- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 648 ชนะได้จริงๆ หรือนี่
ตอนที่ 648 ชนะได้จริงๆ หรือนี่
ตอนที่ 648 ชนะได้จริงๆ หรือนี่
การโจมตีเพียงครั้งเดียวนี้ ทำเอาอ๋าวจ่านเผิงถึงกับลุกไม่ขึ้น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
เมื่อกรรมการเห็นดังนั้นจึงประกาศผลเสียงดังกังวาน
"สำนักเฉียนคุนเป็นฝ่ายชนะ ได้รับสิบคะแนน"
รอจนกระทั่งเฉิ่นเยียนเดินลงจากลานประลองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผู้คนถึงเพิ่งได้สติกลับคืนมา
"นางชนะได้จริงๆ หรือนี่?!"
"เรื่องนี้แปลกตรงไหนกัน? ถึงอย่างไรนางก็เป็นถึงศิษย์สายตรงของสำนักเฉียนคุน จะอ่อนแอกว่าศิษย์ของสำนักปี้อวี่ไปได้อย่างไร?"
"ที่พูดมาก็มีเหตุผล ทว่า นางชนะได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน... แม้แต่กระบี่ยังไม่ได้ชักออกมาเสียด้วยซ้ำ..."
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนไม่น้อยต่างพากันตกอยู่ในความเงียบงัน
หรือว่าเฉิ่นเยียนจะแข็งแกร่งมากเช่นกัน?
มีคนเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
"พวกเจ้าดูออกหรือไม่ว่านางมีระดับบำเพ็ญเพียรอยู่ขั้นใด?"
"ข้าเดาว่าน่าจะอยู่ที่ระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นหนึ่ง"
"ระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นหนึ่ง? ไม่สูงเกินไปหน่อยหรือ?"
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
ทว่าในไม่ช้า ความสนใจของพวกเขาก็ถูกดึงดูดไปยังการแข่งขันรอบต่อไป
เฉิ่นเยียนกลับไปยังพื้นที่รอการแข่งขัน ส่วนผู้ที่ถูกคัดออกก็ทำได้เพียงกลับไปยังอัฒจันทร์ที่นั่งผู้ชม
จูเก๋อโย่วหลินหัวเราะแหะๆ พลางเอ่ยแซว
"นี่ เยียนเยียน เจ้าออมมือไปแล้วนะ"
"อืม" เฉิ่นเยียนตอบรับในลำคอเบาๆ
อวี่ฉางอิงยกยิ้มมุมปาก
"ต่อไป ก็ถึงคราวที่เจ้าจะต้องดูพวกเราแสดงฝีมือบ้างแล้ว"
เฉิ่นเยียนสีหน้าผ่อนคลายลง นางพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม
การประลองรอบคัดเลือกดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบนัก แต่ก็ทำให้ผู้ชมมองเห็นช่องว่างความห่างชั้นระหว่างขุมกำลังต่างๆ ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
จวบจนกระทั่งรุ่งสางของสองวันให้หลัง การประลองรอบแรกรอบคัดเลือกก็สิ้นสุดลง โดยมีศิษย์รุ่นเยาว์ถูกคัดออกไปทั้งหมดหนึ่งพันหนึ่งร้อยห้าสิบคน
อันดับในตารางคะแนนเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง
สำนักจี๋เต้า ทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่ง ด้วยคะแนน 1,482 คะแนน และมีผู้ผ่านเข้ารอบ 56 คน
ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว ขึ้นมาอยู่อันดับสอง ด้วยคะแนน 1,400 คะแนน และมีผู้ผ่านเข้ารอบ 53 คน
ตระกูลลู่แห่งเหิงโจว ขึ้นมาอยู่อันดับสาม ด้วยคะแนน 1,318 คะแนน และมีผู้ผ่านเข้ารอบ 45 คน
สำนักเฉียนคุน ร่วงลงมาอยู่อันดับสี่ ด้วยคะแนน 1,269 คะแนน และมีผู้ผ่านเข้ารอบ 27 คน
ตำหนักเฉิงอวิ๋น ยังคงรั้งอันดับห้า ด้วยคะแนน 1,189 คะแนน และมีผู้ผ่านเข้ารอบ 43 คน
...
เมื่อเห็นอันดับคะแนน หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
"สมแล้วจริงๆ ยังไงก็ต้องเป็นสำนักจี๋เต้าสินะ!"
"จำนวนคนที่ผ่านเข้ารอบของสำนักเฉียนคุนมีน้อยเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางสู้สำนักจี๋เต้าและขุมกำลังอื่นๆ ได้อย่างแน่นอน สำนักใหญ่ก็ยังคงเป็นสำนักใหญ่ ล้วนมีรากฐานที่ล้ำลึก!"
"ในการจัดงานชุมนุมฉางหมิงครั้งก่อน ตำหนักเฉิงอวิ๋นยังอยู่อันดับสองแท้ๆ เหตุใดตอนนี้ถึงร่วงลงมาอยู่อันดับห้าได้เล่า?"
"ตำหนักเฉิงอวิ๋นไม่มีทางมีฝีมือแค่นี้แน่ พวกเจ้าอย่าลืมสิว่ากลุ่มรุ่นเยาว์ยังไม่ได้ตัดสินอันดับสุดท้าย อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้อาวุโสอยู่อีกนะ"
"แต่ข้ามองออกว่า ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวนี้มาแรงน่าดูเลยเชียว"
ในขณะนี้ แม้ว่าเจ้าตำหนักเฉิงอวิ๋นจะยังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้ได้ ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจและร้อนรนยิ่งนัก หากตำหนักเฉิงอวิ๋นไม่สามารถติดสามอันดับแรกของกลุ่มรุ่นเยาว์ได้ ต่อให้คว้าอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้อาวุโสมาครอง ก็ใช่ว่าจะรักษาตำแหน่งอันดับสองในตารางขุมกำลังแห่งแดนฉางหมิงเอาไว้ได้
เหล่าศิษย์ของตำหนักเฉิงอวิ๋นเองก็หุบยิ้มลงเช่นกัน
ไม่นานนัก การประลองรอบคัดเลือกรอบที่สองก็เริ่มต้นขึ้น
ศิษย์รุ่นเยาว์ที่เหลืออีกหนึ่งพันหนึ่งร้อยห้าสิบคน ต้องทำการจับฉลากใหม่อีกครั้ง
พวกเฉิ่นเยียนและสหายร่วมทีมก็ได้รับหมายเลขใหม่เช่นเดียวกัน
โชคดีที่หมายเลขของพวกเขาไม่ซ้ำกับศิษย์ร่วมสำนัก อีกทั้งคู่ต่อสู้ที่พบเจอต่างก็ถือว่าไม่แข็งแกร่งมากนัก
ในการประลองรอบนี้ พวกเขาก็สามารถผ่านเข้ารอบได้สำเร็จอีกครั้ง
จำนวนผู้ผ่านเข้ารอบเหลือเพียงห้าร้อยเจ็ดสิบห้าคนเท่านั้น
ส่วนอันดับในตารางคะแนนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกหน
ทว่า สำนักจี๋เต้ายังคงรั้งอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง โดยมีอันดับถัดมาได้แก่ ราชวงศ์เทียนโจว, ตระกูลลู่แห่งเหิงโจว, ตำหนักเฉิงอวิ๋น, สำนักเฉียนคุน, เกาะทะเลพรหม, ตระกูลฮู่แห่งเมืองไป๋เฟิ่ง, สำนักสือฟาง, ตระกูลเฮ่อเหลียน, ภูเขาไท่ชู, ตระกูลตงฟาง... ตามลำดับ
ประมุขสำนักจี๋เต้ายกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ มุมปากยกโค้งขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
สำนักจี๋เต้าของพวกเขาก็คือขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนฉางหมิงนี้นั่นเอง
การประลองรอบคัดเลือกรอบที่สาม เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ผู้ที่เหลือทั้งห้าร้อยเจ็ดสิบห้าคนต้องจับฉลากใหม่ ในครั้งนี้มีผู้ที่ได้ผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติหนึ่งคน ซึ่งบังเอิญว่าเป็น หนานหรงจิ้งอวิ๋น บุตรสาวของประมุขสำนักจี๋เต้าพอดี
ทว่าสำหรับสำนักจี๋เต้าแล้ว นี่ไม่นับว่าเป็นเรื่องดีแต่อย่างใด
เพราะการผ่านเข้ารอบอัตโนมัติจะไม่มีการเพิ่มหรือลดคะแนน หากหนานหรงจิ้งอวิ๋นได้เข้าร่วมการแข่งขัน นางจะต้องคว้าสิบคะแนนมาครองได้อย่างแน่นอน
นี่จึงเท่ากับว่าสำนักจี๋เต้าสูญเสียไปสิบคะแนนเปล่าๆ
ผู้คนไม่น้อยต่างพากันถอนหายใจด้วยความเสียดายแทนสำนักจี๋เต้า
กรรมการประกาศเสียงดังกังวาน
"บัดนี้ การประลองรอบคัดเลือกรอบที่สามได้เริ่มขึ้นแล้ว ขอเชิญผู้ที่จับได้หมายเลขหนึ่งขึ้นมาบนลานประลอง"
เมื่อศิษย์รุ่นเยาว์สองคนก้าวขึ้นมาบนลานประลองพร้อมกัน ผู้คนต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็น เนี่ยสวิน ผู้เป็นศิษย์สายตรงของประมุขสำนักจี๋เต้า กับอวี๋ปู้จื่อ หนึ่งในหกผู้สืบทอดตำหนักเฉิงอวิ๋น!" มีคนอุทานขึ้นด้วยความตกใจ
"ให้ตายเถอะ คราวนี้ได้มีงิ้วโรงโตให้ดูของจริงแล้ว!" อีกคนกล่าวด้วยความตื่นเต้น
"ระดับบำเพ็ญเพียรของอวี๋ปู้จื่อไปถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นหกแล้วนะ ลองกลับมาดูเนี่ยสวินสิ สถานการณ์ดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีนัก..."
"ไฉนถึงกล่าวเช่นนั้นเล่า?" คนด้านข้างเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ก็เจ้าหนูเนี่ยสวินผู้นั้นดูท่าทางอ่อนแอปวกเปียกซะขนาดนั้น..."
"แต่ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น ฝีมือของเขาต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน พวกเจ้ารอดูงิ้วโรงนี้ให้ดีเถอะ!"
"ศิษย์พี่เนี่ย! สู้เขา!"
เหล่าศิษย์ของสำนักจี๋เต้าต่างพากันตะโกนเชียร์เนี่ยสวินเสียงดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่ม
ในขณะเดียวกัน ฝั่งศิษย์ของตำหนักเฉิงอวิ๋นเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า พากันตะโกนเชียร์เสียงดังลั่นเช่นกัน
"ศิษย์พี่อวี๋! สู้เขา!"
ในฐานะสองขุมกำลังยักษ์ใหญ่ชั้นนำ สำนักจี๋เต้าและตำหนักเฉิงอวิ๋นมักจะเกิดความขัดแย้งกันเพื่อแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ มาบัดนี้ การเผชิญหน้าระหว่างเนี่ยสวินและอวี๋ปู้จื่อ ย่อมทำให้ศิษย์ของทั้งสองฝ่ายรู้สึกกดดันและตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ภายในพื้นที่รอการแข่งขัน หนานหรงจิ้งอวิ๋นเอาแต่จ้องมองเนี่ยสวินบนลานประลองไม่วางตา
เวลานี้ เนี่ยสวินไม่ได้กางร่มกระดาษน้ำมันออกแต่อย่างใด เขายืนนิ่งเงียบอยู่ท่ามกลางแสงแดด ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกที่อยู่รอบตัว
แสงแดดที่สาดส่องลงมาผ่านม่านเมฆกระทบกับเงาร่าง ขับเน้นให้ผิวพรรณของเขาดูขาวผ่องราวกับเครื่องเคลือบ สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ชายเสื้อปลิวไสวไปตามสายลมเบาๆ คล้ายดั่งดอกกล้วยไม้ที่กำลังเบ่งบาน ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ ออกมา
ทรวดทรงสูงโปร่งและสง่างามราวกับต้นสนสีเขียวขจี ทั้งแข็งแกร่งและงามสง่า ใบหน้าของเขาหล่อเหลาดุจภาพวาด ระหว่างคิ้วแฝงไปด้วยความสงบเยือกเย็น ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะลุ่มหลง
ศิษย์หญิงจำนวนไม่น้อยต่างถูกดึงดูดด้วยกลิ่นอายบนเรือนร่างของเขา
ส่วนอวี๋ปู้จื่อที่ยืนอยู่ตรงข้าม สวมชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างเล็กกะทัดรัดบอบบาง เรือนผมสีดำขลับเงางามถูกรวบมัดเป็นหางม้าทรงสูง พลิ้วไหวไปมาในอากาศตามจังหวะการเคลื่อนไหว เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาและพลังแห่งวัยเยาว์
ใบหน้าของนางหมดจดงดงาม คิ้วตาแฝงไปด้วยความมั่นใจและโอหัง ในมือถือกระบี่หนักเล่มหนึ่งที่มีกลิ่นอายความเก่าแก่โบราณ
"ตำหนักเฉิงอวิ๋น อวี๋ปู้จื่อ!"
"สำนักจี๋เต้า เนี่ยสวิน"
หลังจากที่ทั้งสองประกาศนามของตนเองจบลง อวี๋ปู้จื่อก็ตวัดกระบี่พุ่งตรงไปยังทิศทางของเนี่ยสวินในทันที! ตัวกระบี่กวาดเอาปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวม้วนตัวขึ้นมา ขณะที่มันกำลังจะพุ่งไปถึงเบื้องหน้าของเนี่ยสวินนั่นเอง——
ร่มกระดาษน้ำมันสีฟ้าอ่อนคันหนึ่งก็พลันถูกกางออกอย่างรวดเร็ว ป้องกันปราณกระบี่นั้นเอาไว้ได้!
ตูม!
สิ้นเสียงระเบิดดังกึกก้อง เห็นเพียงเนี่ยสวินถูกแรงกระแทกจนต้องถอยหลังไปสองก้าว
ทว่าร่มกระดาษน้ำมันในมือของเขากลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด
ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน
เมื่ออวี๋ปู้จื่อเห็นดังนั้น นางก็หัวเราะออกมา
"ร่มกระดาษอย่างนั้นหรือ? น่าสนใจดีนี่ ไม่รู้ว่าเจ้าจะรับการโจมตีครั้งต่อไปของข้าไหวหรือไม่?"
เนี่ยสวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ย่อมได้"
ในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว เหล่าขุนนางเก่าแก่ต่างจ้องมองไปที่เนี่ยสวิน ก่อนจะหันมาสบตากัน ภายในใจของพวกเขาล้วนมีข้อกังขาเดียวกัน
หนึ่งในขุนนางเก่าแก่ถึงกับใช้วิธีส่งเสียงทางจิตไปบอกขุนนางคนอื่นๆ โดยตรงว่า
"เหตุใดข้าถึงยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเนี่ยสวินผู้นี้ หน้าตาคล้ายคลึงกับคนผู้นั้นของตระกูลเนี่ยเสียเหลือเกิน..."