- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1747 (869) สถานการณ์ของฉู่เยว่ (ตอนฟรี)
บทที่ 1747 (869) สถานการณ์ของฉู่เยว่ (ตอนฟรี)
บทที่ 1747 (869) สถานการณ์ของฉู่เยว่ (ตอนฟรี)
บทที่ 1747 (869) สถานการณ์ของฉู่เยว่
ทว่าเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ดูท่าภายในใจของอาหญิงก็ยังคงมีปมปัญหาและบาดแผลในใจที่ถูกซ่อนอยู่ การคิดจะเข้าไปพูดจาโน้มน้าวใจให้เธอยอมเดินทางกลับประเทศจีนในครั้งนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จลงได้โดยง่ายดายเสียแล้ว
จี้เฟิงลอบครุ่นคิดอยู่ในใจ
“โธ่เอ๊ย! ฉันว่าพวกพี่จะมามัวยืนกระซิบกระซาบอะไรกันตรงนี้เนี่ย อยากรู้ว่าแม่คิดยังไงก็แค่กลับไปถามเธอตรงๆเลยไม่ดีกว่าเหรอ?” ฉู่เยว่เห็นทั้งสามคนขมวดคิ้วมุ่น ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมา
“จะกลับไปถามตรงๆ แบบนั้นได้ยังไงกัน?” ฉู่หวังตงส่ายหน้า “เสี่ยวเยว่อย่ามาทำตัววุ่นวายหน่า”
“เหอะ! ตัวเองคิดหาทางออกไม่ได้เอง แล้วมาหาว่าฉันวุ่นวาย!”
ฉู่เยว่ค้อนขวับไปทีหนึ่งพลางฮึดฮัด “มีอะไรที่ถามไม่ได้ล่ะ? ญาติพี่น้องมาหาทั้งทียังไงก็ต้องพาเข้าบ้านอยู่แล้ว จะมาปล่อยให้พวกเขาพักอยู่แต่ในโรงแรมตลอดได้ยังไง... พอพวกเขาไปถึงบ้านแม่ก็ต้องรู้อยู่ดี ในเมื่อช้าเร็วก็ต้องรู้แล้วทำไมถึงถามตรงๆไม่ได้ล่ะ?”
ฉู่หวังตงถึงกับอึ้งไป
จี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยหันมาสบตายิ้มให้กัน แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ขำเรื่องที่ฉู่เยว่พูด แต่ขำท่าทางเวลาพูดของเธอที่เจื้อยแจ้วเสียงใสฉะฉาน ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับเด็กๆเลยสักนิด
“ช่าวเหลย นายดูสิ...” ฉู่หวังตงเริ่มลังเล
“นายคิดว่าสิ่งที่ฉู่เยว่พูดมันฟังดูมีเหตุผลไหมล่ะ?” จี้ช่าวเหลยเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
“จริงๆพอมาคิดดูดีๆสิ่งที่เสี่ยวเยว่พูด มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลซะทีเดียว ในเมื่อพวกนายมาถึงที่นี่แล้ว ยังไงก็ต้องไปที่บ้านอยู่ดี จะให้อุดอู้อยู่แต่ในโรงแรมตลอดก็คงไม่เหมาะ พอแม่เห็นพวกนายก็คงจะเข้าใจเรื่องราวได้ทันทีแหละ” ฉู่หวังตงกล่าว
จี้ช่าวเหลยพยักหน้าเบาๆ ขอแค่อาหญิงรับรู้ฐานะของเขาและจี้เฟิง ย่อมต้องเดาจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ออกอย่างแน่นอน คงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าพวกเขาแค่มาเที่ยวพักผ่อนแล้วแวะมาเยี่ยมเฉยๆ
...ถ้าเป็นแบบนั้นจริง จะถ่อมาสมัครเข้าแผนกคุ้มกันของเว่ยต้ากรุ๊ปทำไมกัน?
“แต่ว่า...”
ฉู่หวังตงยังมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง “ถ้าเกิดในใจของแม่ยังมีท่าทีต่อต้าน และไม่อยากกลับประเทศขึ้นมา การที่พวกเราบุ่มบ่ามพาไปแบบนี้ มันจะไม่ค่อยเหมาะสมหรือเปล่า?”
ฉู่เยว่รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที “จะยังไงก็ช่างเถอะ ยืนพื้นเลยคือยังไงก็ต้องไปบ้านอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?”
ฉู่หวังตงพยักหน้ารับ “ก็จริง ยังไงก็ต้องไปบ้าน เสี่ยวเยว่ วันนี้เธอพูดจาเข้าท่าและมีเหตุผลมากเลยนะเนี่ย!”
ฉู่เยว่เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจทันที “มันก็แน่อยู่แล้ว ฉันเคยพูดจาไม่มีเหตุผลด้วยหรือไง? มีแต่พี่นั่นแหละที่ชอบมองคนอื่นต่ำไป!”
ทว่าประโยคถัดมาของเธอ กลับเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาทันควัน
“ถ้าพวกพี่ชายไปที่บ้าน แล้วแม่เกิดดีใจขึ้นมา ไม่แน่อาจจะยอมสั่งให้พวกพี่สอนกังฟูให้ฉันก็ได้นะ... ญาติผู้น้องนายนี่มันเก่งสุดยอดไปเลยล่ะ!”
“……”
ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออกไปตามๆกัน
ฉู่หวังตงส่ายหน้าอย่างระอาและเลิกสนใจฉู่เยว่ ในฐานะพี่ชายคนโต เขารู้จักนิสัยของน้องสาวคนนี้ดีที่สุด จึงเลือกที่จะเมินคำพูดของเธอไปตรงๆแล้วเอ่ยว่า “เอาเป็นว่าเอาตามนี้แล้วกัน ฉันจะกลับไปส่งข่าวให้แม่รับรู้ล่วงหน้าก่อน เพื่อให้เธอได้เตรียมใจไว้บ้าง หลังจากนั้นค่อยมารับพวกนาย พวกนายคิดว่าแบบนี้โอเคไหม?”
จี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยหันมามองตากัน ก่อนจะพยักหน้าพร้อมกัน “จัดการแบบนี้ดีมากครับ”
ฉู่หวังตงลุกขึ้นยืนทันที “งั้นฉันขอตัวกลับก่อน เสี่ยวเยว่ เธออยู่ที่นี่คอยอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา พาพวกเขาไปเดินเที่ยวรอบๆหน่อยนะ”
ฉู่เยว่ฉีกยิ้มร่าเริงทันที “ได้เลยๆพี่ใหญ่รีบกลับไปเถอะ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง”
ฉู่หวังตงกำชับต่อ “ฉันเตือนเธอไว้ก่อนนะ ทั้งพี่ชายและน้องชายของเธอ ต่างก็มีธุระเรื่องงานติดตัวอยู่อย่าไปสร้างความยุ่งยากให้พวกเขาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องแม่แน่!”
“โธ่เอ๊ย รู้แล้วน่า บ่นเป็นคนแก่ไปได้!” ฉู่เยว่โบกมือไล่อย่างรำคาญใจ “รีบๆไปได้แล้ว”
“เธอนี่นะ!”
ฉู่หวังตงส่ายหน้าอย่างระอาใจ ก่อนจะหันไปพูดกับจี้ช่าวเหลยและจี้เฟิง “พวกนายเห็นนิสัยของเสี่ยวเยว่แล้วใช่ไหมล่ะ มุทะลุวู่วามไม่มีความเป็นกุลสตรีเอาซะเลย ถ้าเกิดเธอเรียกร้องอะไรที่ไม่เข้าท่าขึ้นมา พวกนายก็ไม่ต้องไปสนใจเธอหรอกนะ”
ฉู่เยว่ถึงกับกระทืบเท้าด้วยความขัดใจทันที “เป็นพี่ชายแบบไหนกันเนี่ย มาพูดจาแบบนี้ได้ไง ไปเลยๆรีบไปเลย!”
พูดจบเธอก็ดันหลังฉู่หวังตงให้ออกจากห้องไป
ปัง!
ฉู่เยว่ปิดประตูเสียงดัง ก่อนจะตบมือเบาๆ แล้วหัวเราะร่า “ทีนี้ก็สิ้นเรื่อง ตาลุงฉู่หวังตงโดนฉันไล่ตะเพิดไปเรียบร้อยแล้ว พี่ชาย น้องชาย ป่ะ! เดี๋ยวฉันพาไปเที่ยวเล่นเอง!”
จี้ช่าวเหลยเอ่ยถามปนรอยยิ้ม “จะพาไปไหนล่ะ?”
ฉู่เยว่ตอบว่า “นิวยอร์กมีที่เที่ยวสนุกๆตั้งเยอะแยะ! แต่จะว่าไป... เมืองเจียงโจวของจีนก็น่าจะยอดเยี่ยมเหมือนกัน เป็นเมืองใหญ่ที่ทันสมัยทั้งคู่ คิดว่าเจียงโจวกับนิวยอร์กคงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ไปเดินดูพวกตึกสูงระฟ้ามันก็น่าเบื่อแย่ เอาเป็นว่าฉันจะพาไปที่ที่หนึ่งที่สนุกมากๆ รับรองเลยว่าพวกพี่ต้องตื่นตาตื่นใจและชอบมันแน่ๆ!”
จี้ช่าวเหลยเองก็เริ่มนึกสนุกและสนใจขึ้นมา จึงเอ่ยถามยิ้ม ๆ “ฉู่เยว่อย่างน้อยเธอก็ต้องบอกหน่อยสิ ว่าจะพาพวกเราไปที่ไหน?”
“โธ่ บอกไปพวกพี่ก็ไม่รู้จักหรอก เอาเป็นว่าตามฉันมาก็พอ รับรองว่าพอไปถึงแล้วจะต้องประหลาดใจแน่นอน!” พูดไปพลาง ฉู่เยว่ก็ดึงแขนเสื้อของจี้เฟิงไปพลาง “รีบลุกขึ้นเร็วเข้า พวกเราลงไปหาอะไรกินข้างล่างก่อน จากนั้นค่อยเตรียมตัวเดินทางไปที่นั่น เวลาน่าจะกำลังพอดีเลยล่ะ”
จี้เฟิงยิ้มเจื่อน “ไม่ไปไม่ได้เหรอ?”
ฉู่เยว่รีบสวนกลับทันที “ไม่ได้เด็ดขาด! พี่ใหญ่สั่งให้ฉันดูแลลูกพี่ลูกน้องให้ดีที่สุด ถ้าพวกพี่ไม่ไปมันจะใช้ได้ที่ไหนกัน?”
เธอหันไปดึงเสื้อของจี้ช่าวเหลยต่อ “พี่รองรีบลุกขึ้นเร็วเข้าสิ น้องชายคนเล็กคนนี้ดูจะไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่นะ พี่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีสิ รีบลุกเร็ว!”
จี้ช่าวเหลยหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “โอเคๆๆพวกเรายอมไปกับเธอด้วยแล้วเนี่ย เห็นไหม!”
เขาหันไปมองจี้เฟิงพลางเอ่ยอย่างจนใจ “น้องสามลุกเถอะ เสี่ยวเยว่อุตส่าห์กระตือรือร้นขนาดนี้ พวกเราต้องรักษาน้ำใจเธอหน่อยนะ ไม่อย่างนั้นความตั้งใจของเธอคงเสียเปล่าแย่!”
ฉู่เยว่รีบพยักหน้าหงึกๆทันที “ใช่ๆๆ มีแต่พี่รองที่เข้าใจโลกที่สุด”
เธอหารู้ไม่ว่าอันที่จริงจี้ช่าวเหลย กำลังส่งสัญญาณบอกจี้เฟิงเป็นนัยๆว่า ‘ดูยัยเด็กนี่สิ พลังงานล้นเหลือขนาดนี้ พวกเราต้องเออออตามน้ำไปก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าเธอไม่ได้ดั่งใจขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะแผลงฤทธิ์หรือวางแผนพิเรนทร์อะไรอีก ยอมๆเธอไปเถอะ’
ถ้าหากฉู่เยว่รู้ความหมายที่แท้จริงล่ะก็ เธอคงไม่มีทางชมว่าจี้ช่าวเหลยเป็นคนเข้าใจโลกอย่างแน่นอน
จี้เฟิงเองก็หลุดขำออกมา เขากดศีรษะลงพลางกล่าวว่า “ก็ได้ วันนี้ขอแค่พี่ไม่เอาพวกเราไปเร่ขายซะก่อน จะพาไปไหนก็ตามใจพี่เลยครับ”
ฉู่เยว่พลันหัวเราะคิกคัก “พูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ ฉันเป็นพี่สาวนะจะเอาพวกนายไปขายได้ยังไง อีกอย่างพวกนายก็ไม่ใช่เด็กสามขวบซะหน่อย... เลิกพูดมากแล้วรีบไปกันเถอะ”
จี้เฟิงรีบเบรกทันที “เดี๋ยวก่อน ตอนนี้ยังไปไม่ได้”
ฉู่เยว่หน้ามุ่ยลงด้วยความโมโหทันควัน “อะไรอีกเนี่ย? เพิ่งจะรับปากไปแท้ๆ อย่าบอกนะว่าจะกลับคำพูดน่ะ?”
จี้เฟิงกล่าวว่า “เพื่อนของผมยังพักผ่อนอยู่ในห้องอยู่เลย ถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ!”
“อ้อ ฉันนึกออกแล้วมีสาวสวยสุดๆคนหนึ่ง เดินทางมาพร้อมกับพวกนายด้วยใช่ไหมล่ะ?” ฉู่เยว่รีบเอ่ยทันที “เดี๋ยวฉันไปเรียกเอง!”
เธอซอยเท้าฉับๆตรงไปยังหน้าประตูห้องพักอีกห้องหนึ่ ภายในชุดห้องพักนี้ก่อนจะลงมือเคาะประตู “คนสวย ฉันเสี่ยวเยว่นะ ไปเที่ยวด้วยกันไหม?”
ทว่าภายในห้องกลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
ฉู่เยว่พึมพำกับตัวเอง “หรือว่ายังไม่ตื่นนะ?”
เธอรีบยกมือขึ้นเตรียมจะเคาะประตูอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องกลับเปิดออกอย่างกะทันหัน จากนั้นฉู่เยว่ก็รู้สึกเพียงว่ามีเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านหน้าไป โดยที่เธอยังไม่ทันตั้งตัวหรือตอบสนองอะไรได้เลย ก็รู้สึกเจ็บแปลบและแน่นตึงตรงบริเวณลำคอ ทันใดนั้นเธอก็พบว่าตัวเองถูกล็อกคอไว้เรียบร้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตรงบริเวณลูกกระเดือก ยังมีด้ามปากกาแท่งหนึ่งจ่อกดเอาไว้แน่น...
จี้เฟิงรีบตะโกนห้ามทันที “ไป๋จู เธอเป็นพวกเดียวกับเรา!”
ฉู่เยว่ยิ่งตื่นตระหนกจนร้องเสียงหลง “เฮ้ๆๆคนสวย อย่าเข้าใจผิดนะ! ฉันเป็นลูกพี่ลูกน้องของจี้ช่าวเหลย แล้วก็เป็นพี่สาวของจี้เฟิง ฉันแค่มาตามไปเที่ยวด้วยกันเฉยๆ!”
ไป๋จูจึงยอมปล่อยมือออกจากลำคอของฉู่เยว่ พร้อมกับเก็บปากกาแท่งนั้นกลับไป “ขออภัยค่ะ มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ...”
เมื่อครู่นี้ในขณะที่กำลังสะลึมสะลือ ไป๋จูได้ยินเสียงแปลกหน้าดังมาจากนอกห้อง เธอจึงยกระดับการป้องกันตัวตามสัญชาตญาณทันที เพราะต้องรู้ก่อนว่าในชุดห้องพักนี้มีเพียงเธอและจี้เฟิงเท่านั้น แต่เสียงนอกห้องกลับไม่ใช่เสียงของจี้เฟิง ไป๋จูจึงคว้าปากกาบนโต๊ะข้างเตียง มาใช้เป็นอาวุธแบบเฉพาะหน้า
เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นฉู่เยว่
“เฮ้อออ~~!”
ฉู่เยว่เอามือกุมคอพลางรีบก้าวถอยหลังหนีไปสองสามก้าว พร้อมบ่นอุทาน “น้องชายเพื่อนของนายนี่มันยังไงกันเนี่ย หน้าตาก็ออกจะสวยเช้งแต่ทำไมลงไม้ลงมือโหดเหี้ยมขนาดนี้ ทำฉันขวัญหนีดีฝ่อหมดเลย นึกว่าเจอพวกมือสังหารซะอีก!”
ไป๋จูกล่าวขอโทษด้วยความจริงใจ “ขอโทษจริงๆค่ะ เป็นฉันที่เข้าใจผิดเอง โปรดให้อภัยด้วยนะคะ”
จี้ช่าวเหลยหัวเราะร่าพลางกล่าวเสริม “ฉู่เยว่เธออย่าไปถือโทษโกรธไป๋จูเลย เธอทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มกันอยู่แล้ว โดยพื้นฐานย่อมมีความตื่นตัวและระแวดระวังภัยสูงมาก การที่เธอพรวดพราดไปเคาะประตูแบบนั้น ก็ไม่แปลกหรอกที่เธอจะตอบโต้รุนแรง”
ฉู่เยว่พยักหน้ารับคำ “ก็ได้ ฉันยกโทษให้ แต่คราวหน้าต้องจำเสียงของฉันไว้ให้ดีๆเลยนะ ห้ามเข้าใจผิดอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเมื่อกี้ถ้าเธอออกแรงมากกว่านี้อีกนิด คอฉันคงเป็นรูพรุนตายฟรีแน่ๆ จะไปร้องเรียนหาความชอบธรรมจากใครก็ไม่ได้ด้วย!”
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มขำ พวกเขาดูออกแล้วว่าถึงแม้ฉู่เยว่คนนี้ ภายนอกจะดูเหมือนพวกเด็กใจแตกหรือสก๊อยเกิร์ล แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากนิสัยที่มุทะลุวู่วามเธอยังเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีทีเดียว อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่คนประเภทใจแคบคิดเล็กคิดน้อย ถือได้ว่าเป็นคนใจกว้างพอสมควร
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เนื้อแท้ของเธอเป็นคนจิตใจดี เพียงแต่ถูกตามใจจนเสียคนไปหน่อยเท่านั้นเอง
ทว่าในเวลานี้จี้เฟิงกลับจับสังเกต ใจความสำคัญบางอย่างจากคำพูดของฉู่เยว่ได้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า “ฉู่เยว่เมื่อกี้พี่พูดว่านึกว่าเจอมือสังหารซะอีก... หมายความว่ายังไงครับ? หรือว่าเมื่อก่อนพี่เคยเจอมือสังหารมาก่อนงั้นเหรอ?”
ฉู่เยว่ชะงักไปทันที ก่อนจะรีบแลบลิ้นปลิ้นตา “อุ๊ย หลุดปากซะแล้ว... นี่ น้องชาย นายนี่ไม่มีมารยาทเอาซะเลยนะ เรียกฉู่เยว่ห้วนๆแบบนี้ได้ยังไง? ต้องเรียกพี่สาวสิ...”
สีหน้าของจี้ช่าวเหลยพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมาทันที เขารีบคาดคั้น “เสี่ยวเยว่อย่ามาเปลี่ยนประเด็น เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?”
ต้องรู้ก่อนว่าตามข้อมูลที่ได้รู้มาจากหลี่กั๋วเหลียงในตอนแรก มีเพียงแค่อาหญิงเท่านั้นที่ถูกลอบโจมตี แต่กลับไม่มีการระบุเลยสักคำ ว่าฉู่เยว่เองก็เคยเผชิญหน้ากับนักลอบสังหารด้วยเช่นกัน ดูท่าทางแล้วสถานการณ์ทางฝั่งนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่พวกเขายังไม่รู้และไม่ได้กุมข้อมูลเอาไว้
ฉู่เยว่ทำหน้ามุ่ยพลางพยักหน้าอย่างจนใจ “ก็ได้ ฉันบอกพวกนายก็ได้ แต่พวกนายห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกแม่เด็ดขาดเลยนะ แล้วก็ห้ามบอกพี่ใหญ่ด้วย”
จี้ช่าวเหลยกล่าวว่า “ขอแค่เธอพูดความจริง ฉันจะช่วยปิดเป็นความลับให้”
“งั้นก็ได้!”
ฉู่เยว่เล่าว่า “เรื่องมันเกิดประมาณเดือนที่แล้วนี่เอง มีอยู่วันหนึ่งฉันกับโทมัส... ก็เพื่อนคนหนึ่งของฉันนั่นแหละ พวกเรากำลังเดินทางกลับมาจากข้างนอก แต่พอดีรถดันไปเสียอยู่กลางทาง ในระหว่างที่พวกเรากำลังจะโทรศัพท์เรียกบริการรถยก จู่ ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากข้างทาง แล้วก็เล็งปืนสาดกระสุนใส่พวกเราทันที โชคดีที่ตอนนั้นเพื่อนของฉันตาไวและไหวพริบดี สังเกตเห็นความผิดปกติได้ล่วงหน้า เลยรีบกระชากลากตัวฉันให้หลบวิถีกระสุนได้ทัน จากนั้นไม่นานพวกตำรวจสายตรวจก็ผ่านมาพอดี ไอ้มือปืนนั่นก็เลยรีบหนีเตลิดไป ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ฉันคงโดนยิงหัวแบะตายไปตั้งนานแล้ว!”
...จบบทที่ 1747~