแพ้เลย”

แต่ก็มีคนพูดเข้าข้างตระกูลลู่เช่นกัน

“มองออกตรงไหนว่าจงใจแก้แค้น? การต่อสู้ระหว่างเฉิ่นเยียนกับนายน้อยลู่คราวนั้น เฉิ่นเยียนต่างหากที่จงใจแก้แค้น ทำตัวกำเริบเสิบสาน!”

เมื่อเหล่าศิษย์สำนักเฉียนคุนเห็นท่าไม่ดี ต่างก็ร้อนใจดั่งไฟลน ตะโกนเรียกกรรมการเสียงหลง

“ท่านกรรมการ รีบดูสิขอรับ ลู่ไต้ถึงกับกางค่ายกลกั้นเสียงเอาไว้ นี่มันโกงกันชัดๆ การกระทำเช่นนี้จะปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกเรานะขอรับ!”

ศิษย์ตระกูลลู่ตอบโต้กลับอย่างดุเดือด

“ในกฎการแข่งขันไม่ได้ระบุไว้นี่ว่าห้ามกางค่ายกลกั้นเสียง ลู่ไต้ไม่ได้ทำผิดกฎเสียหน่อย! พวกเจ้าจะร้อนรนไปทำไม? หรือว่าเป็นเพราะละอายใจ?”

ขณะที่ศิษย์สำนักเฉียนคุนและศิษย์ตระกูลลู่กำลังจะเปิดศึกน้ำลายกันนั้น กรรมการก็ตวาดเสียงขรึม

“เงียบ!”

ทุกคนจึงจำต้องหุบปากลง

กรรมการปรายตามองขึ้นไปยังเจ้าเกาะซึ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานเล็กน้อย ก่อนจะผงกศีรษะรับแล้วประกาศ

“กฎของการประลองคัดออกไม่ได้ระบุชัดเจนว่าห้ามกางค่ายกลกั้นเสียง ดังนั้น การกระทำของลู่ไต้ ศิษย์ตระกูลลู่ จึงถือว่าอยู่ในขอบเขตของกฎ”

สิ้นคำประกาศนี้ คนของตระกูลลู่ล้วนเผยรอยยิ้มออกมา บ้างยิ้มลำพอง บ้างเบิกบานใจ บ้างก็รู้สึกสะใจเป็นที่สุด

ศิษย์ตระกูลลู่พากันยิ้มเยาะพลางเอ่ย

“พวกเจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”

ศิษย์สำนักเฉียนคุนต่างมีสีหน้าอัดอั้นตันใจ

พวกเขาอดไม่ได้ที่จะมองไปทางกลุ่มของเฉิ่นเยียน

เวลานี้กลุ่มของเฉิ่นเยียนเองก็กังวลใจยิ่งนัก ทว่าชั่วขณะนั้นกลับไม่อาจทำอะไรได้เลย

เซียวเจ๋อชวนเอาแต่ตั้งรับ บาดแผลบนร่างกายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาปรายตามองไปทางกลุ่มของเฉิ่นเยียนเพียงแวบเดียว และเพียงแวบเดียวนั้น ก็ทำให้เจตจำนงต่อสู้ในใจพวยพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง

เขาเผยรอยยิ้ม

จากนั้นค่อยๆ ขยับริมฝีปาก เอื้อนเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาแบบไร้เสียง

วินาทีต่อมาเขาก็รีบร่ายกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว พลิกสถานการณ์จากฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุก โจมตีเข้าใส่ลู่ไต้อย่างดุดัน

สหายทุกคนล้วนเห็นรูปปากของเขาอย่างชัดเจน

“เขาบอกให้พวกเราวางใจใช่หรือไม่?”

เจียงเสียนเยวี่ยขมวดคิ้วเอ่ยถาม

เผยซู่เอ่ยขึ้น

“ใช่แล้ว เขาบอกให้พวกเราวางใจ เขาจะไม่ยอมให้การตื่นรู้สายเลือดต้องมาเสียการเพราะอาการบาดเจ็บสาหัสเด็ดขาด”

“เรื่องที่เจ๋อชวนต้องตื่นรู้สายเลือดนั้นสำคัญยิ่งยวดจริงๆ”

เวินอวี้ชูเอ่ยช้าๆ คล้ายนึกเรื่องบางอย่างขึ้นได้ จึงกล่าวต่อ

“เมื่อหกเจ็ดปีก่อน ข้าเคยอ่านตำราโบราณเล่มหนึ่ง ในนั้นบันทึกไว้ว่า ในยามที่บุรุษสตรีเผ่าเฉียนจะทำการตื่นรู้ มีคนเผ่าเฉียนบางส่วนยอมผ่านการเข่นฆ่าสังหาร ต่อสู้จนเส้นเอ็นฉีกขาด เพื่อไขว่คว้าพลังการตื่นรู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า อาศัยโลหิตก่อเกิดเป็นเส้นชีพจร แล้วจึงรวมวิญญาณฟื้นฟูกลับมา จนนำไปสู่การตื่นรู้พลังขั้นสุดยอดในท้ายที่สุด”

เมื่อเหล่าสหายได้ฟัง สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปมา

จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยถาม

“เรื่องจริงหรือ?”

“ในตำราโบราณบันทึกไว้เช่นนั้น”

เวินอวี้ชูกล่าว

อวี่ฉางอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เพียงแต่ไม่รู้ว่า เจ๋อชวนล่วงรู้เรื่องนี้หรือไม่?”

สายตาของเฉิ่นเยียนทอดมองเซียวเจ๋อชวนบนสนามประลอง

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงซับซ้อน

“หากเนื้อหาที่บันทึกไว้ในตำราโบราณเป็นความจริง สำหรับเจ๋อชวนแล้ว นี่อาจนับเป็นโอกาสอันดีเลิศก็เป็นได้ ตอนนี้คงต้องดูว่าเจ๋อชวนจะสามารถทนไปจนถึงวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่”

“วางใจเถอะ เขาต้องทำได้อย่างแน่นอน”

เวินอวี้ชูยิ้มบางๆ

จูเก๋อโย่วหลินหัวเราะร่วน

“อวี้ชู เจ้านี่ช่างรอบรู้กว้างขวางเสียจริง พอได้ยินคำพูดเจ้า ข้าก็ไม่กังวลแล้ว เพราะถึงอย่างไร การประลองคัดออกครั้งนี้ก็มีกฎห้ามเข่นฆ่าและห้ามจงใจทรมานคู่ต่อสู้ หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้น ต่อให้กรรมการจะเข้ามาห้ามไม่ทัน ก็ยังมีพวกเราอยู่นี่นา!”

เมื่อเฉิ่นเยียนได้ฟัง ก็สบตากับสหายอย่างรู้ใจ

ความกังวลที่แขวนค้างอยู่ในใจพลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย

โย่วหลินพูดถูก พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้เจ๋อชวนเป็นอะไรไปเด็ดขาด

หากกรรมการไม่ลงมือ พวกเขาก็จะลงมือเอง

หากใครกล้าขวาง พวกเขาก็จะสังหารคนผู้นั้น

พวกเขาเงยหน้ามองการต่อสู้บนสนามประลอง พบว่าเวลานี้เจ๋อชวนไม่ได้รีบร้อนจะยอมแพ้อีกต่อไป เขาเริ่มลงแรงตอบโต้คู่ต่อสู้แล้ว

ขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสฉีใจเต้นระรัวอย่างรุนแรง

คิ้วของเขาขมวดมุ่นแทบเป็นปม ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ เสียด้วยซ้ำ

การที่ลู่ไต้ลงมืออย่างเหี้ยมโหดดุดัน ย่อมต้องได้รับคำสั่งจากลู่จิ่งเฉิงให้มาจัดการกับเจ๋อชวนเป็นแน่

เขารู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ของเจ๋อชวนยิ่งนัก

เมื่อเจ้าสำนักเฉียนคุนรับรู้ได้ถึงความกังวลของผู้อาวุโสฉี จึงเอ่ยปลอบใจ

“ผู้อาวุโสฉี ไม่ต้องกังวลไปหรอก มีท่านเจ้าเกาะและกรรมการอยู่ที่นี่ เจ๋อชวนเด็กคนนั้นย่อมไม่ถูกทรมานอย่างแน่นอน”

“อืมๆ”

ผู้อาวุโสฉีรับคำส่งๆ ตอนนี้ในหัวเขามีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น นั่นคือหากลู่ไต้คิดจะเล่นตุกติกขึ้นมาจริงๆ ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เขาก็จะพุ่งขึ้นไปบนเวทีเพื่อช่วยคนให้จงได้

การต่อสู้บนสนามประลองดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

ความได้เปรียบของลู่ไต้มีมากเหลือเกิน เขาสามารถกดข่มกระบวนท่าของเซียวเจ๋อชวนได้ครั้งแล้วครั้งเล่า

ยามที่เซียวเจ๋อชวนเผลอไผล อีกฝ่ายก็ใช้กระบี่ยาวอันคมกริบแทงทะลุแขนขวา ทำเอาเขาเจ็บปวดจนต้องนิ่วหน้า

ในจังหวะที่ลู่ไต้คิดจะฉวยโอกาสทำลายแขนของเซียวเจ๋อชวนทิ้ง เซียวเจ๋อชวนกลับยื่นมือซ้ายออกไปดึงกระบี่ที่เสียบอยู่บนแขนขวาของตนออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว

โลหิตสาดกระเซ็น

ฝ่ามือซ้ายของเขาถูกคมกระบี่บาดจนหยาดเลือดไหลซึมเป็นหยดๆ

เมื่อลู่ไต้เห็นเช่นนั้น นัยน์ตาก็ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาทันที

เขายกกระบี่ยาวในมือขึ้นอีกครั้ง แล้วฟาดฟันใส่เซียวเจ๋อชวนอย่างโหดเหี้ยม กลิ่นอายอันคมกริบราวกับจะฉีกกระชากมิติอากาศให้ขาดสะบั้น

เซียวเจ๋อชวนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ต้องคอยยกดาบใหญ่ในมือขึ้นต้านรับอย่างต่อเนื่อง คมดาบและตัวกระบี่ปะทะกันจนเกิดเสียงดังกังวานใส

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปทีละหยด

ชั่วพริบตาเดียว เวลาครึ่งชั่วยามก็ล่วงเลยผ่านไป

ทว่าคนทั้งสองบนสนามประลองยังคงต่อสู้พัวพันกันอยู่ ชุดคลุมสีขาวของสำนักเฉียนคุนบนร่างเซียวเจ๋อชวนแทบถูกย้อมด้วยเลือดสดๆ ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า

ตรงข้ามกับลู่ไต้ แม้จะมีสีหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย ทว่าบนร่างกายกลับมีบาดแผลน่าหวาดเสียวเพียงไม่กี่รอยเท่านั้น

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน เซียวเจ๋อชวนดูน่าเวทนายิ่งนัก

แขนขวาที่เคยถูกกระบี่แทงสั่นเทาเล็กน้อย เขากัดฟันแน่น ดูเหมือนจะเจ็บปวดจนสุดจะทน ทว่าก็ยังต้องใช้มือขวาจับดาบเพื่อต่อสู้ต่อไป

ผู้คนที่อยู่นอกสนามประลองเองก็คิดไม่ถึงว่าการต่อสู้ในรอบนี้จะยืดเยื้อยาวนานถึงเพียงนี้

มีคนเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

“เหตุใดลู่ไต้ถึงไม่รีบจัดการเซียวเจ๋อชวนให้จบๆ ไปเล่า?”

“เรื่องนี้ยังต้องถามอีกหรือ ย่อมต้องอยากเก็บเขาไว้เพื่อทรมานต่ออย่างไรเล่า จบการแข่งขันเร็วเกินไป จะไม่เท่ากับว่ามีเวลาทรมานอีกฝ่ายน้อยลงหรอกหรือ?”

“ข้าดูแล้ว เซียวเจ๋อชวนผู้นั้นคงอยากจะยอมแพ้เต็มทน แต่เสียงของเขาส่งออกมาไม่ได้”

“บางทีตระกูลลู่อาจอยากใช้โอกาสนี้ประกาศศักดาก็เป็นได้”

“นั่นก็มีเหตุผล”

“พวกเจ้าว่าพวกเขาจะสู้กันไปถึงเมื่อไหร่? การแข่งขันนี้ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย ดูแล้วพาลจะหลับเอาให้ได้”

ผู้คนต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์

และในเวลานี้ ลู่ไต้ก็ช้อนตาขึ้นมองลู่จิ่งเฉิง ใช้สายตาเป็นเชิงเอ่ยถามว่า

‘พอได้หรือยัง?’

ลู่จิ่งเฉิงหรี่ตาลง สายตาอันเย็นเยียบไร้ความปรานีจับจ้องร่างของเซียวเจ๋อชวน แววตาฉายร่องรอยความไม่พอใจ

— ยังไม่พอ

ความเจ็บปวดที่เซียวเจ๋อชวนได้รับ เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในสิบของเจาเอ๋อร์เท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 669 ไขว่คว้าความแข็งแกร่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว