- หน้าแรก
- ระบบจักรพรรดิ มังกรซ่อนเร้นจุดเริ่มต้นแห่งเป่ยเหลียง
- (✓) EP 17: ค่าบารมีที่พุ่งทะยาน
(✓) EP 17: ค่าบารมีที่พุ่งทะยาน
(✓) EP 17: ค่าบารมีที่พุ่งทะยาน
(✓) EP 17: ค่าบารมีที่พุ่งทะยาน
“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ นี่ไม่ใช่ความผิดของพระองค์เลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ ล้วนเป็นเพราะพวกชนเผ่าเร่ร่อนที่คอยระรานพวกเรา ซ้ำยังมีนายอำเภอชั่วช้าผู้นั้นอีก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพระองค์เลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเราเชื่อใจพระองค์พ่ะย่ะค่ะ!”
“วันหน้าหากผู้ใดกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับพระองค์ ข้าหวังต้าเป้า จะเอาค้อนทุบมันให้แหลกคาที่เลยพ่ะย่ะค่ะ”
วาจาที่ไร้ซึ่งการโอ้อวดสรรพคุณ มีเพียงความรู้สึกผิดจากใจจริงที่ไม่อาจช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ ทำให้ราษฎรแห่งอำเภอจวี้ลู่ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตัน เป่ยเหลียงอ๋องช่างประเสริฐยิ่งนัก
ไม่เพียงแต่มอบเสบียงอาหารให้เปล่า ทว่ายังประกาศลดภาษีลงกึ่งหนึ่ง นี่มันคือพระมหากรุณาธิคุณล้นฟ้าชัดๆ
ในเสี้ยววินาทีนี้ สถานะของเป่ยเหลียงอ๋องหลี่สวินในใจของราษฎรแห่งอำเภอจวี้ลู่ ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด หรืออาจจะเหนือกว่าโอรสสวรรค์หลี่อิงหลงไปแล้วเสียด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง ทว่าคือความจริงที่ประจักษ์ชัด
โอรสสวรรค์ประทับอยู่ไกลแสนไกล ย่อมไม่มีทางรับรู้ถึงความเป็นอยู่ของพวกราษฎรตาดำๆ จะมีผู้ใดเล่าที่เหมือนเป่ยเหลียงอ๋อง ผู้ยอมสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อช่วยเหลือราษฎร นี่ต่างหากคือผู้มีพระคุณอย่างแท้จริง
ต้องรู้ไว้ว่า ภาษีของดินแดนศักดินานั้น ล้วนตกเป็นของท่านอ๋องผู้ครองแคว้นทั้งสิ้น
การประกาศลดภาษีลงกึ่งหนึ่ง ย่อมทำให้เป่ยเหลียงอ๋องสูญเสียรายได้นับแสนหรืออาจถึงล้านตำลึง ซึ่งนั่นคือทรัพย์สินมหาศาลเลยทีเดียว
“ในที่สุดอำเภอจวี้ลู่ของเราก็มีผู้ปกครองที่ทรงธรรมแล้ว เมื่อมีรับสั่งจากองค์ชาย ผู้ใดกล้าเกียจคร้าน ข้าจะใช้กระบองฟาดมันให้ตายคาที่”
“ในที่สุดก็มีความหวังแล้ว”
“ฮือฮือ เหตุใดองค์ชายถึงไม่เสด็จมาเร็วกว่านี้เล่า ชายชราอย่างข้าเรี่ยวแรงหดหายไปหมดแล้ว คงไม่อาจช่วยงานอันใดได้อีก”
เมื่อเห็นชายชราผู้หนึ่งร่ำไห้อย่างน่าเวทนา หลี่สวินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น พลางเอ่ยปลอบโยน “ท่านผู้เฒ่าอย่าได้กังวลใจไป ท่านสามารถช่วยเปิ่นหวางได้อย่างแน่นอน ท่านมีประสบการณ์การเพาะปลูกทำนามาอย่างโชกโชนมิใช่หรือ”
“เปิ่นหวางตั้งใจจะเสาะหาเมล็ดพันธุ์ชั้นยอด ไม่เพียงแต่จะทนทานต่อความแห้งแล้ง ทว่ายังให้ผลผลิตที่สูงลิบลิ่ว หากทำสำเร็จ พวกเราก็จะสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์”
“เรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์หลายสิบปีของท่านผู้เฒ่าแล้วล่ะ”
ถูกต้อง นอกจากการใช้คะแนนแลกเสบียงอาหารแล้ว หลี่สวินเตรียมจะปูทางสู่ความมั่งคั่งด้วยตนเอง
บุกเบิกที่ดินทำกิน!
แม้การใช้คะแนนแลกเสบียงจะใช้ต้นทุนไม่สูงนัก ทว่าหากเขาทุ่มคะแนนทั้งหมดไปกับเสบียงอาหาร ย่อมถือเป็นการผลาญทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง
หากคิดจะสร้างฐานอำนาจ การมีเพียงเสบียงอาหารย่อมไม่เพียงพอ เขาจำต้องมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งด้วย ดังนั้นคะแนนเหล่านี้จึงควรนำไปใช้กับการทหารมากกว่า
มิเช่นนั้น ต่อให้สร้างความมั่งคั่งได้มหาศาลปานใด หากไร้ซึ่งกองกำลังคุ้มครอง ย่อมกลายเป็นเป้านิ่งให้ผู้อื่นแย่งชิง นั่นต่างหากคือเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจที่สุด
ดังนั้น เสบียงอาหารแม้จะสามารถแลกเปลี่ยนได้ ทว่าก็ไม่ควรพึ่งพาระบบทั้งหมด ส่วนใหญ่ควรจะผลิตขึ้นมาเอง ส่วนคะแนนที่เหลือ ก็นำไปแลกเปลี่ยนยุทโธปกรณ์เพื่อสร้างกองทัพของตนเองจะดีกว่า
เศรษฐีที่ไร้กองกำลังถูกเรียกว่าหมูอ้วน ทว่าเศรษฐีที่มีกองกำลังอยู่ในมือถูกเรียกว่าขุนศึก
เพียงแค่สรรพนามที่ใช้เรียกขาน ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
ในเมื่อระบบมีข้าวสารราคาถูกให้แลกเปลี่ยน ย่อมต้องมีเมล็ดพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงด้วยเช่นกัน นี่คือไม้ตายที่เขาจะใช้พลิกชะตากรรมของอำเภอจวี้ลู่
แม้สภาพดินที่นี่จะไม่อุดมสมบูรณ์นัก ทว่าหากพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดจากระบบ ย่อมสามารถชดเชยข้อบกพร่องนี้ได้อย่างหมดจด นี่แหละคือความยิ่งใหญ่ของพลังแห่งเทคโนโลยี
เมื่อถึงเวลานั้น ชายชราเหล่านี้ก็จะมีโอกาสแสดงฝีมือ ประสบการณ์การเพาะปลูกที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของพวกเขา คือสิ่งที่หลี่สวินปรารถนาอย่างยิ่ง
ส่วนพวกคนหนุ่มสาวน่ะหรือ ย่อมต้องมีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองอย่างไรเล่า
“ข้ายังมีประโยชน์อยู่อีกหรือ เมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงอย่างนั้นหรือ”
ชายชราตื่นเต้นจนเนื้อเต้น ตบหน้าอกรับคำแข็งขัน “องค์ชายโปรดวางพระทัย ถึงเวลานั้นข้าจะปลูกให้งอกงามที่สุด รับรองว่าจะต้องดีกว่าของผู้ใดเป็นแน่”
ฮ่าฮ่า
หลี่สวินหัวเราะร่วน เขาลงมือประคองชายชราลงไปพักผ่อนด้วยตนเอง ก่อนจะลงมือแจกจ่ายเสบียงอาหารต่อไป
ภูเขาเสบียงอาหารมหาศาลถูกลำเลียงใส่มือราษฎรทีละเล็กทีละน้อย จนเหลือเพียงรถม้าที่ว่างเปล่า ทว่าในใจของเขากลับไร้ซึ่งความขุ่นเคือง มีเพียงความตื่นเต้นยินดีที่เปี่ยมล้น
ต้องยอมสูญเสีย จึงจะได้รับกลับคืนมา
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังก้องขึ้นในห้วงสมองอย่างบ้าคลั่ง หน้าต่างระบบปรากฏข้อความระรัวจนอ่านแทบไม่ทัน สัญญาณบ่งบอกว่าค่าบารมีของเขากำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
เสียงแจ้งเตือนที่ดังกังวานนั้น ช่างไพเราะราวกับเสียงดนตรีสวรรค์ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่สวินยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เขาพึมพำกับตนเอง 'แนวทางของข้าช่างถูกต้องยิ่งนัก นี่ต่างหากคือวิถีแห่งการก้าวสู่บัลลังก์มังกรอย่างแท้จริง'
หากปราศจากราษฎรคอยสนับสนุน จะเรียกขานตนเองว่ามหาจักรพรรดิได้อย่างไร นั่นมันก็แค่ผู้นำที่ไร้ผู้ตามเท่านั้น
การที่เขายอมสละทรัพย์สมบัติจนหมดเนื้อหมดตัวเพื่อซื้อเสบียงมาแจกจ่าย แม้จะสูญเสียทรัพย์สินไปบ้าง ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือหัวใจของราษฎรแห่งอำเภอจวี้ลู่ทั้งมวล
ยกเว้นพวกหัวรั้นเพียงไม่กี่คน ราษฎรส่วนใหญ่ล้วนยินดีมอบค่าบารมีให้เขาในวันนี้ทั้งสิ้น
ความจริงแล้ว ความต้องการของราษฎรนั้นไม่ได้มากมายอันใด พวกเขาเพียงปรารถนาเส้นทางรอดชีวิตเท่านั้น เมื่อเขาหยิบยื่นความหวังให้ ทุกอย่างก็เรียบง่ายเพียงนี้เอง
เมื่อมีระบบคอยสนับสนุน เขาจะขาดแคลนเสบียงอาหารได้อย่างไร
อำเภอจวี้ลู่มีประชากรกว่าหนึ่งแสนคน หากเขาบริหารจัดการให้ดี การสร้างกองทัพนับหมื่นนายย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นนับเป็นเรื่องที่วิเศษยิ่งนัก
ให้เพียงดินแดนศักดินา ทว่าไม่ให้กองทหารอย่างนั้นหรือ
เช่นนั้นเปิ่นหวางก็จะเกณฑ์คนนับหมื่นมาทำนา นี่คงไม่ผิดกฎเกณฑ์อันใดกระมัง
ส่วนเรื่องที่ว่าคนพวกนี้จะสวมเกราะหรือไม่ นั่นก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของข้า เมื่อมีระบบคอยสนับสนุน ข้าย่อมมีสิทธิ์วางอำนาจได้ตามใจชอบ
...
ไม่ไกลจากจุดนั้น ชายหน้าบากที่เคยตั้งข้อกังขา บัดนี้กำลังยืนเหม่อมองถุงเสบียงในมือด้วยความรู้สึกอึ้งงัน
บนโลกใบนี้มีคนดีเช่นนี้อยู่จริงหรือ
เขารำพึงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “สวรรค์ บนโลกใบนี้มีองค์ชายที่ประเสริฐถึงเพียงนี้อยู่จริงหรือ”
การเสียสละเพื่อผู้อื่นคือสิ่งใดกัน
การกระทำขององค์ชายหกหลี่สวินในครานี้ คือนิยามของการเสียสละเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง
ไม่เพียงแต่นำทรัพย์สินของตนเองไปซื้อเสบียงมาแจกจ่ายให้ราษฎรฟรีๆ ทว่ายังยอมลดภาษีลงกึ่งหนึ่ง นี่มันราวกับเทพยดาลงมาโปรดสัตว์ชัดๆ
ทว่าบัณฑิตวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับแย้มยิ้มแฝงความนัย เขากระซิบเสียงแผ่ว “บนโลกใบนี้ ยิ่งเป็นของฟรีก็ยิ่งมีมูลค่ามหาศาล องค์ชายหกได้สิ่งที่พระองค์ปรารถนาไปแล้ว”
“สิ่งใดหรือ” ชายหน้าบากสะดุ้งเฮือก เอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“หัวใจของราษฎรอย่างไรเล่า”
แววตาของบัณฑิตวัยกลางคนทอประกายตื่นเต้น ซ้ำยังมีความปีติยินดีที่ได้ค้นพบสิ่งล้ำค่า เขาอธิบายว่า “วาจาของเป่ยเหลียงอ๋องเมื่อครู่นี้ แม้จะดูเหมือนมีเพียงไม่กี่ประโยค ทว่ากลับแฝงความนัยไว้อย่างลึกซึ้ง”
“ประโยคแรกที่เอ่ยว่า 'พี่น้องราษฎรทั้งหลาย' ก็สามารถทำลายกำแพงความห่างเหินระหว่างพระองค์กับราษฎรได้อย่างหมดจด”
“จากนั้นพระองค์ก็ประกาศสิทธิขาดเหนือดินแดนแห่งนี้ ยืนยันว่าพวกเราคือไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ เป็นการสร้างสายสัมพันธ์แห่งการปกครอง นับแต่นี้ไปพวกเราก็คือคนของพระองค์”
“ต่อมาพระองค์ก็แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและความยากลำบากของพระองค์ ก่อนจะประกาศลดภาษี เพื่อให้ราษฎรยิ่งรู้สึกซาบซึ้งและศรัทธาในตัวพระองค์”
“สุดท้ายพระองค์ก็วาดวิมานในอากาศให้พวกเราเห็น เพื่อจูงใจให้ราษฎรร่วมแรงร่วมใจกับพระองค์ องค์ชายหกผู้นี้มีความมักใหญ่ใฝ่สูงซ่อนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว”
สวรรค์
เมื่อได้ฟังบทวิเคราะห์ของบัณฑิตวัยกลางคน ชายหน้าบากถึงกับหน้าเหวอ
“พี่ชาย เรื่องมันจะซับซ้อนถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ข้าไม่เห็นจะสัมผัสได้ถึงความหมายลึกซึ้งเหล่านั้นเลย”
บัณฑิตวัยกลางคนกลอกตาใส่ พลางด่าทอ “เหลวไหล หากเจ้าสัมผัสได้ ยามนี้คงไม่ถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่หรอก ด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดของเจ้า หากอยู่ในเมืองหลวง คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งปีเป็นแน่”
“มารดามันเถอะ สติปัญญาเจ้าล้ำเลิศนักหรือ แล้วยามนี้เจ้าไม่ได้ถูกเนรเทศมาอยู่กับข้าหรอกหรือ” ชายหน้าบากตอบโต้ด้วยความเดือดดาล
มุมปากของบัณฑิตวัยกลางคนกระตุกอย่างแรง ช่างเป็นเวรกรรมเสียนี่กระไร
เหตุใดเขาถึงต้องถูกเนรเทศมาอยู่ร่วมกับไอ้คนเบาปัญญาผู้นี้ด้วย นี่มันความทรมานชัดๆ