- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 642 พบกันอีกครั้ง
ตอนที่ 642 พบกันอีกครั้ง
ตอนที่ 642 พบกันอีกครั้ง
อู๋หม่าหลิงได้ยินคำกล่าวของศิษย์พี่หญิง จึงล้มเลิกความคิดที่จะไล่ตามจีหว่านไป
เขานึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงหันมองนางแล้วเอ่ยถาม
"ศิษย์พี่หญิง ท่านได้รับบาดเจ็บหรือไม่?"
ชวีมู่หานแย้มยิ้มบาง
"บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ไม่เป็นอันใดหรอก"
คิ้วของอู๋หม่าหลิงขมวดมุ่น เอ่ยด้วยความร้อนใจ
"เช่นนั้นได้อย่างไรเล่า? ต่อให้เป็นเพียงบาดแผลเล็กน้อยก็ละเลยไม่ได้นะ! ข้า..."
ทว่าชวีมู่หานกลับหัวเราะและเอ่ยขัดขึ้น
"อาการบาดเจ็บของเจ้านักหนากว่า ข้าจะช่วยทำแผลให้เจ้าก่อน"
อู๋หม่าหลิงยังอยากจะโต้เถียงต่อ แต่ท้ายที่สุดก็ยอมหุบปากและพยักหน้าเห็นด้วย เขารู้ดีว่าเรื่องที่ชวีมู่หานตัดสินใจแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้
ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของผู้คนเบื้องนอกแดนลับทดสอบ แทบทุกคนต่างมีสีหน้าตกตะลึง เหตุใดอู๋หม่าหลิงผู้นี้จึงได้เชื่อฟังคำพูดของชวีมู่หานถึงเพียงนี้นะ?
บางคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา
ผู้ที่รู้เรื่องราวเอ่ยขึ้น
"พวกเจ้าไม่รู้หรือ? อันที่จริงอู๋หม่าหลิงถูกชวีมู่หานพาตัวมาที่สำนักจี๋เต้า ในตอนนั้นชวีมู่หานอายุเพียงสิบแปดปีก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นดรุณีอัจฉริยะแล้ว ส่วนอู๋หม่าหลิงเพิ่งจะอายุแปดขวบ ว่ากันว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาน่าเวทนายิ่งนัก เขาถูกบิดาผีพนันขายให้กับหอนายโลม โชคดีที่ชวีมู่หานปรากฏตัวขึ้นทันเวลา ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ และพาตัวกลับมายังสำนักจี๋เต้า"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง..."
"เช่นนั้นชวีมู่หานก็คือผู้มีพระคุณของอู๋หม่าหลิงอย่างแท้จริง"
"ข้าก็นึกว่าอู๋หม่าหลิงแอบชอบพอชวีมู่หานเสียอีก ฮ่าๆๆ"
ตัดกลับมาภายในแดนลับ
หลังจากเจียงเสียนเยวี่ยพาเผยซู่มายังพื้นที่ปลอดภัย นางก็รีบจัดการบาดแผลให้เขาอย่างรวดเร็ว พร้อมป้อนโอสถรักษาอาการบาดเจ็บ
เผยซู่เล่าเรื่องการต่อสู้ระหว่างเขากับอู๋หม่าหลิงให้นางฟัง
เมื่อรับฟังจบ เจียงเสียนเยวี่ยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าว
"ขนาดเจ้ายังไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ ฝีมือของเขาต้องแข็งแกร่งมากเป็นแน่"
ริมฝีปากของเผยซู่ซีดขาว
"เขาแข็งแกร่งมาก"
เจียงเสียนเยวี่ยพองแก้มป่อง เอ่ยสั่งสอน
"หากพบเจอคนที่สู้ไม่ได้อีก พวกเราก็หนี ไม่เห็นจำเป็นต้องฝืนทน พวกเรายังต้องเข้ารอบต่อไปให้ได้นะ"
"อืม"
เผยซู่รีบรับคำ
"เจ้าได้พบกับพวกเยียนเยียนบ้างหรือไม่?"
"ไม่เลย"
"ข้าก็ไม่พบเช่นกัน แต่ได้ยินเรื่องของอวี้ชูจากปากคนอื่นมาบ้าง"
เผยซู่ชะงักไปเล็กน้อย
"อวี้ชูเป็นอันใดไปหรือ?"
เจียงเสียนเยวี่ยหัวเราะร่วน
"ว่ากันว่าอวี้ชูใช้วิชาโจมตีด้วยเสียง ควบคุมศิษย์จากขุมกำลังอื่นได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาสู้รบกันเอง ส่วนเขาก็ฉวยโอกาสชุบมือเปิบ โดยเฉพาะตอนที่ทำให้ศิษย์ตระกูลเฮ่อเหลียนกว่ายี่สิบคนที่รวมตัวกันอยู่หันมาเข่นฆ่ากันเองจนตกรอบไปจนหมด เรื่องนี้สร้างความเคียดแค้นให้แก่ศิษย์ตระกูลเฮ่อเหลียนเป็นอย่างมาก"
"ยามนี้ ศิษย์ตระกูลเฮ่อเหลียนจำนวนไม่น้อยกำลังตามหาตัวเขาให้ควั่ก"
เมื่อเผยซู่ได้ฟังก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เช่นกัน
นี่มันสไตล์ของอวี้ชูจริงๆ
เจียงเสียนเยวี่ยเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"อาการบาดเจ็บของเจ้าหนักเอาการ คืนนี้ก็พักผ่อนก่อนเถอะ"
"อืม"
ในขณะเดียวกัน ที่อีกด้านหนึ่งของแดนลับ เฉิ่นเยียนและอวี่ฉางอิงก็เริ่มปฏิบัติการล่าเหยื่อ คนหนึ่งรุกคนหนึ่งรับ ไล่คัดศิษย์รุ่นเยาว์จากขุมกำลังอื่นๆ ออกไปทีละคน
ค่ำคืนนี้ อันดับของสำนักเฉียนคุนกำลังพุ่งทยาน
จากอันดับที่ห้า ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่สามแล้ว!
มาถึงยามนี้ จำนวนผู้ที่ถูกคัดออกมีมากถึงห้าพันคน
เวลาสิ้นสุดการแข่งขันรอบคัดออกในแดนลับทดสอบกำลังใกล้เข้ามาทุกที
อวี่ฉางอิงหันขวับกลับมา ทอดสายตามองเฉิ่นเยียนด้วยความเป็นห่วงพลางเอ่ยถามเสียงเบา
"เยียนเยียน พลังวิญญาณของเจ้าฟื้นฟูไปถึงไหนแล้ว?"
เฉิ่นเยียนแย้มยิ้มบาง เอ่ยตอบ
"ฟื้นฟูมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว"
"เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้เบาใจหน่อย"
อวี่ฉางอิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เผยรอยยิ้มออกมา
เฉิ่นเยียนเม้มริมฝีปากยิ้ม ทว่าความสนใจของนางพลันถูกเสียงเบื้องหน้าดึงดูดไปอย่างรวดเร็ว แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคม
"ข้างหน้าเหมือนจะมีความเคลื่อนไหว พวกเราไปดูกันเถอะ"
อวี่ฉางอิงพยักหน้าตอบรับโดยไม่ลังเล ระหว่างพวกนางไม่จำเป็นต้องเอ่ยสิ่งใดให้มากความ ความรู้ใจซึ่งกันและกันทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี ร่างของทั้งสองพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วราวกับวิหคปราดเปรียว
เงาร่างของพวกนางบางเบาและว่องไว ประหนึ่งกลืนหายไปกับความมืด ยิ่งเข้าใกล้ เสียงจากเบื้องหน้าก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่ากำลังมีการต่อสู้อย่างดุเดือดเกิดขึ้น
ไม่นานนัก พวกนางทั้งสองก็หยุดฝีเท้าลงอย่างรู้ใจ ซ่อนกายอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ แล้วลอบมองไปยังทิศทางต้นเสียง
เห็นเพียงเงาสามร่างกำลังปะทะกัน พอมองออกว่าเป็นการรุมสองต่อหนึ่ง
สองคนในนั้นสวมชุดศิษย์ของภูเขาไท่ชู ส่วนอีกคนกลับเป็นนายน้อยตระกูลฮู่แห่งเมืองไป๋เฟิ่ง... ฮู่เพ่ยกวง!
"นั่นมันเพ่ยกวงนี่"
อวี่ฉางอิงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
เฉิ่นเยียนเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น
"เขารับมือได้"
ระดับการฝึกตนของฮู่เพ่ยกวงทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสองแล้ว ในขณะที่ศิษย์ของภูเขาไท่ชูทั้งสองคนฝั่งตรงข้าม มีระดับการฝึกตนเพียงระดับวิญญาณแท้จริงขั้นแปดและขั้นเก้าเท่านั้น
อวี่ฉางอิงยิ้มและกล่าว
"เช่นนั้นก็หมายความว่า พวกเราไม่ต้องสอดมือแล้วสินะ"
ทว่าสิ้นเสียงนาง เด็กหนุ่มผมทองผู้นั้นก็ตวาดกร้าวขึ้นมาทันที!
"ผู้ใดอยู่ตรงนั้น?!"
พร้อมกับเสียงตวาด คมมีดวิญญาณสายหนึ่งพุ่งฟาดฟันตรงมาทางนี้
ฉับ!
ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดขาดกลางลำต้น ขาดสะบั้นเป็นสองท่อน ก่อนจะล้มครืนลงมาเสียงดังสนั่น!
ทางด้านเฉิ่นเยียนและอวี่ฉางอิงรีบกระโดดหลบการโจมตีได้อย่างฉิวเฉียด เงาร่างของพวกนางปรากฏขึ้นต่อหน้าฮู่เพ่ยกวงและศิษย์ทั้งสอง
ศิษย์ของภูเขาไท่ชูเห็นท่าไม่ดี จึงคิดจะเผ่นหนีอย่างรวดเร็ว
ทว่าในพริบตาต่อมา...
ฟุ่บ!
อาวุธลับสองชิ้นพุ่งเข้าจู่โจมพวกเขาทันที!
พวกเขารีบยกอาวุธขึ้นปัดป้อง ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงคือ อานุภาพของอาวุธลับนั้นรุนแรงเสียจนทะลวงผ่านม่านพลังวิญญาณของพวกเขาไปได้โดยตรง!
ฉึก!
อาวุธลับฝังลึกเข้าไปในเนื้อหนังของพวกเขา
ทั้งสองร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
เวลานี้เอง ฮู่เพ่ยกวงเผยสีหน้ายินดีปรีดา เขาอดไม่ได้ที่จะร้องเรียก
"เยียนเยียน ฉางอิง!"
"อยู่นี่แล้ว"
อวี่ฉางอิงหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ยกแขนกลขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สาดกระสุนโจมตีใส่ศิษย์ภูเขาไท่ชูทั้งสองอย่างต่อเนื่อง
อาวุธลับนับไม่ถ้วนแฝงกลิ่นอายดุดันพุ่งทะยานประดุจพายุฝนกระหน่ำ แหวกอากาศมาด้วยความเร็วที่ยากจะหลบเลี่ยงได้ทัน เพียงชั่วพริบตา ร่างของศิษย์ทั้งสองก็เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ
ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง...
โฮก!
สัตว์ร้ายขนาดยักษ์ตัวหนึ่งพลันปรากฏกายขึ้น มันส่งเสียงคำรามกึกก้อง ก่อนจะพุ่งเข้ามารับอาวุธลับทั้งหมดแทนศิษย์ทั้งสองคนนั้น!
เมื่ออวี่ฉางอิงเห็นสิงโตพิรุณโลหิตสวรรค์ตัวนี้ นางก็รู้สึกคุ้นตาอยู่ลึกๆ
ไม่นานนัก เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
"ฉางอิง"
อวี่ฉางอิงมองตามเสียงไป เห็นคนสองคนกำลังเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นรูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณค่อนข้างขาว ดูราวกับคุณชายรูปงาม แววตาของเขาราวกับมีดวงดาวนับหมื่นเปล่งประกายระยิบระยับขณะจับจ้องมาที่นาง
มุมปากของอวี่ฉางอิงกระตุกเล็กน้อย
เหตุใดจึงเป็นเขาอีกแล้ว!
ศิษย์ที่บาดเจ็บทั้งสองเห็นผู้มาเยือน แววตาก็ทอประกายวาบ รีบพุ่งเข้าไปหาคนทั้งสองแล้วร้องขอความช่วยเหลือ
"ศิษย์พี่เปียน ศิษย์พี่จิน ช่วยพวกเราด้วย!"
คุณชายรูปงามผู้นั้นก็คือศิษย์ของภูเขาไท่ชู นามว่า 'เปียนหยวนซิง' ระดับการฝึกตนอยู่ที่ระดับวิญญาณแท้จริงขั้นสิบ ส่วนเด็กหนุ่มหน้าเด็กอีกคนก็คือศิษย์ภูเขาไท่ชูเช่นกัน นามว่า 'จินไท่' อายุสิบห้าปี ระดับการฝึกตนอยู่ที่ระดับวิญญาณแท้จริงขั้นเจ็ด
จินไท่จ้องมองเฉิ่นเยียนและอวี่ฉางอิงพลางฉีกยิ้มกว้าง
"สวัสดีขอรับ พี่สาวทั้งสอง"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฮู่เพ่ยกวงก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
"พี่สาวอันใดกัน? เจ้าไม่ใช่น้องชายของพวกนางเสียหน่อย อย่ามาเรียกส่งเดชนะ!"