- หน้าแรก
- ขโมยวาสนาท้าลิขิตสวรรค์
- (✓) EP 13: เก็บเกี่ยววาสนา แท่นบูชามารอสูร
(✓) EP 13: เก็บเกี่ยววาสนา แท่นบูชามารอสูร
(✓) EP 13: เก็บเกี่ยววาสนา แท่นบูชามารอสูร
(✓) EP 13: เก็บเกี่ยววาสนา แท่นบูชามารอสูร
ท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อน ร่องรอยแห่งการทำลายล้างปรากฏให้เห็นอยู่ทุกหย่อมหญ้า เปลวเพลิงอันร้อนระอุจากธงอีกาเพลิงกัมปนาทแผดเผาพฤกษาจนเกรียมดำ หลอมละลายก้อนหินจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ทิ้งไว้เพียงเศษซากปรักหักพังอันน่าเวทนา
หลังจากซูเสวียนจวินใช้พลังดุจสายฟ้าฟาดฟันสังหารกลุ่มของเยี่ยเฉินทั้งห้าคนจนสิ้นซาก เขาก็เพียงแค่สะบัดข้อมือเบาๆ ธงอีกาเพลิงกัมปนาทที่ถูกซัดกระเด็นไปไกลก็ลอยละลิ่วกลับคืนมาอยู่ในกำมือ
เขาโคจรปราณแท้แห่งสรรพสิ่งรังสรรค์ถ่ายเทลงไป บดขยี้รอยประทับปราณแท้ของเยี่ยเฉินจนแตกสลาย ก่อนจะสลักรอยประทับปราณแท้ของตนเองลงไปแทนที่อย่างสมบูรณ์แบบ
วิ้ง...
เขาขับเคลื่อนอาวุธวิเศษชิ้นนี้ด้วยปราณแท้แห่งสรรพสิ่งรังสรรค์ ทันใดนั้น ธงอีกาเพลิงกัมปนาทก็เปล่งประกายแสงสีแดงชาดเจิดจ้า ฝูงอีกาเพลิงพุ่งทะยานออกมาพร้อมกับเมฆเพลิงผืนใหญ่ อาบย้อมผืนฟ้าเบื้องบนให้กลายเป็นสีแดงฉานราวกับทะเลเพลิง
“อานุภาพของอาวุธวิเศษชิ้นนี้ ดูเหมือนจะเหนือล้ำกว่ากระบี่วิญญาณทมิฬเสียอีก”
ซูเสวียนจวินรู้สึกปีติยินดีเป็นล้นพ้น การได้ครอบครองอาวุธวิเศษระดับผสานแก่นผลึกศักดิ์สิทธิ์เพิ่มมาอีกหนึ่งชิ้น ย่อมกล่าวได้ว่า แม้แต่ศิษย์สายในบางคน ก็อาจไม่มีอาวุธวิเศษที่มีระดับสูงส่งเทียบเท่ากับที่เขาครอบครองอยู่ในขณะนี้
หลังจากเก็บธงอีกาเพลิงกัมปนาทและกระบี่วิญญาณทมิฬกลับคืนมา ซูเสวียนจวินก็เริ่มต้นเก็บกวาดสนามรบ
สิ่งแรกที่เขาให้ความสนใจคือป้ายหยกคะแนนสะสมของกลุ่มเยี่ยเฉิน เนื่องจากพวกมันล้วนเป็นผู้ฝึกตนในขั้นรวบรวมปราณฟ้าดิน ทั้งยังมีอาวุธวิเศษไว้ครอบครอง การล่าสังหารมารอสูรจึงเป็นเรื่องง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ คะแนนสะสมของพวกมันจึงมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยี่ยเฉิน คะแนนสะสมของมันมีมากกว่าซูเสวียนจวินเสียอีก
หลังจากช่วงชิงคะแนนสะสมของพวกมันมาได้ทั้งหมด คะแนนสะสมในป้ายหยกของเขาก็พุ่งทะยานทะลุห้าพันคะแนนไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรวิญญาณ หยกวิญญาณ และทรัพยากรอื่นๆ ที่พวกมันเก็บเกี่ยวมาได้จากดินแดนลับแห่งนี้อีกมากมาย
เมื่อตรวจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาก็พบว่ามีหยกวิญญาณสิบกว่าก้อน สมุนไพรวิญญาณเก้าต้น และแร่เหล็กที่สามารถนำไปตีขึ้นรูปอาวุธวิเศษได้อีกสามก้อน
“เอ๊ะ นี่มัน...”
ซูเสวียนจวินค้นพบถุงผ้าใบหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมของเยี่ยเฉิน มันมีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ ทว่ากลับถูกปักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง บริเวณปากถุงมีแสงวิญญาณเรืองรองเล็ดลอดออกมา
เขาค่อยๆ โคจรปราณแท้เพื่อปลดผนึกค่ายกลบริเวณปากถุงอย่างระมัดระวัง เมื่อถ่ายเทปราณแท้เข้าไปภายใน ก็พบว่าพื้นที่ว่างเบื้องในนั้นกว้างขวางเกินคาด
“ถุงวิเศษมิติ” ซูเสวียนจวินอุทานด้วยความประหลาดใจ
ถุงวิเศษมิติก็จัดเป็นอาวุธวิเศษประเภทหนึ่งเช่นกัน ภายในซุกซ่อนพื้นที่ต่างมิติเอาไว้ แม้นจะไร้อานุภาพในการโจมตี ทว่าก็อำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ฝึกตนยามต้องออกเดินทางค้นหาสมุนไพรหรือออกผจญภัย
เขาปรารถนาจะได้ครอบครองถุงวิเศษมิติมาโดยตลอด ทว่าราคาค่างวดของถุงวิเศษมิติในวิหารเต๋านั้นแพงหูฉี่ ถุงวิเศษมิติระดับต่ำสุดยังต้องแลกมาด้วยคะแนนคุณูปการนับหมื่นคะแนน
นอกจากกองเหรียญหยกแล้ว สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดภายในถุงวิเศษมิติของเยี่ยเฉินก็คือตำราเล่มหนึ่ง เมื่อซูเสวียนจวินใช้ปราณแท้ดึงมันออกมาพิจารณา ก็พบว่ามันคือเคล็ดวิชารวบรวมปราณฟ้าดิน
แน่นอนว่าผู้ที่ครอบครอง 'คัมภีร์เซียนสรรพสิ่งรังสรรค์' อย่างเขาย่อมไม่แยแสเคล็ดวิชารวบรวมปราณฟ้าดินระดับนี้ เขาจึงโยนมันกลับลงไปในถุง หมายจะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรอื่นๆ ในภายหลัง
เมื่อได้ถุงวิเศษมิติมาครอบครอง ซูเสวียนจวินก็จัดการเก็บธงอีกาเพลิงกัมปนาท กระบี่วิญญาณทมิฬ สมุนไพรวิญญาณ หยกวิญญาณ และสิ่งของมีค่าอื่นๆ ลงไปจนหมดสิ้น
เขาผูกถุงวิเศษมิติไว้ที่บั้นเอว ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ ปราณแท้แห่งสรรพสิ่งรังสรรค์ก็แปรสภาพเป็นเปลวเพลิง แผดเผาร่างอันไร้วิญญาณของทั้งห้าคนจนกลายเป็นเถ้าธุลี ลบล้างร่องรอยจนหมดสิ้น
“เสาะหาสถานที่เงียบสงบเพื่อหลอมละลายสมุนไพรวิญญาณ ทะลวงด่านสู่ขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสองก่อนดีกว่า”
ซูเสวียนจวินตระหนักดีว่า ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรในปัจจุบัน เขายังคงอ่อนแอเกินไป ไม่เพียงแต่จะมีศิษย์สืบทอดที่ผูกใจเจ็บอยู่ภายนอกเท่านั้น ทว่าภายในดินแดนลับมารอสูรน้อยแห่งนี้ เหล่ามารอสูรก็หาได้อยู่นิ่งเฉยรอความตายไม่ พวกมันกำลังซุ่มซ่อนวางแผนการร้ายบางอย่างอยู่
หลังจากค้นพบสถานที่สงบเงียบ ซูเสวียนจวินก็จัดการขุดเจาะถ้ำหินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกักตัวหลอมละลายสมุนไพรวิญญาณ
เดิมทีเขามีสมุนไพรวิญญาณอยู่ในครอบครองยี่สิบกว่าต้น เมื่อรวมกับสมุนไพรวิญญาณอีกเก้าต้นที่ได้มาจากกลุ่มของเยี่ยเฉิน ยามนี้เขามีสมุนไพรวิญญาณรวมแล้วกว่าสามสิบต้น นับว่าเป็นทรัพย์สมบัติก้อนโตที่ผู้ฝึกตนระดับศิษย์สายนอกของวิหารเต๋าบางคนยังมิอาจเทียบเคียง
ครืน...
ซูเสวียนจวินโคจรเคล็ดวิชา หลอมละลายสมุนไพรวิญญาณต้นแล้วต้นเล่า
ปราณแท้แห่งสรรพสิ่งรังสรรค์ภายในร่างเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทะเลปราณขยายอาณาเขตใหญ่โตขึ้น
หลังจากหลอมละลายสมุนไพรวิญญาณไปถึงสามสิบต้น ทะเลปราณก็กักเก็บปราณแท้จนถึงขีดสุด
เมื่อเขาเร่งโคจรปราณแท้ ทะเลปราณก็แตกสลายออก ก่อนจะแปรสภาพเป็นทะเลปราณสองแห่งที่กำลังหมุนวนและดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินอย่างไม่หยุดหย่อน
ขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสอง!
ซูเสวียนจวินลอบทอดถอนใจ 'คัมภีร์เซียนสรรพสิ่งรังสรรค์' ทรงอานุภาพเพียงใด ก็ต้องแลกมาด้วยทรัพยากรมหาศาลเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้
การทะลวงด่านจากขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับหนึ่งขึ้นสู่ระดับสอง จำเป็นต้องใช้สมุนไพรวิญญาณมากถึงสามสิบต้น ซึ่งปริมาณเพียงเท่านี้น่าจะเพียงพอให้ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับหนึ่งทั่วไป ทะลวงด่านทะยานขึ้นสู่ขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสี่หรือมากกว่านั้นได้เลยทีเดียว
สำหรับการทะลวงด่านในขั้นต่อๆ ไป ย่อมต้องอาศัยทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่ทวีคูณขึ้นไปอีก
“มิน่าเล่า กระจกแห่งโชคชะตาจึงสามารถสอดส่องวาสนาของผู้อื่นได้ หากไร้ซึ่งความสามารถนี้ ข้าคงหมดปัญญาที่จะฝึกฝน 'คัมภีร์เซียนสรรพสิ่งรังสรรค์' เป็นแน่แท้”
ซูเสวียนจวินลอบครุ่นคิดในใจ
หลังจากทะลวงด่านสำเร็จ ซูเสวียนจวินก็เริ่มออกล่าสังหารมารอสูร
มารอสูรแต่ละตัวล้วนหมายถึงคะแนนสะสมอันล้ำค่า
การที่สามารถนำมารอสูรไปแลกเปลี่ยนเป็นคะแนนคุณูปการได้ นับว่าเป็นโอกาสทองพันปีที่หาได้ยากยิ่ง หากพลาดโอกาสนี้ไปก็คงไม่มีโอกาสหน้าอีกแล้ว
ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรในขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสอง ผนวกกับกระบี่วิญญาณทมิฬและธงอีกาเพลิงกัมปนาท มารอสูรในเขตชั้นนอกของดินแดนลับแห่งนี้ย่อมต้องเผชิญกับหายนะ มารอสูรทุกตัวที่บังเอิญพบเจอเขาล้วนไม่มีทางรอดชีวิตไปได้
ในระหว่างทาง ซูเสวียนจวินค้นพบฐานที่มั่นมารอสูรถึงสามแห่ง แต่ละแห่งล้วนมีมารอสูรขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินประจำการอยู่หลายตัว ทว่าพวกมันทั้งหมดกลับถูกเขาสังหารจนสิ้นซาก กวาดคะแนนสะสมมาได้อย่างมากมายมหาศาล
ฉึก!...
ซูเสวียนจวินค้นพบฐานที่มั่นมารอสูรอีกแห่งหนึ่ง จึงบุกทะลวงเข้าไปสังหารอย่างไม่รั้งรอ
ฐานที่มั่นแห่งนี้มีมารอสูรจำนวนนับไม่ถ้วน มารอสูรขั้นหล่อหลอมกายาเดินกันขวักไขว่ มารอสูรขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินก็มีมากถึงหลายสิบตัว ส่วนผู้นำของพวกมันนั้น เป็นถึงมารอสูรขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสี่
ซูเสวียนจวินจ้องมองมารอสูรที่แผ่ซ่านกลิ่นอายมารอสูรอย่างดุดันเบื้องหน้า พลางลอบบริภาษในใจ “ค่ายกลที่วิหารเต๋าสร้างขึ้นมานี่มันเหมือนกับรหัสของโปรแกรมเมอร์ไม่มีผิด เต็มไปด้วยช่องโหว่แต่ก็ยังดันทุรังทำงานต่อไปได้ แม้แต่มารอสูรขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินระดับสี่ยังหลุดรอดออกมาได้เลย”
“มนุษย์อย่างเจ้า ริอ่านบุกรุกเข้ามาเพียงลำพัง ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก”
มารอสูรตัวนี้มีส่วนหัวเป็นหมีทว่ามีเรือนร่างดั่งมนุษย์ กลิ่นอายมารอสูรพวยพุ่งไปทั่วร่าง ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนดุร้าย มันจ้องมองซูเสวียนจวิน รังสีสังหารแผ่ซ่าน
“พวกเจ้าสร้างฐานที่มั่นมากมายถึงเพียงนี้ มุ่งหมายสิ่งใดกันแน่?” ซูเสวียนจวินเอ่ยถาม
มารอสูรหมีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ย่อมต้องสร้างแท่นบูชา เพื่ออัญเชิญท่านขุนพลหมาป่าทมิฬให้จุติลงมายังไงล่ะ”
“มารอสูรตัวนี้สมองทึบเสียจริง ถามอันใดก็ตอบมาเสียหมด”
ซูเสวียนจวินลอบค่อนขอดในใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ “หึหึหึ ดินแดนลับมารอสูรน้อยแห่งนี้เกิดจากการบิดเบี้ยวของพลังแห่งโลกทั้งสองใบ มารอสูรระดับผสานแก่นผลึกศักดิ์สิทธิ์เพียงตนเดียว จะมีปัญญาฉีกกระชากมิติแล้วจุติลงมายังดินแดนลับแห่งนี้ได้อย่างไร อย่ามาคุยโวโอ้อวดไปหน่อยเลย”
“พวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าช่างหลงตัวเองนัก คิดว่าแค่สร้างค่ายกลพิทักษ์ดินแดนลับแห่งนี้ไว้ ก็จะไร้กังวลแล้ว หนำซ้ำยังส่งพวกศิษย์เข้ามาล่าสังหารพวกข้าอีก ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่าน รอยแยกแห่งมิติเส้นนี้ก็ขยายกว้างขึ้นอีกนิด เพียงพอที่จะรองรับพลังระดับผสานแก่นผลึกศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว”
มารอสูรหมีเอ่ยด้วยท่าทีโอหัง “ขอเพียงพวกข้าสร้างแท่นบูชาจนเสร็จสิ้น ก็จะสามารถอัญเชิญท่านขุนพลหมาป่าทมิฬให้จุติลงมาได้ เมื่อถึงเวลานั้น พวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าก็จะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น”
“ขอบคุณที่ช่วยไขข้อข้องใจ เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะสงเคราะห์ให้พวกเจ้าตายอย่างสงบ ไม่ต้องทนทรมาน”
หลังจากล่วงรู้แผนการของพวกมารอสูรจนกระจ่างแจ้ง ซูเสวียนจวินก็เรียกใช้งานธงอีกาเพลิงกัมปนาทในทันที อีกาเพลิงหลายตัวโบยบินออกมา แสงเพลิงอันร้อนระอุสาดส่องไปทั่วฐานที่มั่น
“อ๊าก...”
มารอสูรขั้นหล่อหลอมกายาเหล่านั้นมิอาจต้านทานความร้อนระอุได้เลยแม้แต่น้อย ชั่วพริบตาเดียวพวกมันก็ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลี
ส่วนมารอสูรขั้นรวบรวมปราณฟ้าดินแม้นจะสามารถต้านทานได้ชั่วครู่ ทว่าเพียงไม่กี่ลมหายใจ กลิ่นอายมารอสูรในร่างก็ถูกแผดเผาจนกลายเป็นคบเพลิงมนุษย์
“มนุษย์ชั่วช้า...”
มารอสูรหมีคำรามก้อง ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าโจมตีซูเสวียนจวิน
ฉับ!...
ซูเสวียนจวินสะบัดนิ้วชี้ออกไป ลำแสงเพลิงพุ่งทะยานออกจากธงอีกาเพลิงกัมปนาท รวดเร็วดุจลูกศร พุ่งทะลวงทำลายม่านปราณมารอสูรของมารอสูรหมี และปลิดชีพมันลงในพริบตา
เพียงชั่วพริบตา ฐานที่มั่นมารอสูรแห่งนี้ก็ถูกซูเสวียนจวินกวาดล้างจนสิ้นซากด้วยอานุภาพของธงอีกาเพลิงกัมปนาท
“นี่หรือคือแท่นบูชามารอสูร?”
ซูเสวียนจวินเดินเข้าไปยังส่วนลึกของฐานที่มั่น ก็พบเห็นแท่นบูชาขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าเขา มันถูกสร้างขึ้นจากก้อนหินขนาดยักษ์ บนนั้นสลักเสลาด้วยอักขระลี้ลับมากมาย
บนแท่นบูชามีศพของเหล่าศิษย์รับใช้แห่งวิหารเต๋าและสัตว์อสูรนอนเกลื่อนกลาด
เลือดสดๆ ไหลรินรดร่องลึกบนแท่นบูชา แท่นบูชาทั้งแท่นแผ่ซ่านแสงสีเลือดจางๆ ออกมา