บทที่ 23
บทที่ 23
บทที่ 23 เฉินอาจิ่วผู้เกรียงไกรเหนือกาลเวลา ดาบนี้ไม่มีใครรับได้!
ตูม! ภายในวัดเก่า พลังเลือดลมพุ่งทะยานเสียดฟ้า!
ผู้ที่ลงมือเป็นคนแรกคือมู่หรงชางไห่ เขาเพียงแค่จับด้ามดาบที่ข้างเอว กลิ่นอายทั่วร่างก็พลันเปลี่ยนไปทันที!
กระแสความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวและเฉียบคมมหาศาล พลันม้วนทะยานเข้าครอบงำทั่วทั้งลานประลองในพริบตา!
แม้จะยังไม่ได้ชักดาบ ทว่าทุกคนกลับไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้แม้แต่เพียงนิดเดียว!
นี่ก็คือ สภาวะดาบ!
ประจวบเหมาะกับในเวลานี้
ฟิ้ว——
เสียงสายหนึ่งที่ราวกับมังกรคำรามพลันดังก้องขึ้นมาอย่างอาจหาญ
ผู้ลงมือก็คือเสิ่นฉางเซิง!
เห็นเพียงเขาชักกระบี่ยาวออกมา ประกายกระบี่สาดส่องไปทั่วทิศทาง เยือกเย็นยิ่งกว่าดวงจันทร์บนสรวงสวรรค์ถึงสามส่วน!
หลี่ฉี่หมิงรู้สึกเพียงว่าประกายกระบี่นั้นช่างแทงตา จนต้องเบือนหน้าปิดตาลง ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง บนลำคอของนักรบขอบเขตหลอมกระดูกทั้งสิบคน ก็ปรากฏรอยเลือดสายหนึ่งขึ้นมาแล้ว!
ตุบ! นักรบชุดดำทั้งสิบคนพากันล้มทรุดลงกับพื้น สิ้นใจตายในทันที!
นี่คือนักรบขอบเขตหลอมกระดูกถึงสิบคนเชียวนะ กลับต้องมาสิ้นชื่อลงในชั่วพริบตา!
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาหลี่ฉี่หมิงลอบเสียวสันหลังวาบด้วยความหนาวสะท้าน!
การต่อสู้ในระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาในตอนนี้จะเข้าไปสอดมือได้เลย!
ไม่ว่าจะอยู่ต่อหรือทำอะไรก็มีแต่ความตายเท่านั้น!
เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด โคจรวิชานกนางแอ่นเหินเหนือพงหญ้าขั้นความสำเร็จเล็กน้อย ร่างกายพลิ้วไหวประหนึ่งภูตผี ทะยานร่างกระโดดหน้าต่างที่พังทลายด้านข้างออกไปทันที!
พวกฉินอวี่ โม่ซู หวังเหลียง และเหล่าศิษย์สำนักยุทธ์หลงอินคนอื่นๆ รวมถึงนักรบขอบเขตหลอมโลหิตและขอบเขตหลอมกระดูกอีกสองสามคนของสำนักคุ้มภัยเว่ยหยวนต่างพากันชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนจะตั้งสติกลับมาได้ รีบกระโดดหน้าต่างหลบหนีตามไปติดๆ!
"ไอ้หนูคนนี้ช่างฉลาดหลักแหลมนัก ไม่เสียแรงที่พวกเราสองคนอุตส่าห์สร้างโอกาสนี้ขึ้นมา!" มู่หรงชางไห่มองตามแผ่นหลังของหลี่ฉี่หมิงไปพลางเอ่ยปากชมออกมา
เสิ่นฉางเซิงพยักหน้าเห็นพ้อง คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์น้องที่ดูทื่อๆ ตลอดการเดินทางคนนี้ ในยามคับขันจะมีความว่องไวถึงเพียงนี้
เมื่อครู่คนทั้งสองจงใจลงมือเพื่อสร้างโอกาส หากพวกศิษย์น้องกลุ่มนี้ยังไม่รีบหนีไป ยามที่การต่อสู้พัวพันอย่างบ้าคลั่งระเบิดขึ้น เสิ่นฉางเซิงและมู่หรงชางไห่ก็คงไม่มีปัญญาคอยดูแลปกป้องพวกเขาได้อีก!
"วางใจเถอะ พวกมันหนีไปไหนไม่รอดหรอก"
เฉินซวงไม่ได้ยื่นมือเข้าขัดขวาง ทว่ากลับมีท่าทางไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ท่าทางของเขาเช่นนี้ ทำเอาหัวใจของเสิ่นฉางเซิงกระตุกวูบ หรือว่าโลกภายนอกวัดยังมีคนของพรรคมารซุ่มอยู่อีกงั้นรึ?!
"ในตอนนี้ พวกเราก็มาสู้กันให้สะใจได้แล้ว!" เฉินซวงแสยะยิ้มเย็นชาออกมาที่มุมปาก
"เจ้าอยากจะจัดการกับใครก่อนล่ะ?" หลิวหยุนผู้อาวุโสพรรคมารที่นิ่งเงียบมาตลอด พลันเอ่ยปากถามขึ้น
"ข้ากับผู้อาวุโสมู่หรงต่างก็เป็นผู้ใช้ดาบ และยังเป็นอัจฉริยะวิชาดาบที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปีเหมือนกัน ข้าล่ะสงสัยนักว่า ระหว่างเพลงดาบมารของข้า กับเพลงดาบคลื่นสมุทรของเขา ดาบของใครจะรวดเร็วกว่ากัน?!"
เฉินซวงจ้องมองมู่หรงชางไห่ แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้!
แม้ว่ามู่หรงชางไห่จะยังไม่ได้ชักดาบ ทว่าเพียงแค่พึ่งพาสภาวะดาบเมื่อครู่นี้ ก็เพียงพอจะทำให้เขาเกิดความเข้าใจบางอย่างขึ้นมาลางๆ แล้ว!
ในเวลานี้ เฉินซวงมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นอีกฝ่ายชักดาบออกมา!
"เจ้าเห็นข้าเป็นหินลับดาบของเจ้างั้นรึ?" มู่หรงชางไห่เอ่ยเสียงหนัก
"ถูกต้องแล้ว ข้ามีลางสังหรณ์ว่าหากฆ่าท่านได้ สภาวะดาบของข้าก็อาจจะก่อตัวขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ!"
พูดจบ เฉินซวงก็ชักดาบออกทันที!
ในวินาทีที่ดาบถูกชักออก ร่างกายของเขากลับเลือนหายไปจากภายในวัดเก่าอย่างน่าอัศจรรย์!
เสิ่นฉางเซิงเปลือกตากระตุก เขาไม่อาจสัมผัสถึงตำแหน่งของอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย!
เพลงดาบมาร ช่างลึกลับและพิศดารยิ่งนัก!
วินาทีต่อมา
ประกายดาบสายหนึ่งพลันวูบวาบขึ้นที่ด้านข้าง เฉินซวงปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของมู่หรงชางไห่โดยตรง ตัวดาบแผ่รังสีสีแดงฉานอันน่าสะพรึงกลัว ฟาดฟันดาบลงมาทันที!
"ระวัง!" เสิ่นฉางเซิงแทงกระบี่ตรงเข้าใส่เฉินซวงเพื่อช่วยเหลือ
"คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า!" หลิวหยุนพุ่งทะยานเข้ามาขวาง หมัดเหล็กสีดำทมิฬทั้งคู่ทุบลงมาประหนึ่งดาวตก!
หากเสิ่นฉางเซิงเลือกที่จะทำร้ายเฉินซวง ตัวเขาเองก็คงต้องถูกยอดฝีมือขอบเขตหลอมอวัยวะท่านนี้ทุบจนแหลกเหลวเป็นแน่!
เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องชะงักกระบวนท่ากระบี่ และตวัดกระบี่กลับมาต้านทานการจู่โจม!
ในยามนั้นเอง
เช้ง——
มู่หรงชางไห่ชักดาบออกมาแล้ว!
...
หลี่ฉี่หมิงกำลังวิ่งหนีลงเขาอย่างบ้าคลั่ง!
ทว่าจู่ๆ เขากลับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงหยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ากลับไปมอง
เห็นเพียงวัดเก่าที่ตั้งอยู่บนไหล่เขา ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ภายในวัดกลับมีแสงเย็นเยียบสว่างไสวเจิดจ้าราวกับเวลากลางวัน!
ในความเลือนลางนั้น เขาคล้ายกับมองเห็นผืนน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำกำลังไหลบ่าและซัดสาดอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในวัดเก่าหลังนั้น!
แม้จะอยู่ห่างไกลถึงเพียงนี้ ทว่าเขากลับรู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกเข็มทิ่มแทง!
'นี่มัน... สภาวะดาบงั้นรึ?!'
ยากที่จะจินตนาการได้เลยว่า พวกเฉินซวงจะรับมือกับดาบนี้ได้อย่างไร?!
"ศิษย์น้องอย่ามัวแต่ดูอยู่เลย! รีบหนีเร็ว!"
พวกฉินอวี่ตามมาทันแล้ว ในเวลานี้แต่ละคนยังคงขวัญหนีดีฝ่อ สายตาที่มองมายังหลี่ฉี่หมิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหลี่ฉี่หมิงที่ยามปกติซื่อบื้อไร้ปากเสียง ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานจะวิ่งหนีได้รวดเร็วปานนี้!
ขนาดฉินอวี่ที่อยู่ขอบเขตหลอมโลหิตขั้นสมบูรณ์แบบยังเกือบจะกวดตามไม่ทัน!
ช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้หลี่ฉี่หมิงจะไม่มีความคืบหน้าในวิชาดาบเลยแม้แต่น้อย ทว่าเขากลับไม่เคยลืมที่จะขัดเกลาวิชาตัวเบา วิชานกนางแอ่นเหินเหนือพงหญ้าที่ฝ่าเท้าจึงมีความรุดหน้าขึ้นมาบ้าง
นกนางแอ่นเหินเหนือพงหญ้า (ความสำเร็จเล็กน้อย) 45/100
ในวันทดสอบศิษย์ หลี่ฉี่หมิงทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมโลหิตขั้นกลาง จากนั้นวิชานกนางแอ่นเหินเหนือพงหญ้าก็ก้าวเข้าสู่ขั้นความสำเร็จเล็กน้อย การฝึกฝนในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ทำให้ความก้าวหน้าของเขาเด่นชัดอย่างยิ่ง
"ศิษย์พี่ ตอนนี้พวกเราจะเอาอย่างไรกันดีขอรับ?" หลี่ฉี่หมิงเอ่ยถาม
หัวใจของเขาเต้นรัวเป็นกลองรบ ออกปฏิบัติภารกิจครั้งแรกก็ต้องมาเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ถึงเพียงนี้ เขารู้สึกว่าหากเมื่อครู่วิ่งช้ากว่านี้สักก้าว หรือมีความลังเลใจแม้เพียงเสี้ยววินาที วันนี้ชีวิตคงต้องไปฝังอยู่ที่วัดเก่าหลังนั้นเป็นแน่
"พวกเจ้าจงรีบกลับสำนักยุทธ์! ไปขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสและท่านเจ้าสำนัก! ส่วนข้ากับพี่หวังจะข้ามภูเขาลูกนี้มุ่งหน้าไปยังเมืองจิ้นหนาน ที่นั่นมีตระกูลใหญ่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่สองสามตระกูล พวกเขาต้องยื่นมือเข้าช่วยพวกเราแน่นอน!"
ฉินอวี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะจัดระเบียบความคิดแล้วเอ่ยออกมา
พี่หวังที่เขาพูดถึง ก็คือหนึ่งในนักรบขอบเขตหลอมกระดูกของสำนักคุ้มภัยนั่นเอง
ทุกคนต่างพากันพยักหน้าเห็นพ้องกับข้อเสนอนี้
หลี่ฉี่หมิงเองก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผลดี เพราะเมืองหลงเฉวียนอยู่ห่างไกลออกไปค่อนข้างมาก ต่อให้ควบม้าอย่างสุดกำลังก็ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม
น้ำไกลย่อมไม่อาจดับไฟใกล้ได้!
ทว่าสำหรับเมืองจิ้นหนาน นักรบขอบเขตหลอมกระดูกสองสามคนของสำนักคุ้มภัยในขบวน เดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็น่าจะไปถึงแล้ว!
ในขณะที่ทุกคนกำลังจะแยกย้ายกันเดินทางเป็นสองสาย
"พวกเจ้าไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!"
เสียงเยาะหยันสายหนึ่งพลันดังก้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน
แกรกๆ!
ท่ามกลางป่าทึบรอบข้าง พลันมีกลุ่มนักรบชุดดำพุ่งทะยานออกมาจำนวนมาก และในนั้นยังมีผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมกระดูกอยู่ไม่น้อยด้วย!
การแต่งกายของคนกลุ่มนี้ เหมือนกับพวกของเฉินซวงไม่มีผิดเพี้ยน!
"พรรคมารซุ่มโจมตีอยู่อีกงั้นรึ?!" ฉินอวี่หน้าถอดสีด้วยความตกใจ หัวใจดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้งทันที
หลี่ฉี่หมิงลอบประเมินสถานการณ์ ในใจพลันบังเกิดความสิ้นหวังขึ้นมาทันควัน ในกลุ่มคนชุดดำนี้ อย่างน้อยมีนักรบขอบเขตหลอมกระดูกถึงเจ็ดแปดคน และกึ่งกลางกลุ่มยังมีเด็กหนุ่มถือดาบอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปียืนอยู่คนหนึ่ง หน้าตาของเด็กหนุ่มถือดาบคนนี้ กลับมีความคล้ายคลึงกับเฉินซวงถึงเจ็ดส่วน!
"ผู้คนบนโลกต่างรู้ดีว่า พี่ชายของข้าเฉินซวงมีพรสวรรค์วิชาดาบที่น่าสะพรึงกลัว ทว่ากลับไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ตัวข้าเฉินอาจิ่ว มีพรสวรรค์วิชาดาบที่เกรียงไกรเหนือกาลเวลา!"
เฉินอาจิ่วกอดดาบพลางจ้องมองมายังทุกคน เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าท่าทางดุดันโหดเหี้ยม ดูเหมือนเขาจะรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงของเขา!
ตัวเขาเป็นเพียงเพราะระดับวรยุทธ์ยังเติบโตตามไม่ทันเท่านั้น
ขอเพียงรอให้อายุมากกว่านี้อีกสองปี เขาจะทำให้ดาบของตัวเองมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วใต้หล้าให้ได้!
สิ่งที่ทำให้หลี่ฉี่หมิงตื่นตระนกที่สุดก็คือ ที่ด้านข้างของเฉินอาจิ่ว มีหญิงชราในชุดคลุมสีเทายืนอยู่คนหนึ่ง นางกำลังค้ำยันไม้เท้าหัวงูที่ทำจากไม้เนื้อแดง กลิ่นอายทั่วร่างถูกเก็บงำไว้ไม่แผ่ซ่านออกมา ทว่า แน่นอนว่านางต้องเป็นนักรบขอบเขตหลอมอวัยวะอย่างไม่ต้องสงสัย!
หลี่ฉี่หมิงในใจตื่นตระนกอย่างถึงที่สุด!
ดูท่า วันนี้คงต้องตายสถานเดียวแล้วใช่ไหม?!
"พวกเจ้าทุกคนห้ามลงมือ ดาบคลั่งกระหายเลือดของข้า มันทนรอไม่ไหวตั้งนานแล้ว!"
เฉินอาจิ่วแม้จะมีอายุน้อยที่สุด ทว่าระดับวรยุทธ์ทั่วร่าง กลับบรรลุถึงขอบเขตหลอมกระดูกขั้นต้นเรียบร้อยแล้ว!
เขาครอบครองคุณสมบัติที่จะหยิ่งผยองได้จริงๆ!
วินาทีต่อมา เขาชักดาบออกทันที เห็นเพียงเงาร่างของเฉินอาจิ่วกระจายตัวอยู่เต็มท้องฟ้า!
เงาดาบนับสิบสายที่อบอวลไปด้วยไอสังหารและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง พลันฟาดฟันลงมาที่ศีรษะของพวกหลี่ฉี่หมิงทันที!
เงาดาบสีแดงฉานแต่ละสาย กลับกลายเป็นดาบจริงทั้งหมด และแฝงไปด้วยอานุภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
พี่หวังและนักรบขอบเขตหลอมกระดูกคนอื่นๆ ของสำนักคุ้มภัย ต่างพากันรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบด้วยความหวาดกลัว
ดาบนี้ ในที่แห่งนี้ไม่มีใครสามารถรับได้เลย!