บทที่ 22
บทที่ 22
บทที่ 22 อัจฉริยะพรรคมาร! พวกนางเป็นใครกันแน่? รบ!
"บังอาจ!"
"ใครกัน?!"
ผู้มาเยือนไม่ประสงค์ดี คนภายในวัดต่างพากันชักดาบผุดลุกขึ้นและถลึงตาจ้องมองไปอย่างโกรธเกรี้ยว
เห็นเพียงนักรบชุดดำสิบคนไม่ได้ปิดบังใบหน้า แต่ละคนมีสีหน้าเรียบเฉย ในมือถือดาบยาว
พวกเขาล้วนเป็นนักรบขอบเขตหลอมกระดูกอย่างพร้อมเพรียงกัน!
มู่หรงชางไห่และเสิ่นฉางเซิงอดไม่ได้ที่จะหันมาสบตากันแวบหนึ่ง
ท่ามกลางป่าเขาที่รกร้างห่างไกลเช่นนี้ เหตุใดจึงมีนักรบขอบเขตหลอมกระดูกโผล่พรวดออกมามากมายถึงเพียงนี้?
นักรบขอบเขตหลอมกระดูก แม้จะไม่ถึงกับหาได้ยากยิ่ง ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่น ไม่มีทางที่จะมารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ในหุบเขาตามซอกหลืบเช่นนี้ได้ตามใจชอบแน่นอน
ดูท่าแล้ว คงจะมีคนจงใจวางแผนไว้!
เป็นใครกัน ถึงได้กล้ามาโอหังต่อหน้าพวกเขาทั้งสองคน?
"หากมีเพียงนักรบขอบเขตหลอมกระดูกสิบคนเช่นพวกเจ้า ย่อมไม่อาจสร้างคลื่นลมอะไรได้หรอก!" มู่หรงชางไห่หรี่ตาลงพลางเอ่ยเสียงหนัก
"ฮี่ๆ แล้วหากรวมพวกเราสองคนเข้าไปด้วยเล่า?"
เสียงแหลมเล็กสายหนึ่งดังขึ้น
จากนั้นที่ด้านหลังของนักรบชุดดำทั้งสิบคน ก็มีคนสองคนค่อยๆ ก้าวเดินออกมา
คนหนึ่งเป็นชายหนุ่ม อีกคนหนึ่งเป็นชายชรา
กลิ่นอายทั่วร่างของทั้งคู่ กลับอยู่ในระดับขอบเขตหลอมอวัยวะ!
คนสองคนนี้ต่างหากที่เป็นตัวจริง!
ที่ท้ายขบวน หลี่ฉี่หมิงใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันที ในยามที่คนทั้งสองปรากฏตัวขึ้นมา เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งเข้าจู่โจม!
"ขอเรียนถามนามอันสูงส่งของทั้งสองท่าน?" มู่หรงชางไห่ขมวดคิ้วถาม
"ข้าคือเฉินซวงแห่งพรรคมาร ส่วนท่านผู้นี้คืออาวุโสหลิวหยุนแห่งพรรคของเรา" เฉินซวงมีสีหน้าขาวซีดอย่างดูประหลาด ระหว่างคิ้วและแววตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอย่างปิดไม่มิด!
ส่วนอาวุโสหลิวหยุน สวมชุดคลุมสีขาว คิ้วขาวเคราขาว มองจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว จะมีส่วนไหนที่เหมือนคนของพรรคมารแม้แต่เศษเสี้ยว
"พรรคมารรึ? พรรคมารที่มักจะเข่นฆ่าล้างหมู่บ้านทำลายล้างเมือง และใช้เพลงดาบมารสั่นสะเทือนยุทธภพทางภูมิภาคใต้แห่งนั้นน่ะรึ?"
มู่หรงชางไห่และเสิ่นฉางเซิงอดไม่ได้ที่จะหันมาสบตากันอีกครั้ง ต่างก็มองเห็นความเคร่งขรึมในส่วนลึกของแววตาของอีกฝ่าย
เพราะว่ากันว่าศิษย์พรรคมารนั้นกระหายการเข่นฆ่าเป็นสันดาน โหดเหี้ยมและบ้าคลั่ง! เอะอะก็คิดจะเข่นฆ่ากับผู้คนให้ตายกันไปข้างหนึ่ง!
เรียกได้ว่ารับมือได้ยากยิ่ง!
เพราะอย่างไรเสีย ชื่อเสียงของพรรคมาร ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสังเวยด้วยชีวิตมนุษย์สายแล้วสายเล่าจนได้มา!
พละกำลังในการต่อสู้จริงย่อมมีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก!
มู่หรงชางไห่พิจารณาเฉินซวงอย่างละเอียด ทันใดนั้นในใจก็สั่นไหว เอ่ยถามว่า "เฉินซวงรึ? เฉินซวงอัจฉริยะวิชาดาบผู้อยู่อันดับสิบในทำเนียบอัจฉริยะ ผู้ได้รับฉายาว่า 'ดาบเร็วสะท้านอัสนี' คนนั้นน่ะรึ?"
เล่าลือกันว่า พรสวรรค์ในวิชาดาบของเฉินซวงนั้น หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี!
"ถูกต้อง เป็นข้าเอง" เฉินซวงดูเหมือนจะพึงพอใจกับความตกตะลึงของอีกฝ่ายอย่างมาก เขาหรี่ตาลงพลางค่อยๆ พยักหน้ารับคำ
"ยุทธภพเล่าลือกันว่า เจ้ามีโอกาสที่จะกลายเป็นนักรบขอบเขตหลอมอวัยวะที่อายุน้อยที่สุดในรอบหลายร้อยปีมานี้... หรือว่าตอนนี้เจ้า ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมอวัยวะเรียบร้อยแล้ว?" มู่หรงชางไห่รู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ เอ่ยถามด้วยความไม่สบายใจ
เพราะอย่างไรเสีย ตัวเขาเองก็แก่ชรามากแล้ว เลือดลมเริ่มเสื่อมถอย การต้องต่อสู้กับนักรบขอบเขตหลอมอวัยวะที่ยังหนุ่มย่อมต้องเสียเปรียบเป็นธรรมดา ทว่าเขายังมีสภาวะดาบติดตัว จึงไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย!
"หลอมอวัยวะ... ข้ายังขาดไปอีกเพียงเล็กน้อย ทว่า ก็คงจะใกล้แล้วล่ะ" เฉินซวงเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ปิดบัง
พอคำพูดนี้หลุดออกมา มู่หรงชางไห่และเสิ่นฉางเซิงก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกว่าแรงกดดันลดน้อยลงไปบ้างเล็กน้อย
ทว่า ถึงจะเป็นเช่นนั้น กลิ่นอายบนร่างของเฉินซวง ก็ไม่ใช่สิ่งทีกองกำลังขอบเขตหลอมกระดูกทั่วไปจะเทียบเคียงได้! มันเข้าใกล้ขอบเขตหลอมอวัยวะอย่างไม่มีขีดจำกัดแล้ว!
"ทั้งสองท่าน ระหว่างพวกเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน ไม่ทราบว่าพวกท่านมาที่นี่ มีจุดประสงค์สิ่งใดหรือ?"
มู่หรงชางไห่เอ่ยถาม
เฉินซวงเบนสายตาไปจับจ้องที่เกี้ยวซึ่งอยู่ด้านหลังของทุกคน ก่อนจะเอ่ยว่า:
"ตระกูลเซี่ยถูกพรรคมารของข้าเข่นฆ่าล้างบางจนหมดสิ้นแล้ว ทว่ากลับยังหาตัวคุณหนูเซี่ยไม่พบ ที่แท้ก็นึกไม่ถึงว่าจะมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ทำเอาพวกข้าต้องตามหากันจนเหนื่อยทีเดียว!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนถึงได้เข้าใจ ที่แท้เป้าหมายก็คือสตรีที่อยู่ในเกี้ยวคันนั้นงั้นรึ?
เสียงที่เคยโอหังอวดดีจากภายในเกี้ยวก่อนหน้านี้ ในเวลานี้กลับเงียบกริบไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา เห็นได้ชัดว่าเริ่มรู้จักความกลัวเข้าให้แล้ว
"ผู้อาวุโสมู่หรง พวกนางเป็นใครกันแน่ขอรับ? เหตุใดถึงได้ไปล่วงเกินพรรคมารเข้า?" เสิ่นฉางเซิงขมวดคิ้วเอ่ยถาม
เดิมทีเขานึกว่าภารกิจในครั้งนี้จะเรียบง่ายธรรมดา นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาพัวพันกับพรรคมารเช่นนี้!
ทั้งเฉินซวงผู้อยู่อันดับสิบในทำเนียบอัจฉริยะ ทั้งอาวุโสหลิวหยุนผู้มีกลิ่นอายลึกล้ำในขอบเขตหลอมอวัยวะ แถมยังมีนักรบขอบเขตหลอมกระดูกอีกสิบคน ขบวนทัพเช่นนี้... รับมือยากนัก!
ยิ่งไปกว่านั้น โอกาสสูงมากที่จะสู้ไม่ได้!
แม้สำนักยุทธ์จะสนับสนุนการยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยความผดุงความยุติธรรม ทว่าก็ไม่เคยสนับสนุนให้เหล่าศิษย์ไปรนหาที่ตาย!
ไม่ว่าในยามใด ชีวิตของตนเองย่อมสำคัญที่สุดเสมอ!
ท่านปรมาจารย์หลงอิ้งเทียนก็เคยกล่าวไว้ว่า การผดุงความยุติธรรม มีเพียงตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้นถึงจะทำได้ หากตายไปแล้ว ก็ย่อมไม่อาจทำสิ่งใดได้อีกต่อไป!
"เฮ้อ ความจริงแล้วคุณหนูเซี่ยผู้นี้ ก็คือเซี่ยปิงปิงผู้อยู่อันดับสิบในทำเนียบโฉมงามนั่นเอง!"
มาถึงขั้นนี้แล้ว มู่หรงชางไห่ก็ไม่อาจมามัวรักษากฎเกณฑ์จรรยาบรรณของอาชีพได้อีกต่อไป หากเขยังไม่ยอมพูดความจริง มีโอกาสสูงมากที่เสิ่นฉางเซิงจะสะบัดก้นทิ้งงานไป!
เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีใครเป็นคนโง่!
ออกมาปฏิบัติภารกิจนะมิใช่เอาชีวิตมาทิ้ง!
"เซี่ยปิงปิงผู้อยู่อันดับสิบในทำเนียบโฉมงามรึ? ยอดหญิงงามล่มเมืองผู้มีกายาศักดิ์สิทธิ์น้ำแข็งมาตั้งแต่กำเนิด และมีผิวพรรณงดงามราวกับเกล็ดน้ำแข็งคนนั้นน่ะรึ?!"
เสิ่นฉางเซิงขมวดคิ้วเอ่ยออกมา ในใจของเขาเริ่มบังเกิดโทสะขึ้นมาหลายส่วน เรื่องสำคัญถึงเพียงนี้เหตุใดถึงไม่ยอมบอกกล่าวกันให้เร็วกว่านี้? แถมยังต้องมาหามเกี้ยวเฮงซวยนี่เดินลุยทางบนเขา จนต้องเสียเวลาไปมากมายขนาดนี้อีก!
"ในเมื่อเป้าหมายของพวกเจ้าคือสตรีสองนางในเกี้ยวคันนี้ เช่นนั้น ก็ตามสบายเถอะ!" เสิ่นฉางเซิงเอ่ยออกมาตรงๆ ทันที
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนในที่นั้นต่างพากันตกตะลึง
หลี่ฉี่หมิงที่อยู่ท้ายขบวนเองก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปแวบหนึ่ง ในใจลอบคิดว่า 'ทำแบบนี้ก็ได้งั้นรึ?'
แต่พอมาลองตรองดูดีๆ เสิ่นฉางเซิงถือว่าถูกหลอกให้มาติดกับเข้าจริงๆ นั่นแหละ!
"ไม่ได้นะ! พวกเจ้ามีหน้าที่ต้องปกป้องความปลอดภัยของพวกเรา!" ภายในเกี้ยวพลันมีเสียงของสาวใช้ปากแข็งนางนั้นดังขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลนลานและตื่นตระนกอย่างยิ่ง
เห็นได้ชัดว่านางเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าเสิ่นฉางเซิงจะไม่เล่นตามกฎเกณฑ์เช่นนี้!
"ปกป้องบิดาเจ้าสิ! พวกเจ้าไม่ได้โปรดปรานการนั่งเกี้ยวนักหหรอกรึ? เช่นนั้นก็นั่งรอความตายอยู่ในเกี้ยวนั่นแหละ!" เสิ่นฉางเซิงเอ่ยปากด่าออกมาตรงๆ
หากเร่งเดินทางตามปกติ ป่านนี้คงจะถึงเมืองจิ้นหนานไปนานแล้ว และคงไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นแน่นอน สตรีสองนางนี้กลับดึงดันจะนั่งเกี้ยวให้ได้ จนต้องมาเสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เกือบทั้งวัน
สาวใช้ภายในเกี้ยวในเวลานี้ก็เริ่มรู้ถึงความหนักเบาของสถานการณ์แล้ว หากเสิ่นฉางเซิงไม่ยอมลงมือ ลำพังเพียงมู่หรงชางไห่คนเดียว จะไปต้านทานพวกเฉินซวงเอาไว้ได้อย่างไร?
น้ำเสียงของสาวใช้เริ่มอ่อนลง รีบเอ่ยปากอ้อนวอนว่า:
"คุณชายเสิ่น ผู้อาวุโสมู่หรง พวกเราสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ..."
เสิ่นฉางเซิงส่ายหัว 'ตอนนี้เพิ่งมารู้จักเสียใจงั้นรึ? สายไปแล้ว!'
เขาหันหน้าไปมองพวกฉินอวี่และหลี่ฉี่หมิงที่อยู่ท้ายขบวน "ศิษย์น้องทั้งหลาย น้ำขุ่นสายนี้พวกเราจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว พวกเจ้าตามข้ามา!"
หลี่ฉี่หมิงลอบยกนิ้วโป้งให้ในใจ ศิษย์พี่ใหญ่ท่านนี้ช่างเป็นคนทำอะไรได้สะใจและเด็ดขาดสิ้นดี!
ทว่า
"พวกเจ้าเดินจากไปไม่ได้" เฉินซวงส่ายหน้าพลางเอ่ย
"หืม? เป้าหมายของพวกเจ้าคือสตรีสองนางนั้น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?" เสิ่นฉางเซิงเอ่ย
"แม้ว่าข้าจะมาที่นี่เพื่อตัวของเซี่ยปิงปิง ทว่า ได้ยินมาว่าเจ้าคืออัจฉริยะแห่งสำนักยุทธ์หลงอิน เล่าลือกันว่าวิชา 'กระบี่มังกรคำรน' ของสำนักยุทธ์หลงอินสามารถปกป้องสำนักมาได้ยาวนานถึงสามร้อยปี ตัวข้าเองก็อยากจะขอคำชี้แนะมาตั้งนานแล้ว!"
เฉินซวงเอ่ยขึ้น
"อีกทั้ง ผู้อาวุโสมู่หรงท่านนี้ ก็เป็นอัจฉริยะวิชาดาบที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี วิชา 'เพลงดาบคลื่นสมุทร' ที่ท่านคิดค้นขึ้นเอง ก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกคันไม้คันมือจนยากจะทานทน!"
"วาจาโอหังนัก!" มู่หรงชางไห่หรี่ตาลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"หึๆ ตัวข้าเสิ่นหมอนี้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวาย แต่ก็ใช่ว่าจะหวาดกลัวเจ้า! ในเมื่อเจ้าต้องการจะรบ! เช่นนั้นก็รบกันสักตั้ง!"
เสิ่นฉางเซิงไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตัวเขาเองก็เป็นนักรบคนหนุ่ม ย่อมต้องมีศักดิ์ศรีในวิถีแห่งยุทธ์ของตัวเองเช่นกัน!
เขาเปลี่ยนน้ำเสียง หันไปมองพวกหลี่ฉี่หมิง "ทว่า ศิษย์น้องของข้ากลุ่มนี้อายุยังน้อยนัก พละกำลังยังอ่อนด้อย พอจะปล่อยให้พวกเขาเดินทางจากไปก่อนได้หรือไม่?"
เฉินซวงส่ายหน้าปฏิเสธ: "ต้องขออภัยด้วย พรรคมารของข้าเวลาลงมือทำสิ่งใด... ไม่เคยเหลือผู้รอดชีวิตไว้แม้แต่คนเดียว!"
ในพริบตานั้น!
ทั่วทั้งวัดเก่ากลางป่าเขา พลันอบอวลไปด้วยจิตสังหารที่เดือดพล่านขึ้นมาทันที!