- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1746 (868) ท่าทีไม่ชัดเจน (ตอนฟรี)
บทที่ 1746 (868) ท่าทีไม่ชัดเจน (ตอนฟรี)
บทที่ 1746 (868) ท่าทีไม่ชัดเจน (ตอนฟรี)
บทที่ 1746 (868) ท่าทีไม่ชัดเจน
และก็เป็นไปตามคาดคนที่เดินเข้ามาคือจี้ช่าวเหลยและฉู่หวังตง จี้เฟิงลุกขึ้นยืนพลางเผยรอยยิ้มบาง “ผู้ช่วยฉู่มาแล้วเหรอครับ...”
ทว่าฉู่หวังตงกลับมองมาที่เขา ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “น้องชายยังจะพูดจาสุภาพกับพี่อีกงั้นเหรอ?”
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา พลางปรายตาไปมองจี้ช่าวเหลย ซึ่งฝ่ายหลังก็ส่งรอยยิ้มกลับมาให้เขา “น้องสามหวังตงรู้เรื่องทั้งหมดแล้วล่ะ”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!
อันที่จริงทันทีที่ฉู่หวังตงเอ่ยปากออกมา จี้เฟิงก็เข้าใจได้ทันทีว่าฉู่หวังตง จะต้องรับรู้ฐานะของตนเองและพี่รองมาจากปากของพี่รองแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรจำเป็นต้องปิดบังอยู่แล้ว การที่เขาและพี่รองเดินทางมายังสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ เดิมทีก็เพื่อมาช่วยอาหญิงคลี่คลายปัญหาและหลังจากนั้น ก็จะพยายามโน้มน้าวให้อาหญิงเดินทางกลับประเทศให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยที่สุดก็ต้องกลับไปพบหน้าท่านปู่ให้ได้
ดังนั้นสำหรับครอบครัวของอาหญิงแล้ว ฐานะของพวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องหลบซ่อนเลยสักนิด
ในตอนนี้เมื่อเปิดอกคุยกันได้แล้ว มันกลับยิ่งส่งผลดีต่อการประสานงานร่วมกันในอนาคตมากกว่าเสียอีก จี้เฟิงจึงมีมุมมองในแง่ดีต่อเรื่องนี้
“ว้าว!”
ทันใดนั้นเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจก็ดังขึ้น จากนั้นจี้เฟิงก็มองเห็นเงาร่างสีแดงเพลิงสายหนึ่ง โผล่ออกมาจากด้านหลังของจี้ช่าวเหลยและฉู่หวังตง “นายเป็นลูกของลุงใหญ่จริงๆเหรอ? เป็นน้องชายของฉันใช่ไหม?”
จี้เฟิงตกตะลึงไปชั่วขณะเขาตั้งสติและเพ่งมองดูดีๆ ถึงได้เห็นว่าเงาร่างสีแดงเพลิงนี้ที่แท้ก็คือศีรษะของฉู่เยว่ ส่วนสีแดงนั่นก็คือเส้นผมของเธอ... หากไม่พิจารณาดูให้ละเอียดถี่ถ้วน คงนึกว่ามีไฟลุกท่วมอยู่ด้านหลังของฉู่หวังตงและจี้ช่าวเหลยเสียแล้ว!
จี้ช่าวเหลยพยักหน้าพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “ใช่แล้วล่ะฉู่เยว่ นี่คือน้องชายของเธอ จี้เฟิงก่อนหน้านี้ที่โรงฝึกของเว่ยต้ากรุ๊ปพวกนายคงจะได้พบหน้ากันมาแล้วใช่ไหม?”
“อ๊ะ! ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเคยเจอกันแล้ว แต่ตอนนั้นฉันยังไม่มีเวลาได้มองดูให้ชัดๆเลยนี่นา” ฉู่เยว่กล่าว “ตอนนั้นฉันมัวแต่สนใจดูการประลองฝีมือน่ะสิ ใครจะไปนึกว่าไอ้หมอนี่ที่เกือบจะเดินชนฉัน ท้ายที่สุดแล้วกลับกลายมาเป็นน้องชายของฉันไปได้?”
“……”
‘ตอนนั้นเป็นเธอต่างหาก ที่จู่ๆก็ผลักประตูพรวดพราดเข้ามาโดยไม่ยอมดูตาม้าตาเรือเลยสักนิด ถึงได้เกือบจะชนฉันเข้าให้ต่างหากเล่า?’
แต่ในประเด็นนี้จี้เฟิงคิดว่า การไม่เข้าไปโต้เถียงด้วยย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เขาดูออกแล้วว่านิสัยของฉู่เยว่นั้นมีความมุทะลุและวู่วามเกินไปจริงๆ หากคิดจะไปต่อความยาวสาวความยืดกับเธอในเรื่องนี้ มีแต่จะหาความลำบากมาใส่ตัวเปล่าๆ
ดังนั้นจี้เฟิงจึงเลี่ยงประเด็นนี้ไปอย่างชาญฉลาด เขาไอแห้งๆออกมาทีหนึ่งก่อนส่งรอยยิ้มพร้อมเอ่ยทักทาย “พี่สาว สวัสดีครับ”
ฉู่เยว่พลันคลี่ยิ้มกว้างจนดวงตาทั้งสองข้างโค้งงอเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ดูท่าเธอจะค่อนข้างพึงพอใจต่อท่าทีของจี้เฟิงเป็นอย่างมาก เธอเดินออกมาจากด้านหลังของพวกจี้ช่าวเหลยและฉู่หวังตง ด้วยท่าที่เอามือไพล่หลังก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของจี้เฟิง จากนั้นก็ใช้สายตากวาดมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังประเมินสายตาคู่นั้นทำให้จี้เฟิงรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย
“อืม! ไม่เลวเลยดูท่าทางภูมิฐาน เป็นผู้เป็นคนอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าอย่างน้อยก็คงไม่คิดว่านายทำให้ฉันต้องขายหน้าหรอก” ฉู่เยว่ทำท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ผ่านโลกมามาก พลางเอ่ยวิพากษ์วิจารณ์ตัวของจี้เฟิง
“……”
บนหน้าผากของจี้เฟิงพลันปรากฏเส้นดำขึ้นมาหลายเส้นทันที
ฉู่หวังตงเอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวเยว่พอได้แล้ว จี้เฟิงเป็นญาติของเรา เป็นคนกันเองพูดจาอย่าให้มันไร้มารยาทนัก”
ทว่าใครจะไปรู้เมื่อฉู่เยว่ได้ยินเช่นนั้น เธอกลับกลอกตาไปมาพลางเอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “เหอะ~~! พี่จะไปรู้อะไรล่ะ เป็นเพราะฉันเห็นพวกเขา เป็นคนในครอบครัวเดียวกันหรอกนะ ถึงได้ยอมพูดด้วยแบบนี้ ถ้าเป็นคนนอกล่ะก็ฉันไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ”
ฉู่หวังตงส่ายหน้าอย่างระอาใจ จังหวะที่กำลังจะเอ่ยปากพูดต่อนั้น จี้ช่าวเหลยที่อยู่ด้านข้างก็หัวเราะขึ้นมา “เอาเถอะหวังตง เสี่ยวเยว่ยังเด็กอยู่เลย นายอย่าไปว่าเธอเลยน่า”
ฉู่หวังตงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า “เธอยังเด็กงั้นเหรอ? ดูจี้เฟิงสิเขาอายุน้อยกว่าเธออีก แต่ดูท่าทางของเขาเหมือนจะเป็นพี่ชายมากกว่า ยัยเด็กคนนี้มันน่าจริงๆ...”
เมื่อฉู่เยว่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตากลมโตคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้นมาทันทีพลางเอ่ยอย่างแง่งอนว่า “พี่ใหญ่ พี่กล้าดียังไงมาว่าฉันแบบนี้ เชื่อไหมว่าถ้ากลับไปเมื่อไหร่ฉันจะฟ้องพ่อแน่ ถ้าพ่อรู้เข้าพ่อต้องจัดการพี่อย่างสาสมแน่!”
ฉู่หวังตงหันหน้าไปกล่าวว่า “ช่าวเหลย นายเห็นหรือยังล่ะ?”
จี้ช่าวเหลยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เอาล่ะๆฉันว่าพวกเรานั่งลงก่อน แล้วค่อยๆคุยกันไปเถอะ”
จี้เฟิงเองก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มขำ เขาดูออกแล้วว่าอันที่จริงฉู่เยว่ถูกตามใจจนเสียคนมากกว่า ถึงได้มีท่าทีที่ดูเอาแต่ใจและดื้อรั้นไปบ้าง อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าวันนี้ เธอจะไม่ได้แต่งหน้าจัดเต็มอะไรพอพิจารณาดูในตอนนี้ ฉู่เยว่ก็นับว่าเป็นหญิงสาวที่จัดว่าสวยงามมากคนหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นงดงามหยาดเยิ้มเลอโฉม ทว่ารูปร่างหน้าตาของเธอก็นับว่าโดดเด่นสะดุดตาไม่น้อย
แน่นอนว่านี่ต้องมองผ่านมุมมองสายตาของคนจีนเท่านั้น
หากเป็นพวกกลุ่มประเทศตะวันตก มาตรฐานความงามของพวกเขาย่อมมีความแตกต่างจากคนจีนอยู่มากทีเดียว
สายตาของจี้เฟิงกวาดผ่านเงาร่างของฉู่เยว่ไปพลางอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆ ในตอนนี้สิ่งเดียวบนเรือนร่างของฉู่เยว่ที่ทำให้คนรู้สึกขัดตามากที่สุดก็คือ เส้นผมสีแดงเพลิงของเธอนั่นแหละมันดูขวางหูขวางตาอยู่ไม่น้อยจริง ๆ
หากมองมาจากระยะไกลๆแวบแรกที่เห็น อาจจะทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่ามีไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ บินมาจากที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้!
ทรงผมของเธอนั้นมันช่าง คล้ายคลึงกับหงอนบนหัวของไก่ตัวผู้ไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักนิด!
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มๆ อันที่จริงจากทรงผมของฉู่เยว่ ก็พอจะมองเห็นนิสัยใจคอของเธอคนนี้ได้รางๆแล้ว หากเป็นคนที่มีนิสัยเรียบร้อยรักความสงบไม่ชอบทำตัวโดดเด่นมีหรือที่จะยอมไว้ทรงผมในลักษณะนี้?
เนื่องจากห้องพักนี้เป็นห้องชุด อุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องจึงค่อนข้างครบครัน เมื่อทุกคนแยกย้ายกันนั่งลงบนโซฟาและเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว ฉู่หวังตงจึงเริ่มเป็นฝ่ายเปิดประเด็นพูดคุยก่อน
เขาเอ่ยขึ้นว่า “จี้เฟิงจุดประสงค์ที่พวกนายเดินทางมายังสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ช่าวเหลยได้บอกกับฉันหมดแล้ว แต่ฉันคิดว่าเรื่องนี้จะรีบร้อนไม่ได้...”
จี้เฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม “พี่รองบอกกับพี่ว่ายังไงบ้างงั้นเหรอครับ?”
ฉู่หวังตงยิ้มพลางเอ่ยถามกลับ “ทำไมล่ะ นายมีคำบอกเล่าแบบอื่นที่แตกต่างออกไปเหรอ?”
จี้ช่าวเหลยเอ่ยแทรกขึ้นมาจากด้านข้างว่า “น้องสามฉันได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หวังตงฟังเรียบร้อยแล้วล่ะ ในเรื่องนี้ฉันคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอะไร หวังตงเองก็เป็นคนที่รู้ความและเข้าใจสถานการณ์ส่วนรวมเป็นอย่างดี”
เมื่อได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้จี้เฟิงก็เข้าใจได้ทันที พี่รองคงจะได้บอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฉู่หวังตงฟังไปจนหมดสิ้นแล้ว ซึ่งในจำนวนนั้นย่อมรวมถึงเรื่อง ที่สืบทราบมาว่าอาหญิงกำลังประสบพบเจอกับปัญหาความยุ่งยากอยู่ที่นี่ และการที่พวกเขาเดินทางมาก็เพื่อตั้งใจจะมาช่วยอาหญิง คลี่คลายปัญหาเหล่านั้นลงไปพร้อมกันนั้นสิ่งที่คาดหวังมากที่สุดก็คือ การโน้มน้าวให้อาหญิงยอมเดินทางกลับประเทศจีน
แต่ถ้าหากเอ่ยออกไปแบบนั้น การจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้กระจ่างชัด ย่อมไม่ใช่สิ่งที่สามารถพูดจบได้ภายในประโยคสองประโยค
ดังนั้นเดิมทีจี้เฟิงจึงตั้งใจเพียงแค่จะบอกกับฉู่หวังตงว่า พวกเขาแค่เดินทางมาเยี่ยมเยียนอาหญิงเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงเลยสักนิด วิธีนี้จะช่วยประหยัดเวลาและตัดปัญหาความยุ่งยากไปได้มาก
เพราะอย่างไรเสียการที่ผู้เป็นหลานชายจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนอาหญิงของตน ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ใครก็ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้
แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้วก็คือพูดออกไปแล้ว
จี้เฟิงพยักหน้ารับแล้วกล่าวว่า “พี่รองพูดไม่ผิดหรอกครับ การเดินทางมาสหรัฐอเมริกาของพวกเราในครั้งนี้ ด้านหนึ่งก็เป็นเพราะตอนที่อยู่ประเทศจีน ได้ยินข่าวมาว่าอาหญิงกำลังเจอกับปัญหาความยุ่งยากอยู่ พวกเราจึงอยากเดินทางมาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและช่วยเหลืออาหญิงอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่านอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีจุดประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือความคาดหวังที่จะสามารถโน้มน้าวให้อาหญิงยอมเดินทางกลับประเทศจีนครับ”
ฉู่หวังตงพยักหน้ารับคำ คำพูดของจี้เฟิงตรงกันกับสิ่งที่จี้ช่าวเหลยได้เอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน เขาพยักหน้าพลางกล่าวว่า “จี้เฟิงสำหรับเรื่องราวทางฝั่งเราแล้ว พวกนายอุตส่าห์เดินทางไกลมาจากประเทศจีน เพื่อการนี้โดยเฉพาะถึงแม้ว่าทุกคนจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ฉันก็ยังคงต้องขอบใจพวกนายมากจริงๆ”
จี้เฟิงโบกมือปฏิเสธแล้วกล่าวว่า “คำขอบคุณอะไรพวกนั้นไม่ต้องเอ่ยถึงหรอกครับ พี่เองก็พูดแล้วว่าทุกคนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน พูดเรื่องพวกนี้ไปก็ดูจะห่างเหินเกินไปเปล่าๆ”
“นั่นก็จริงนะ! เป็นฉันเองที่คิดมากและพูดจาพิธีรีตองมากเกินไปหน่อย” ฉู่หวังตงยิ้มพลางพยักหน้าเห็นด้วย
“หวังตงนายคิดว่าถ้าพวกเราสองคนเข้าไปพูดจาโน้มน้าวอาหญิง ให้เดินทางกลับประเทศจีนเธอจะยอมตกลงไหม?” จี้ช่าวเหลยเอ่ยถามขึ้นมาจากด้านข้าง
“เรื่องนี้...”
ฉู่หวังตงส่ายหน้าเบาๆก่อนกล่าวว่า “บอกตามตรงนะ คำถามนี้ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดีเหมือนกัน”
จี้ช่าวเหลยเอ่ยถามต่อ “ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?”
ฉู่หวังตงอธิบายว่า “นั่นก็เป็นเพราะว่าสิ่งที่แม่ของฉันทำในบางเรื่อง มันทำให้ฉันยากที่จะคาดเดาความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงในใจของเธอได้ ยกตัวอย่างเช่น ภายในเว่ยต้ากรุ๊ปขอเพียงเป็นการพูดคุยติดต่อปฏิสัมพันธ์กับคนจีน หรือพูดคุยกับชาวจีนที่เดินทางมาจากสถานที่อื่นๆ เธอจะไม่ยอมใช้ภาษาอังกฤษเลยสักครั้ง แต่จะพยายามใช้ภาษาจีนในการสื่อสารให้ได้มากที่สุด และนายเองก็คงจะได้เห็นแล้วว่าภายในเครือบริษัท คนจีนทั้งหมดเวลาที่ติดต่อปฏิสัมพันธ์กัน โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาก็จะใช้ภาษาจีนในการสื่อสารกันเป็นหลัก”
จี้ช่าวเหลยพยักหน้ารับคำ ในประเด็นนี้ตัวเขาเองก็สังเกตเห็นแล้วเช่นกัน
ตามหลักเหตุผลแล้วเว่ยต้ากรุ๊ปคือนิติบุคคลและบริษัทเครือข่ายของสหรัฐอเมริกา พนักงานภายในองค์กรล้วนเดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก แน่นอนว่าในจำนวนนั้นส่วนใหญ่ต่างก็โอนสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกันไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขาต่างก็มีความเชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ดังนั้นเวลาที่อยู่ภายในบริษัทย่อมต้องใช้ภาษาอังกฤษ ในการสื่อสารกันเป็นธรรมดา
ในอดีตเคยมีดาราสาวชาวจีนคนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่ทำเนียบฮอลลีวูด มีอยู่ครั้งหนึ่งในระหว่างที่เธอให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวชาวจีน ดาราสาวคนนี้กลับเลือกที่จะเอ่ยตอบเป็นภาษาอังกฤษตลอดการสัมภาษณ์ จนทำให้ผู้สื่อข่าวชาวจีนคนนั้นถึงกับยืนอึ้งไปเลยทีเดียว ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าผู้สื่อข่าวคนนั้นฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง ทว่านึกไม่ถึงว่าดาราสาวคนนี้เวลาที่สื่อสารพูดคุยกับคนในประเทศเดียวกันเองแท้ ๆ กลับยังเลือกที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร
อย่างไรก็ตามภายในเว่ยต้ากรุ๊ปแห่งนี้ กลับมีผู้คนจำนวนมากที่เลือกจะใช้ภาษาจีนในการสื่อสารพูดคุยกัน
“จากจุดนี้ก็พอจะมองออกแล้วว่า อันที่จริงในใจของแม่ฉันยังคงมีความผูกพันต่อประเทศจีนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว” ฉู่หวังตงกล่าว “หากพิจารณาตามแง่มุมนี้แล้ว หากพวกนายเข้าไปพูดจาโน้มน้าวใจเธอ ฉันคิดว่าร้อยทั้งเก้าสิบเธอจะต้องยอมตกลงเดินทางกลับประเทศอย่างแน่นอน”
“ว่าต่อเลย” จี้ช่าวเหลยไม่ได้รีบร้อนแสดงความดีใจออกมา เขามองออกว่าฉู่หวังตงยังคงมีคำพูดบางอย่าง ที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมาจนจบ
“แต่ว่าเวลาที่อยู่ภายในบ้าน แม่กลับไม่เคยหยิบยกเรื่องราวหรือสถานการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนขึ้นมาพูดคุยเลยแม้แต่ครั้งเดียว!” ฉู่หวังตงกล่าว “ต่อให้พวกเราเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม เธอก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลยสักนิดและจนถึงปัจจุบันนี้ พวกเราเองก็ยังไม่เคยรับรู้เลยว่าเพราะสาเหตุใด แม่ถึงได้เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ตอนนั้น และเพราะอะไรเธอถึงไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีตเลยแม้แต่คำเดียว!”
จี้ช่าวเหลยเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที “ดังนั้นนายเลยคิดว่า อาหญิงคงไม่อยากเดินทางกลับประเทศจีนงั้นเหรอ?”
ฉู่หวังตงแบมือออกทั้งสองข้างพลางยิ้มเจื่อน “เพราะแบบนี้ไงฉันถึงได้บอกว่า ฉันไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของนายยังไงดี หากบอกว่าแม่ไม่มีความผูกพันต่อประเทศจีนเหลืออยู่แล้ว เธอก็คงจะไม่ดึงดันที่จะใช้ภาษาจีน ในการสื่อสารภายในบริษัทหรอก แต่หากบอกว่าเธออยากจะเดินทางกลับไป แล้วเพราะอะไรตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอถึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนเลยแม้แต่ครั้งเดียวล่ะ?”
จี้เฟิงเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง “แล้วคุณอาเขยมีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ยังไงบ้างครับ?”
ฉู่หวังตงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “พ่อของฉันเองก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวพ่อเองไม่อยากจะหยิบยกขึ้นมาพูด หรือเป็นเพราะไม่อยากจะทำเรื่องที่สะกิดแผลใจ จนทำให้แม่ต้องโมโหโกรธเคืองกันแน่!”
จี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยหันมาสบตากันครู่หนึ่ง ทั้งสองคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
ดูท่าทางแล้วเรื่องราวในครั้งนี้ คงไม่ได้มีความง่ายดายและราบรื่น เหมือนอย่างที่พวกเขาได้เคยจินตนาการเอาไว้ตั้งแต่แรกเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้ในตอนที่จี้เฟิงเพิ่งจะได้เห็นข้อมูลประวัติของครอบครัวอาหญิงเป็นครั้งแรก ภายในใจของเขายังคงรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ที่อาหญิงยอมตั้งชื่อให้กับบุตรชายคนโตของตนเองว่า ‘ฉู่หวังตง’ ซึ่งความหมายของชื่อนั้นก็คือการ ‘เฝ้ามองไปยังทิศตะวันออก’ ไม่ใช่หรือ?
ตั้งแต่ยุคโบราณกาลเป็นต้นมา ทิศตะวันออกย่อมหมายรวมถึงประเทศจีนโดยนัยทั่วไปอยู่แล้ว ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วทั้งโลกต่างก็ให้การยอมรับร่วมกัน เช่นนั้นแล้วความหมายและเจตนาในใจของอาหญิง ย่อมมีความชัดเจนและแจ่มแจ้งมากแล้วไม่ใช่หรือ?
ทว่าเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ดูท่าภายในใจของอาหญิง ก็ยังคงมีปมปัญหาและบาดแผลในใจที่ถูกซ่อนอยู่ การคิดจะเข้าไปพูดจาโน้มน้าวใจให้เธอยอมเดินทางกลับประเทศจีนในครั้งนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จลงได้โดยง่ายดายเสียแล้ว
...จบบทที่ 1746~