- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1745 (867) แผนการขององค์ชายและลูก (ตอนฟรี)
บทที่ 1745 (867) แผนการขององค์ชายและลูก (ตอนฟรี)
บทที่ 1745 (867) แผนการขององค์ชายและลูก (ตอนฟรี)
บทที่ 1745 (867) แผนการขององค์ชายและลูก (ตอนฟรี)
“ดี! ดีมากครับ งั้นผมจะรอคอยการมาถึงของยอดฝีมือท่านนั้น...”
ณ อาคารแห่งหนึ่งในแอตแลนติกซิตี้ สหรัฐอเมริกา ชายในชุดโค้ตสีดำและสวมหน้ากากบนใบหน้า ผู้ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ต่างพากันเรียกขานเขาว่า ‘องค์ชาย’ ขณะนี้เขากำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนอยู่
หลังจากได้ฟังคำพูดของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์คนนั้นแล้ว องค์ชายก็ตระหนักได้ทันทีว่าหากคิดจะพึ่งพาเพียงแค่เทคโนโลยีทางการแพทย์ขององค์กร เพื่อช่วยชีวิตลูกชายของเขาความหวังคงมีอยู่ไม่มากแล้ว
ในครั้งแรกที่ลูกชายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาได้รับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ที่เก่งกาจที่สุดขององค์กรและได้เปลี่ยนให้เขา กลายเป็นมนุษย์ดัดแปลงขั้นสูงไป นั่นทำให้หัวใจขององค์ชายรู้สึกสงบลงได้บ้าง
ทว่าในตอนนี้ลูกชายกลับต้องมาได้รับบาดเจ็บซ้ำอีก แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ยังอับจนหนทาง หัวใจขององค์ชายแทบจะเย็นเฉียบลงไปทันที
ต้องรู้ก่อนว่าบรรดาคนที่เขาเชิญมา ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในองค์กร พวกเขาเก่งกาจถึงขั้นสามารถผ่าตัดคนเป็นๆ จากนั้นก็เปลี่ยนกระดูกภายในให้เป็นวัสดุพิเศษ รวมถึงสร้างเนื้อเยื่อและเลือดเทียมขึ้นมา ซึ่งสามารถทำให้พลังการต่อสู้ของคนเหล่านั้นเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายมหาศาล
หากแม้กระทั่งคนกลุ่มนี้ยังไร้ซึ่งหนทางเยียวยาอาการบาดเจ็บของลูกชายเขา แล้วจะยังมีใครในโลกนี้ที่สามารถช่วยชีวิตลูกชายเขาได้อีก?
องค์ชายจึงฝากความหวังสุดท้ายเอาไว้กับยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้โบราณของจีนผู้หนึ่ง ซึ่งแม้เขาเพิ่งจะเข้าร่วมกับองค์กรได้ไม่นานนัก แต่เขากลับครอบครองพลังลมปราณภายในที่ลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง คงมีเพียงแค่เขาคนนี้เท่านั้นที่จะสามารถช่วยชีวิตลูกชายของเขาได้
ในเวลานี้องค์ชายอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโชคดีอยู่ในใจ ยังดีที่ก่อนหน้านี้เขาได้หาทางรวบรวมยอดฝีมือจำนวนมากจากสำนักซวนเหมิน รวมถึงยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้โบราณคนอื่นๆมาไว้ในอาณัติได้สำเร็จ จึงทำให้ร่างกายของลูกชายเขามีโอกาสที่จะกลับมาดีขึ้น
หากรอจนกระทั่งกองทัพจีนกวาดล้างอิทธิพลขององค์กรในหนานเยว่จนสิ้นซาก แล้วค่อยคิดจะไปรวบรวมยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้โบราณเหล่านั้น มันก็คงจะสายเกินไปแล้ว!
“ต้องขอบใจแกจริงๆจี้เฟิง!” องค์ชายอดไม่ได้ที่จะแค่นยิ้มอย่างเย็นชา “จี้เฟิงแกนี่เป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของฉันเลยจริงๆ ที่ทำให้ลูกชายของฉันต้องบาดเจ็บหลายต่อหลายครั้ง แถมยังมีถึงสองครั้งที่ทำให้เขา ต้องตกอยู่ในอาการโคม่าปางตายเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แกนี่มันช่างเก่งกาจเหลือเกิน!”
“แกอุตส่าห์ลงแรงไปมากขนาดนี้ ถ้าฉันไม่ตอบแทนแกอย่างสาสม แล้วมันจะไปคู่ควรกับความพยายามทั้งหมดของแกได้ยังไง?”
แม้ว่าน้ำเสียงขององค์ชายจะไม่ก้าวร้าวรุนแรงเกินไปนัก ทว่ากลับสามารถสัมผัสได้ถึงความเคียดแค้นอันลึกล้ำ ที่ฝังลึกเข้าไปในกระดูกผ่านถ้อยคำอันเย็นชาเหล่านั้น
เห็นได้ชัดว่าองค์ชายนั้นจงเกลียดจงชังจี้เฟิงเข้ากระดูกดำแล้วจริงๆ
เพราะความยุ่งยากและความเจ็บปวด ที่จี้เฟิงนำมามอบให้กับองค์ชายนั้น มันช่างมากมายเหลือเกิน!
อันที่จริงเรื่องที่คนของกองทัพจีน เข้าจู่โจมหนานเยว่อย่างกะทันหันนั้น องค์ชายได้รับรู้ตั้งนานแล้ว
ในตอนนั้นเขารู้อยู่แก่ใจจึงได้ส่งลูกชายของตนเองไปคอยควบคุมสถานการณ์อยู่ที่หนานเยว่ ย่อมจินตนาการได้ว่าเขาให้ความสำคัญกับหนานเยว่มากเพียงใด และในความเป็นจริง หนานเยว่ก็มีสิ่งชวนให้เขา ต้องให้ความสำคัญกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ
หากไม่นับเรื่องอื่นเพียงแค่ทำเลที่ตั้งของหนานเยว่ ก็นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากแล้ว
ในฐานะมณฑลที่มีระบบเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน บทบาทของหนานเยว่ในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจีนนั้นย่อมแจ่มแจ้งโดยไม่ต้องอธิบาย เมืองอย่างหนานเยว่ เจียงโจว หยานจิง จินหลิง และเขตเศรษฐกิจพิเศษ... เมืองเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในประเทศจีน
ทว่าเพียงแค่เมืองเยว่โจวซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลหนานเยว่เมืองเดียว ก็เพียงพอที่จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับเมืองใหญ่เหล่านั้นได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหนานเยว่ยังมีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เปิดกว้าง แถมยังมีพื้นที่ดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เป็นทำเลทองและอื่นๆอีกด้วย
หากพูดในแง่ของระบบเศรษฐกิจ ต่อให้ประเทศจีนสามารถขาดเจียงโจวไปได้ แต่จะไม่มีวันขาดหนานเยว่ไปได้เด็ดขาด นี่คือฐานะอันสูงส่งของหนานเยว่ในประเทศจีน
นอกจากนี้หากมองจากตำแหน่งยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ หนานเยว่ก็ยิ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในบรรดาความสำคัญทั้งมวล
เพราะเหตุผลนานัปการเหล่านี้เอง จึงทำให้ระดับความสำคัญที่องค์ชายมีต่อหนานเยว่นั้น ถูกจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่งเหนือกว่าเมืองอื่นๆทั้งหมดในประเทศจีน
ด้วยเหตุนี้องค์ชายจึงได้บุกเบิกและบริหารงานในหนานเยว่ด้วยความยากลำบาก ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมายจนนับไม่ถ้วน และเมื่อยามที่เขาต้องเดินทางจากไปเนื่องจากมีธุระ เขายังถึงกับทิ้งลูกชายแท้ๆของตนเองเอาไว้ที่หนานเยว่ เพื่อให้ทำหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการในหนานเยว่แทน
และก็เป็นเพราะความสำคัญที่องค์ชายมีต่อหนานเยว่นี่เอง ดังนั้นในตอนที่กองทัพจีนเข้าจู่โจมหนานเยว่อย่างกะทันหันเป็นครั้งแรก องค์ชายจึงได้รับข่าวสารในทันทีและหลังจากนั้นไม่นาน องค์ชายก็ได้รับรู้ข่าวที่ลูกชายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา หัวใจขององค์ชายก็ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา
ข่าวร้ายจากหนานเยว่เรียกได้ว่าทยอยหลั่งไหลเข้ามาทีละเรื่องสองเรื่อง ฐานที่มั่นที่เขาคอยบริหารมาตลอดหลายปีรวมถึงอิทธิพลในมุมมืดเหล่านั้น แทบจะถูกถอนรากถอนโคนจนหมดสิ้น
หากไม่ใช่เพราะองค์ชายได้ทำการวางหมาก เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้วทั้งบนดินและใต้ดิน ในวันนี้คงไม่มีทางได้เห็นคนขององค์กรหวางฉาว เหลือรอดอยู่ในหนานเยว่แม้แต่ครึ่งคน!
แม้กระทั่งในตอนนี้อิทธิพลขององค์กรหวางฉาวในหนานเยว่ ก็ยังคงได้รับความเสียหายอย่างหนักหนาสาหัสที่สุด จนทำให้หัวใจขององค์ชายแทบจะมีเลือดไหลซึมออกมา
ทว่าสิ่งที่ทำให้องค์ชายรู้สึกเป็นกังวลมากยิ่งกว่า ก็คืออาการบาดเจ็บของลูกชาย
ในเวลานั้นหลังจากหนานเยว่ถูกกองทัพจีนจู่โจมอย่างกะทันหัน องค์ชายได้รับรายงานว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บ ยอดฝีมือผู้คุ้มกันที่อยู่ข้างกายเขา กลับหายสาบสูญไปโดยไม่ทราบร่องรอย และเนื่องจากอิทธิพลขององค์กรในหนานเยว่แทบจะถูกถอนรากถอนโคนจนเกลี้ยง สิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือฐานลับไม่กี่แห่งเหล่านั้น ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่องค์ชายเตรียมไว้เพื่อใช้หลบซ่อนและหนีเอาชีวิตรอดในยามวิกฤตที่สุด
ด้วยเหตุนี้ศักยภาพของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ในหนานเยว่จึงมีจำกัดแถมยังมีกำลังคนไม่เพียงพอ
หลังจากองค์ชายรับรู้ข่าวนี้ เขาก็รีบคิดหาทุกวิถีทางเพื่อพาลูกชายมายังสหรัฐอเมริกาโดยทันที ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าแม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ที่ดีที่สุดในองค์กรก็ยังอับจนหนทางต่อเรื่องนี้
พวกทำได้เพียงฝากความหวังสุดท้าย เอาไว้กับตัวของยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้โบราณเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้ความเคียดแค้นในใจขององค์ชายพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด เขาจงเกลียดจงชังจี้เฟิงจนถึงขีดสุดแล้วจริง ๆ!
ไอ้เด็กเหลือขอตระกูลจี้คนนี้แท้ๆ ที่ทำให้ลูกชายของเขาต้องล้มคว่ำคะมำหงายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้องค์กรต้องสูญเสียอย่างย่อยยับ และยังทำให้ตัวขององค์ชายเองต้องอับอายขายหน้า จนแทบจะเปิดเผยฐานะที่แท้จริงออกมาหลายต่อหลายครั้ง
พูดได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นตัวองค์ชาย องค์กรหวางฉาว หรือแม้กระทั่งนายน้อยผู้เป็นลูกชายของเขา ต่างก็เคยพ่ายแพ้และสูญเสียครั้งใหญ่ให้แก่เงื้อมมือของจี้เฟิงมาแล้วทั้งสิ้น แล้วองค์ชายจะไม่แค้นเคืองได้อย่างไร?
“คอยดูเถอะ แกจะต้องชดใช้ให้กับเรื่องนี้!” น้ำเสียงต่ำอันแหบพร่าขององค์ชาย แฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยว “ตัวแกเองเป็นถึงยอดฝีมือขั้นสูงสุดก็จริง แต่แกไม่รู้หรอกว่าแกจะต้องปกป้องคนมากมายแค่ไหนด้วยตัวแกคนเดียว! ฉันเองก็อยากจะให้แกได้ลิ้มรสชาติ ของการที่ต้องมองดูญาติพี่น้องของตัวเองถูกทรมานด้วยตาตัวเองดูบ้าง ว่ามันจะเป็นความรู้สึกยังไง!”
“พ่อครับ...”
น้ำเสียงที่ค่อนข้างอ่อนแรง แว่วดังมาจากห้องพักด้านใน
องค์ชายรีบลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว “ลูก พ่ออยู่นี่ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?”
ภายในห้องด้านในมีเตียงนอนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ นายน้อยนอนแผ่อยู่บนเตียงในสภาพนิ่งสนิทไม่ไหวติง... นั่นเป็นเพราะว่า ขาทั้งสองข้างของเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย ตั้งแต่ช่วงเอวลงไปจนถึงส่วนล่างของร่างกาย เขาไม่สามารถออกแรงได้เลยสักนิด
และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือแม้ว่าจะอยู่กับผู้เป็นบิดา ทว่านายน้อยก็ยังคงไม่ได้ถอดหน้ากากบนใบหน้าออกอยู่ดี เพียงแต่ในตอนนี้หน้ากากอันแปลกประหลาดบนใบหน้าของเขา ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นฟิล์มบางๆที่มีเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่มแทนแล้ว
“พ่อครับ ขาของผม… มันไม่มีทางรักษา แล้วใช่ไหมครับ?” นายน้อยเอ่ยถาม
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน ผู้เชี่ยวชาญบอกแล้วว่า เจ้าอยากจะยืนขึ้นมาน่ะไม่มีปัญหาแน่นอน เพียงแต่ต้องใช้เวลาเตรียมการอีกสักเล็กน้อยเท่านั้น...” องค์ชายรีบเอ่ยปลอบใจทันที
“ร่างกายของผม ผมย่อมรู้ดีที่สุดครับ ผมสัมผัสได้ว่าตอนนี้ มันเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆแล้ว!” คำพูดประโยคเดียวจากนายน้อย ทำเอาคำอธิบายขององค์ชายต้องถูกกลืนกลับลงคอไปทันที
“ดูท่า… ผมคงยากที่จะยืนขึ้นมาได้แล้วจริงๆ” เมื่อเห็นองค์ชายตกอยู่ในความเงียบงัน นายน้อยก็เข้าใจได้ในทันที
เขาเอ่ยเสียงหนัก “การที่จะต้องให้ผมคอยนั่งรถเข็นนับจากนี้ไป มันไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญนักหรอกครับ ทว่าผมเกลียดก็แต่ไอ้สารเลวจี้เฟิงนั่น! มันทำให้ผมต้องเจ็บปวดเจียนตาย จนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ตั้งหลายครั้ง แต่ผมกลับทำอะไรมันไม่ได้เลยสักนิด ตอนนี้ผมยังต้องมากลายสภาพเป็นแบบนี้อีก ต่อไปในอนาคตยิ่งไม่มีทางที่จะไปทำอะไรจี้เฟิงได้แล้ว... ผมแค้นใจนัก!”
นายน้อยทุบลงบนเตียงด้วยความโกรธแค้นอันแน่นอก… หากพูดถึงในตอนนี้นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้แล้ว
องค์ชายรีบเอ่ยปลอบโยนว่า “ลูกเอ๊ย วางใจเถอะ พ่อมีเจ้าเป็นลูกชายเพียงคนเดียว ย่อมไม่มีทางปล่อยปละละเลยเจ้าแน่ พ่อได้ติดต่อยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้โบราณของจีนไว้คนหนึ่งแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์บอกว่าภายในร่างกายของเจ้า มีพลังงานพิเศษสายหนึ่งอยู่ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากว่าจะส่งผลต่อลมปราณที่แท้จริง... ขอแค่รอให้ยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้โบราณท่านนั้นมาถึง เจ้าก็จะได้หายดีในเร็ววันแล้ว!”
ดวงตาของนายน้อยทอประกายวาบ “จริงเหรอครับ?”
องค์ชายกล่าวว่า “แน่นอนอยู่แล้ว!”
นายน้อยเอ่ยถามต่อ “แล้วยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้โบราณท่านนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะมาถึงครับ?”
องค์ชายกล่าวว่า “ตอนนี้ตัวเขาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น หากออกเดินทางมาในทันที ก็คงต้องใช้เวลาสักวันสองวัน แต่ถ้าต้องเตรียมการอีกหน่อย อย่างมากที่สุดไม่เกินห้าวัน เขามาถึงแน่นอน”
“ห้าวัน...”
นายน้อยกล่าวว่า “ผมยังต้องนอนกึ่งเป็นกึ่งตายอยู่บนเตียงนี้ไปอีกตั้งห้าวันงั้นเหรอ! ไม่ได้… ผมจะมานอนรออยู่เฉยๆแบบคนโง่ไม่ได้ ผมจะอาศัยช่วงที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ทำให้จี้เฟิงมันต้องชดใช้อย่างสาสม!”
องค์ชายกล่าวว่า “ลูกรัก เจ้าวางใจเถอะ ที่พ่อรับเจ้ามาที่สหรัฐอเมริกานี้ ด้านหนึ่งก็เพื่อให้สะดวกต่อการรักษาพยาบาล แต่อีกด้านหนึ่งพ่อก็ตั้งใจที่จะระบายความแค้นนี้แทนเจ้าอยู่แล้ว!”
“โอ้?”
นายน้อยรีบเอ่ยถามทันที “จะระบายความแค้นยังไงครับ? จี้เฟิงมันอยู่ไกลถึงประเทศจีน แต่พวกเราอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จะช่วยผมระบายความแค้นได้ยังไงกัน?”
องค์ชายกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้พ่อสืบทราบมาว่า อันที่จริงตระกูลจี้ยังมีลูกสาวอยู่อีกคนหนึ่งที่สหรัฐอเมริกา แถมยังบริหารงานบริษัทเครือข่ายขนาดใหญ่อยู่ด้วย เดิมทีพ่อไม่ได้คิดจะไปแตะต้องเธอ เพราะการทำเช่นนั้นย่อมจะทำให้ตระกูลจี้โกรธจัดจนคลุ้มคลั่ง ซึ่งมันไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ขององค์กร ทว่าในตอนนี้... ตระกูลจี้จำเป็นต้องชดใช้แล้ว!”
“จริงเหรอครับ?!” นายน้อยพลันรู้สึกยินดีจนแทบคลั่ง “ดีเลยครับพ่อ! เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ ผมจะค่อยๆทรมานคนของตระกูลจี้ให้อกแตกตายเอง! ผมอยากจะรู้นักว่าหากปราศจากการคุ้มครองจากตระกูลจี้แล้ว พอมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา พวกมันยังจะสร้างคลื่นลมอะไรขึ้นมาได้อีก!”
……….
ในเวลานี้ตัวของจี้เฟิงเองย่อมไม่รับรู้เลยว่า สองพ่อลูกองค์ชายและนายน้อยคู่นี้ ได้พุ่งเป้าและวางแผนร้ายมาที่ตัวของจี้หนานเยว่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากเขารับรู้เรื่องนี้ขึ้นมาล่ะก็ เขาจะต้องยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเพื่อตามหาที่ซ่อนของสองพ่อลูกองค์ชายนั่นอย่างแน่นอน แล้วจะลงมือสังหารพวกมันทิ้งเสียตรงนั้นทันที ต่อให้ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการต้องถูกพวกอเมริกันจับขังคุก เขาก็จะไม่เสียดายเลยสักนิด!
และก็เป็นเพราะจี้เฟิงไม่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงกำลังถือรีโมตคอนโทรล เอนหลังเปลี่ยนช่องไปมาอย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้องพัก เพื่อรับชมรายการโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกา
ในความเป็นจริงเขาก็ดูไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่นัก ระดับภาษาต่างประเทศของเขายังไม่ได้ก้าวหน้าไปถึงขั้นนั้น ทว่าในเมื่อได้เดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็เป็นจริงดั่งที่ไป๋จูได้เคยกล่าวไว้ ว่าการเรียนภาษาต่างประเทศนั้น สภาพแวดล้อมทางภาษามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้รอบกายมีแต่คนพูดภาษาต่างประเทศเต็มไปหมด เขาจึงตัดสินใจที่จะเรียนรู้มันแบบเฉพาะหน้าไปก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ลับดาบก่อนรบ ไม่คมก็นับว่าขึ้นเงา’ มันมีความหมายทำนองนี้แหละ
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยระดับความสามารถในการจดจำของจี้เฟิงแล้ว หากเขาคิดจะเรียนรู้ขึ้นมาย่อมเชื่อมั่นได้เลยว่าจะใช้เวลาน้อยกว่าคนปกติทั่วไปอย่างแน่นอน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก...”
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
จี้เฟิงหันหน้าไปมองพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “เชิญครับ!”
เขาเห็นคนที่อยู่หน้าประตูตั้งนานแล้ว เป็นจี้ช่าวเหลยที่พาฉู่หวังตงมาด้วย
และก็เป็นไปตามคาดคนที่เดินเข้ามาคือจี้ช่าวเหลยและฉู่หวังตง จี้เฟิงลุกขึ้นยืนพลางเผยรอยยิ้มบาง “ผู้ช่วยฉู่มาแล้วเหรอครับ...”
ทว่าฉู่หวังตงกลับมองมาที่เขา ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “น้องชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) ยังจะพูดจาสุภาพกับพี่อีกงั้นเหรอ?”
...จบบทที่ 1745~