เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16

บทที่ 16

บทที่ 16


บทที่ 16 โลกใบนี้ช่างอันตรายเหลือเกิน

เช้าวันรุ่งขึ้น

หลี่ฉี่หมิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเก็บข้าวของสัมภาระของตัวเอง

ความจริงก็ไม่มีอะไรมาก มีเพียงเงินไม่กี่ตำลึงเท่านั้น

แม้แต่เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนก็ไม่มี เพราะที่มีอยู่ล้วนเป็นชุดเด็กรับใช้

หลังจากนี้ชุดเด็กรับใช้เหล่านี้คงไม่มีโอกาสได้ใส่อีกแล้ว เมื่อคืนเขาจึงยกให้ลูกน้องคนหนึ่งไปเสีย

หลี่ฉี่หมิงมายืนที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมไหลฝู เขาเหลียวหลังกลับไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

ไม่นานนักเขาก็มาถึงสำนักยุทธ์หลงอิน

สำนักยุทธ์หลงอินนั้นดูยิ่งใหญ่อลังการ สถาปัตยกรรมดูเก่าแก่ทว่าหรูหรา เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่ที่สุดในเมือง

และยังเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลงเฉวียนอย่างไร้ข้อกังขา!

ว่ากันว่าสำนักยุทธ์หลงอินแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงสามร้อยปีแล้ว!

เรียกได้ว่ามีรากฐานที่มั่นคงยิ่งนัก

อย่าได้ดูแคลนเวลาสามร้อยปีนี้เชียว ตามประวัติศาสตร์ที่หลี่ฉี่หมิงเคยรู้มา ในโลกโบราณชาติก่อน แทบไม่มีราชวงศ์ไหนที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้โดยไม่ถูกโค่นล้ม

โดยเฉลี่ยแล้วอายุขัยของราชวงศ์หนึ่งมักจะอยู่ไม่ถึงสองร้อยปีด้วยซ้ำ

ทว่าสำนักยุทธ์หลงอินกลับดำรงอยู่มาได้ถึงสามร้อยปี!

ในรัศมีร้อยลี้แห่งนี้ สำนักแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายยักษ์ที่ไร้คู่ต่อสู้!

แม้กระทั่งทางการเองยังต้องไว้หน้าสำนักยุทธ์หลงอินถึงเจ็ดส่วน!

'ก้าวเดินครั้งนี้ของข้าถูกต้องแล้ว!'

หลี่ฉี่หมิงลอบพยักหน้าในใจ จุดประสงค์ของเขาคือการหาที่พึ่งพิง เพื่อจะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ไม่ถูกนักรบที่แข็งแกร่งหรือปีศาจฆ่าตายไปส่งๆ

เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองได้เติบโต!

ในเมื่ออุตส่าห์เข้าสำนักยุทธ์ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือต้องแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด!

สาเหตุสำคัญที่ทุกคนอยากเข้าสำนักยุทธ์หลงอินและแย่งชิงตำแหน่งศิษย์สายนอกกัน นอกจากชื่อเสียงแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งนั่นคือการฝึกยุทธ์!

แม้ 'หมัดพยัคฆ์คำรน' จะเป็นวรยุทธ์แขนงหนึ่ง แต่มันก็เป็นเพียงวิชาที่ไม่นับเป็นลำดับขั้นเท่านั้น

ทว่าสำนักยุทธ์หลงอินที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ว่ากันว่ามีหอตำราสูงสามชั้นที่เต็มไปด้วยคัมภีร์วรยุทธ์ล้ำค่า!

'แบบนี้มันปลอดภัยกว่าการไปแอบแตะศพตั้งเยอะ แถมการแตะศพดรอปของก็ไม่แน่นอน ไม่แน่ว่าจะมีวิชาวรยุทธ์ให้เก็บหรือเปล่า...'

ที่สำคัญที่สุดคือ การแตะศพมีความเสี่ยง!

ตอนนี้พลังของเขาต่ำเตี้ยเหลือเกิน

โลกภายนอกอันตรายเกินไป เร้นกายอยู่ในสำนักยุทธ์นี่ยแหละคือทางเลือกที่ฉลาดที่สุด!

หลี่ฉี่หมิงนึกถึงนิยายออนไลน์ในชาติก่อนที่เคยอ่าน ตัวเอกบางคนเร้นกายอยู่ในป่าลึกเป็นพันปี พอออกจากป่ามาก็ไร้เทียมทานไปทั่วหล้า!

เขาเตรียมจะทำแบบนั้นแหละ!

จะเร้นกายก็ต้องเร้นให้ถึงที่สุด!

แน่นอนว่าเขาอาจจะอายุไม่ยืนยาวขนาดนั้น... เพราะยังไม่เคยได้ยินว่าโลกใบนี้มีคนที่มีอายุถึงพันปีเลย

แม้แต่คนที่อายุหลายร้อยปีก็ยังไม่เห็นจะมี

ในขณะที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหลี่ฉี่หมิง

"พี่ฉี่หมิง ข้าชื่อหวังเจี๋ยขอรับ"

หวังเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความประหม่า

เขาคนนี้ก็คือหลานชายตัวน้อยของหลงจู๊หวังนั่นเอง

และเป็นคนที่หลงจู๊หวังกำชับไว้ให้คอยรอรับหลี่ฉี่หมิงอยู่ที่นี่

หวังเจี๋ยตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาก ยืนรออยู่ที่หน้าประตูมานานถึงหนึ่งชั่วยามแล้ว

เพราะไม่มีใครรู้ว่าหลี่ฉี่หมิงจะมาลงทะเบียนเมื่อไหร่

"หวังเจี๋ย"

หลี่ฉี่หมิงพยักหน้าพลางพิจารณาอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า นี่คือเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่ดูเหมือนคนขาดสารอาหาร ซึ่งหาได้ยากในหมู่นักรบ เพราะคนที่ฝึกยุทธ์ต่อให้ไม่เป็นชายกล้ามโต แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีกล้ามเนื้อให้เห็นบ้าง หรือไม่ก็ควรจะดูแข็งแรงกว่านี้สักหน่อย

หวังเจี๋ยคนนี้ น่าจะมีปัญหาที่สภาพร่างกายมาตั้งแต่เกิด

ขอบเขตวรยุทธ์ทั่วร่างก็ต่ำต้อยยิ่งนัก อยู่เพียงระดับเริ่มต้นของขอบเขตหลอมโลหิตเท่านั้น เรียกได้ว่าอ่อนแอยิ่งกว่าหลี่ฉี่หมิงตอนเริ่มต้นเสียอีก

หน้าตาก็ดูธรรมดาจืดชืด มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกที่ถูกรังแกได้ง่าย...

มิน่าเล่าหลงจู๊หวังถึงได้บอกว่าหวังเจี๋ยมักจะถูกรังแกอยู่เสมอ ท่าทางเหมือนกระสอบทรายให้คนระบายอารมณ์แบบนี้ แม้แต่หลี่ฉี่หมิงเห็นแล้วยังนึกอยากจะซัดสักสองหมัด

หลี่ฉี่หมิงถึงขั้นสงสัยว่า หวังเจี๋ยจะมีพรสวรรค์ 'ร่างกายที่เกิดมาเพื่อถูกรังแก' หรือเปล่า?

"ข้าเข้าสำนักมาทีหลัง ตามหลักแล้วควรเรียกเจ้าว่า ศิษย์พี่หวัง"

หลี่ฉี่หมิงประสานมือเอ่ยออกมา

หวังเจี๋ยตกใจจนรีบโบกไม้โบกมือพัลวันแล้วเอ่ยว่า:

"พี่ฉี่หมิง ท่านอย่าล้อข้าเล่นเลยขอรับ... ในสำนักยุทธ์ไม่ได้นับลำดับอาวุโสตามเวลาที่เข้าสำนักหรอก ที่นี่นับถือผู้แข็งแกร่งเป็นครู!"

"ขอบเขตพลังของท่านสูงกว่าข้า ตามหลักการแล้ว ข้าควรจะเรียกท่านว่าศิษย์พี่ถึงจะถูก!"

หลี่ฉี่หมิงชะงักไปครู่หนึ่ง นี่มันต่างจากที่เขาคิดไว้แฮะ

ทว่านี่คือโลกวรยุทธ์ ทุกอย่างตัดสินกันที่พละกำลัง

พอมาคิดดูแบบนี้ มันก็ดูสมเหตุสมผลดี

"พี่ฉี่หมิง ข้าจะพาท่านไปลงทะเบียนบ้านนะขอรับ เมื่อมีทะเบียนบ้านของสำนักยุทธ์แล้ว ไม่ว่าในใต้หล้านี้ท่านจะไปที่ไหนก็ย่อมได้!"

หวังเจี๋ยเอ่ยด้วยความตื่นเต้น

"ได้ รบกวนเจ้าด้วย"

หลี่ฉี่หมิงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก แต่เขารู้ดีว่าการมีทะเบียนบ้าน โดยเฉพาะทะเบียนบ้านของสำนักยุทธ์ ย่อมต้องเป็นเรื่องดีแน่นอน

ภายในสำนักยุทธ์มีที่สำหรับจัดการเรื่องทะเบียนบ้านโดยเฉพาะ

หลังจากเปลี่ยนทะเบียนบ้านแล้ว หลี่ฉี่หมิงถึงจะได้สลัดคราบเด็กรับใช้ออกไปได้อย่างแท้จริง

เดิมทีเขาจัดอยู่ในกลุ่มเด็กรับใช้ ในสมุดทะเบียนบ้านจะเขียนว่า 'บัญชีไพร่' แต่ตอนนี้กลับเขียนว่า 'บัญชีนักรบ' แทน

ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับชุดคลุมสีเทาซึ่งเป็นเครื่องแบบสำหรับศิษย์สายนอกมาหนึ่งชุด

หลี่ฉี่หมิงมองชุดคลุมสีเทาในมือด้วยความสงสัย แล้วมองไปที่ชุดคลุมสีเทาแบบเดียวกันบนตัวหวังเจี๋ย... เขาจำได้ว่าพวกฉินอวี่หรือชีเวยเวยไม่ได้ใส่ชุดสีดำหรอกหรือ?

สงสัยก็ต้องถาม

คำตอบที่ได้รับก็คือ ชุดคลุมสีดำเหล่านั้นเป็นของ 'ศิษย์ดีเด่น' ท่ามกลางเหล่าศิษย์สายนอก

ส่วนชุดคลุมสีเทา คือศิษย์สายนอกระดับธรรมดาทั่วไป

การจะกลายเป็น 'ศิษย์ดีเด่น' จำเป็นต้องอยู่ขอบเขตหลอมโลหิตระยะกลางขึ้นไป และในขณะเดียวกันก็ต้องมี 'แต้มผลงาน' ให้กับสำนักถึงระดับหนึ่งด้วย

"แต้มผลงาน?"

หลี่ฉี่หมิงจับใจความสำคัญได้จึงขมวดคิ้วถามออกไป

หวังเจี๋ยพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม:

"ใช่ขอรับ... ในสำนักมี 'หอผลงาน' ภายในนั้นมีภารกิจมากมาย เมื่อทำภารกิจของสำนักสำเร็จ ก็จะได้รับแต้มผลงาน"

"แต้มผลงานมีความสำคัญอย่างยิ่งภายในสำนักยุทธ์ และเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุด สามารถนำไปใช้ซื้ออาวุธ ซื้อคัมภีร์วรยุทธ์ หรือแม้แต่โอสถ..."

"เดี๋ยวก่อน!"

หลี่ฉี่หมิงนวดขมับตัวเอง เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันต่างจากที่เขาจินตนาการไว้เหลือเกิน!

เขาอุตส่าห์อยากจะเร้นกายอยู่สักพันปี รอจนไร้เทียมทานแล้วค่อยออกจากสำนัก ทำไมยังต้องไปทำภารกิจอะไรอีก?

"ภารกิจ? ทำไมถึงต้องมีภารกิจด้วยล่ะ?"

หลี่ฉี่หมิงรู้สึกไม่เข้าใจอย่างยิ่ง

สำนักยุทธ์หลงอินผู้ยิ่งใหญ่ จำเป็นต้องให้คนไปทำภารกิจพวกนี้เพื่ออะไร?

คราวนี้เป็นฝ่ายหวังเจี๋ยที่ชะงักไปบ้าง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามคำถามที่จริงจังออกมาข้อหนึ่ง:

"พี่ฉี่หมิง ท่านคิดว่าโลกใบนี้ปลอดภัยไหมขอรับ?"

หลี่ฉี่หมิงส่ายหน้าโดยไม่ต้องหยุดคิด

"แต่ถ้าข้าบอกท่านว่า ความไม่ปลอดภัยในตอนนี้ เป็นสถานการณ์ที่มีผู้คนจำนวนมหาศาลยอมลงมือเพื่อปกป้องรักษามันเอาไว้ล่ะขอรับ?" หวังเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก

หลี่ฉี่หมิงใจสั่นสะท้าน

"ใช่แล้ว สำนักยุทธ์หลงอินก็คือตัวตนเช่นนั้น... อย่ามองว่าภายในเมืองหลงเฉวียนดูเหมือนจะมีอันตรายมากมาย แต่ว่า... โลกภายนอกกำแพงเมืองนั้นอันตรายยิ่งกว่า!"

"ทั้งเหล่าปีศาจ ผู้ฝึกมาร นักรบที่บ้าคลั่งการเข่นฆ่า โจรป่า และเหล่าคนชั่วที่มีอยู่ดาษดื่น! แถมยังมีสิ่งวิปริตลี้ลับปรากฏออกมาไม่ซ้ำหน้า!"

"ในแต่ละวันจะมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล ซากศพเกลื่อนกลาด เลือดไหลนองเป็นสายน้ำอยู่บ่อยครั้ง"

"หากไม่มีเหล่านักรบฝ่ายธรรมะอย่างพวกเราออกโรงปกป้องรักษาไว้ โลกทั้งใบก็คงจะพินาศย่อยยับในพริบตา ราษฎรคงต้องอยู่อย่างทุกข์ยากลำบาก"

"การผดุงความยุติธรรมให้แก่โลก คือเจตนารมณ์ดั้งเดิมของท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก 'หลงอิ้งเทียน' และนี่คือคำสอนประจำสำนักที่สืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัย!"

หลี่ฉี่หมิงฟังจนหูอื้ออึงไปหมด ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ

นึกไม่ถึงเลยว่าสำนักยุทธ์จะเป็นสำนักยุทธ์เช่นนี้ และยิ่งนึกไม่ถึงว่าโลกใบนี้จะอันตรายถึงขนาดนั้น!

มันเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไปไกลโข!

"พี่ฉี่หมิง วางใจเถอะขอรับ สำนักยุทธ์จะไม่บังคับให้ท่านไปทำภารกิจที่ท่านทำไม่ไหวหรอก... ปกติข้าก็จะไปรวมกลุ่มกับคนอื่น คอยช่วยงานที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ ก็จะพอแบ่งแต้มผลงานมาได้บ้าง..."

หวังเจี๋ยเห็นว่าสีหน้าของหลี่ฉี่หมิงดูไม่ค่อยดีนัก จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

จบบทที่ บทที่ 16

คัดลอกลิงก์แล้ว