- หน้าแรก
- ขโมยวาสนาท้าลิขิตสวรรค์
- (✓) EP 20: ทุกสรรพสิ่งล้วนมีวาสนาของตน ทะลวงสามระดับรวด
(✓) EP 20: ทุกสรรพสิ่งล้วนมีวาสนาของตน ทะลวงสามระดับรวด
(✓) EP 20: ทุกสรรพสิ่งล้วนมีวาสนาของตน ทะลวงสามระดับรวด
(✓) EP 20: ทุกสรรพสิ่งล้วนมีวาสนาของตน ทะลวงสามระดับรวด
สระปราณวิญญาณมิใช่เพียงสระน้ำธรรมดาสามัญ ทว่ามันคือทะเลสาบขนาดยักษ์อันกว้างใหญ่ไพศาล
ผืนน้ำกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ลึกเข้าไปเบื้องในมีม่านหมอกสีขาวลอยอวล ม่านหมอกนั้นแท้จริงแล้วคือพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่ควบแน่นจนกลายเป็นหมอกควัน
แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลสาบคือฝูงปลาวิญญาณหลากสีสัน เหนือผิวน้ำปรากฏใบบัวขนาดใหญ่ลอยฟ่องอยู่ประปราย
ใบบัวเหล่านั้นมีรูปทรงกลมมน เปล่งประกายแสงสีครามเรืองรอง ราวกับถูกสลักเสลาขึ้นมาจากหยกสีเขียวมรกตที่โปร่งแสงและงดงาม
ใบบัวแต่ละใบก็คือตำแหน่งที่นั่งสำหรับการบำเพ็ญเพียร ซึ่งเชื่อมต่อกับจุดกำเนิดพลังของค่ายกล พลังปราณจะหลั่งไหลผ่านจุดกำเนิดเหล่านี้ขึ้นมาสู่ใบบัว
ใบบัวนับไม่ถ้วนกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งทะเลสาบ
เมื่อซูเสวียนจวินก้าวผ่านประตูมิติเข้าสู่สระปราณวิญญาณ เขาก็พบว่าศิษย์ที่ล่วงหน้าเข้ามาก่อนต่างก็จับจองตำแหน่งของตนเองกันหมดแล้ว
แม้สระปราณวิญญาณจะกว้างใหญ่และมีใบบัวอยู่มากมาย ทว่าศิษย์ที่เข้ามาก่อนล้วนเลือกจับจองตำแหน่งที่ดีที่สุดไปจนสิ้น
มีศิษย์ผู้หนึ่งที่เข้ามาล่าช้ากว่าคนอื่น เมื่อเห็นว่าตำแหน่งที่ดีที่สุดเก้าตำแหน่งถูกแย่งชิงไปหมดแล้ว เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าลังเลใจ
ซูเสวียนจวินเพิ่งก้าวเข้ามาในสระปราณวิญญาณ เขาปรายตามองศิษย์ผู้นั้นเพียงแวบเดียว ก่อนจะเดินตรงไปยังใบบัวใบหนึ่งที่เขาจำได้แม่นยำจากภาพนิมิตในกระจกแห่งโชคชะตา
ศิษย์ผู้นั้นเมื่อเห็นซูเสวียนจวินเลือกใบบัวที่อยู่ไกลออกไปถึงเพียงนั้น ก็อดประหลาดใจมิได้ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเลือกใบบัวใบหนึ่งที่อยู่ค่อนข้างใกล้ศูนย์กลาง
“เอ๊ะ ศิษย์รับใช้ผู้นั้นเลือกตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? หรือว่าเขาจะไม่รู้ว่า ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลาง พลังปราณก็ยิ่งหนาแน่น?”
ศิษย์สายนอกนางหนึ่งอุทานด้วยความฉงนใจ
นางเป็นสตรีในชุดกระโปรงสีเขียว รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา นางทอดสายตามองซูเสวียนจวินด้วยความสงสัยใคร่รู้
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เอ่ยขึ้นว่า “ควรจะเตือนเขาสักหน่อยดีไหมนะ?”
“อะแฮ่ม...”
บุรุษในชุดสีดำขลับแสร้งกระอักกระไอ พลางกล่าวสอดขึ้นมา
“ศิษย์น้องหญิงเยี่ยน ทุกสรรพสิ่งล้วนมีวาสนาเป็นของตนเอง การที่เขาเลือกตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น บางทีค่ายกลอาจจะเกิดการพลิกผัน ทำให้ตำแหน่งรอบนอกสุดกลับกลายเป็นจุดที่มีพลังปราณหนาแน่นที่สุดก็เป็นได้ หากเจ้าไปเตือนเขาให้เปลี่ยนตำแหน่ง มิเท่ากับเป็นการขัดขวางวาสนาของเขาหรอกหรือ?”
“เมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ซาบซึ้งในความหวังดีของเจ้า ทว่าอาจจะพยาบาทเคียดแค้นเจ้าเสียด้วยซ้ำ ได้ไม่คุ้มเสียหรอกนะ”
“การพลิกผันของค่ายกล มักจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ปีต่อครั้ง จะบังเอิญมาเกิดขึ้นในครั้งนี้ได้อย่างไรเล่า?”
ศิษย์น้องหญิงเยี่ยนส่ายหน้าเบาๆ พลางค้าน “ศิษย์พี่หวัง พวกเราต่างก็เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน การตักเตือนกันด้วยความหวังดีย่อมเป็นสิ่งที่สมควรทำมิใช่หรือ?”
“ศิษย์น้องหญิง เขาก็เป็นเพียงศิษย์รับใช้ต่ำต้อยผู้หนึ่ง มีอันใดให้ต้องไปใส่ใจนักหนา สู้เอาเวลาไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการบำเพ็ญเพียรจะดีกว่านะ” ศิษย์พี่หวังเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา
แท้จริงแล้ว ศิษย์พี่หวังผู้นี้หาได้มีความบาดหมางอันใดกับซูเสวียนจวินไม่ เพียงแต่เขารู้สึกขัดหูขัดตาที่ศิษย์รับใช้ต่ำต้อยกลับได้รับสิทธิ์เข้ามาบำเพ็ญเพียรในสระปราณวิญญาณร่วมกับพวกเขา
เขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคแสนสาหัส กว่าจะคว้าอันดับหนึ่งในสิบของการทดสอบศิษย์สายนอกมาได้ และได้รับรางวัลอันล้ำค่านี้ ทว่าศิษย์รับใช้ผู้นี้เป็นใครมาจากไหน จึงได้สิทธิ์เข้ามาบำเพ็ญเพียรร่วมกับพวกเขาอย่างหน้าตาเฉย?
เมื่อเห็นซูเสวียนจวินเลือกตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น เขาก็แอบสะใจและเย้ยหยันอยู่ในใจ
เขาอยากจะเห็นนักว่า เมื่อคลื่นพลังปราณหลั่งไหลมา ซูเสวียนจวินจะแสดงสีหน้าเช่นไร เมื่อพบว่าตนเองได้รับพลังปราณเพียงน้อยนิด
“แต่ว่า...”
ศิษย์น้องหญิงเยี่ยนยังคงพยายามจะเอ่ยบางสิ่ง ทว่าก็ถูกศิษย์พี่หวังขัดขึ้นอีกครั้ง “ศิษย์น้องหญิง ข้าเข้าใจว่าเจ้ามีจิตใจเมตตา ทว่าบนเส้นทางการบำเพ็ญเพียร บางครั้งการใจอ่อนก็อาจเป็นภัยคุกคามได้ ทุกการตัดสินใจของเขาย่อมต้องแลกมาด้วยผลลัพธ์ที่ตามมา เจ้าจะไปก้าวก่ายให้วุ่นวายทำไม บางทีเขาอาจจะไม่เห็นคุณค่าความหวังดีของเจ้าด้วยซ้ำ”
ศิษย์คนอื่นๆ ที่ได้สดับฟังบทสนทนานี้ ต่างก็พากันส่ายหน้าอย่างระอาใจ ศิษย์พี่หวังผู้นี้แม้นจะมีพรสวรรค์เป็นเลิศ ทว่ากลับมีจิตใจคับแคบและหยิ่งยโสโอหัง เขามักจะดูแคลนผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกที่มีระดับพลังต่ำกว่า หรือแม้แต่ศิษย์รับใช้อย่างซูเสวียนจวิน เขาก็มิเคยมองเห็นอยู่ในสายตา
แม้นว่าลึกๆ แล้วพวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวของศิษย์พี่หวัง ทว่าก็ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย หรือเอ่ยเตือนซูเสวียนจวินแต่อย่างใด
วูบ!...
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ ค่ายกลของสระปราณวิญญาณก็เริ่มทำงาน
แสงสว่างจากเส้นสายอักขระที่ถักทอกันอยู่ใต้ผืนน้ำเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้า ก่อเกิดเป็นค่ายกลขนาดยักษ์
ค่ายกลแห่งนี้ทำหน้าที่ดึงดูดพลังปราณจากฟ้าดิน และดึงพลังจากเส้นชีพจรวิญญาณเบื้องล่าง
พลังปราณอันบริสุทธิ์และหนาแน่นถูกค่ายกลสูบกลืนเข้าไป ก่อนจะกลั่นกรองจนบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น แล้วส่งผ่านไปยังจุดกำเนิดพลังที่เชื่อมต่อกับใบบัวแต่ละใบ
“เริ่มแล้วสินะ?”
ซูเสวียนจวินนั่งขัดสมาธิบนใบบัว โคจร 'คัมภีร์เซียนสรรพสิ่งรังสรรค์' ปราณแท้ในร่างไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง รูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้างประดุจหลุมดำ ดูดกลืนพลังปราณที่หลั่งไหลขึ้นมาจากใบบัวเบื้องล่างอย่างตะกละตะกลาม
พลังปราณเหล่านี้ช่างบริสุทธิ์และนุ่มนวลยิ่งนัก เพียงแค่เขาสูดหายใจเข้า มันก็หลอมรวมเป็นปราณแท้แห่งสรรพสิ่งรังสรรค์ แล้วไหลเวียนเข้าสู่ทะเลปราณทันที
ในชั่วพริบตา เขาสัมผัสได้ว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของตนกำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ทะเลปราณแตกสลายออก ก่อนจะแปรสภาพเป็นทะเลปราณสี่แห่ง
ขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสี่!
การก้าวข้ามจากขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสามสู่ระดับสี่ ถือเป็นคอขวดสำคัญที่กั้นระหว่างผู้ฝึกตนขั้นต้นและขั้นกลาง สำหรับศิษย์ทั่วไป หากปราศจากทรัพยากรช่วยเหลือ อาจต้องใช้เวลาเพียรพยายามนานนับปี กว่าจะสะสมปราณแท้ได้มากพอที่จะทะลวงด่าน
สำหรับซูเสวียนจวินที่ต้องการปราณแท้มากกว่าปกติหลายเท่า หากต้องอาศัยเพียงการบำเพ็ญเพียรตามปกติ อาจต้องใช้เวลาถึงห้าหรือหกปีเลยทีเดียว
ทว่าเมื่ออยู่ภายในสระปราณวิญญาณ เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็สามารถทะลวงขึ้นสู่ขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสี่ได้อย่างง่ายดาย
พลังปราณอันบริสุทธิ์และหนาแน่นยังคงพวยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซูเสวียนจวินดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินอย่างไม่หยุดหย่อน ระดับพลังของเขาพุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ ในที่สุด พลังปราณที่หนาแน่นก็ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ ราวกับรังไหมขนาดยักษ์
“เอ๊ะ?”
ในขณะนั้นเอง ศิษย์ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ พลังปราณที่พวกเขาได้รับกลับเบาบางกว่าที่คาดคิดไว้มากนัก
พวกเขาหันไปมองรอบๆ และสายตาก็สะดุดเข้ากับร่างของซูเสวียนจวินที่ถูกรังไหมพลังปราณห่อหุ้มอยู่ ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“นี่มัน...”
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
“ช่างบังเอิญเสียจริง ครานี้เกิดการพลิกผันของค่ายกลจริงๆ ด้วย”
ศิษย์น้องหญิงเยี่ยนเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน นางหันไปมองศิษย์พี่หวัง ก่อนจะเอ่ยขอบคุณ “ศิษย์พี่หวัง โชคดีที่ท่านห้ามข้าไว้ มิเช่นนั้นหากข้าไปตักเตือนเขา และทำให้เขาสูญเสียวาสนาอันยิ่งใหญ่นี้ไป เขาคงต้องพยาบาทเคียดแค้นข้าเป็นแน่แท้”
รอยยิ้มบนใบหน้าของศิษย์พี่หวังพลันแข็งค้าง เดิมทีเขาตั้งใจจะรอดูซูเสวียนจวินอับอายขายหน้า ทว่าใครจะคาดคิดว่าค่ายกลจะเกิดการพลิกผันขึ้นมาจริงๆ ตำแหน่งรอบนอกสุดกลับกลายเป็นจุดที่มีพลังปราณหนาแน่นที่สุดเสียนี่
หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับถูกบีบรัด หากเขาเป็นผู้เลือกตำแหน่งนั้น ระดับพลังของเขาคงพุ่งทะยานทะลุขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับเก้า ไปจนถึงขั้นเตรียมทะลวงสู่ขั้นตำหนักม่วงวิญญาณแล้วเป็นแน่
ยิ่งได้ยินคำกล่าวขอบคุณจากใจจริงของศิษย์น้องหญิงเยี่ยน เขาก็แทบจะกระอักเลือดออกมา ทำได้เพียงฝืนยิ้มและเอ่ยว่า “ศิษย์น้องหญิง เจ้ายังเยาว์วัยนัก ประสบการณ์บนโลกหล้ายังมีอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ”
ศิษย์คนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ ต่างก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนในโชควาสนาของซูเสวียนจวินไปตามๆ กัน
“รู้อย่างนี้ ข้าไม่น่าห้ามศิษย์น้องหญิงเยี่ยนเลย”
เมื่อเห็นซูเสวียนจวินได้ครอบครองตำแหน่งที่ดีที่สุด และกำลังกอบโกยพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง ศิษย์พี่หวังก็รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างแสนสาหัส
ความริษยาเข้าครอบงำจิตใจจนทำให้เขาเสียสมาธิไปชั่วขณะ เมื่อดึงสติกลับมาได้ ก็พบว่าเวลาผ่านไปหลายอึดใจแล้ว และเขาได้สูญเสียโอกาสในการดูดกลืนพลังปราณไปอย่างน่าเสียดาย ระดับพลังของเขาจึงแทบไม่คืบหน้าเลย
ในทางกลับกัน ซูเสวียนจวินยังคงดูดกลืนพลังปราณอย่างต่อเนื่อง ระดับพลังของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่เพียงแต่จะทะลวงขึ้นสู่ขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสี่เท่านั้น ทว่าในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ก้าวขึ้นสู่ระดับห้า
ในที่สุด เมื่อพลังปราณใกล้จะเหือดแห้ง เขาก็ดูดกลืนพลังปราณสายสุดท้ายเข้าสู่ร่างกาย ทะลวงขึ้นสู่ขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับหกได้อย่างสมบูรณ์