- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์หรรษา กลุ่มแชทนี่มันบ้าอะไรเนี่ย
- บทที่ 6 สรรพชีวิตเข้าเฝ้า! ความแตกต่างของสองเส้นเวลา!
บทที่ 6 สรรพชีวิตเข้าเฝ้า! ความแตกต่างของสองเส้นเวลา!
บทที่ 6 สรรพชีวิตเข้าเฝ้า! ความแตกต่างของสองเส้นเวลา!
ภูเขาจักรพรรดิมนุษย์
หลินเจามองดูหน้าต่างกลุ่มแชต
สายตาของเขามองตัวอักษร 'เยี่ยเฮย (มหาจักรพรรดิเบนซ์)' ของสมาชิกกลุ่มเป็นพิเศษอยู่หลายแวบ
"เยี่ยฝานในขั้นนี้น่าจะยังไม่ได้โดยสารเก้ามังกรลากโลงไปยังเป่ยโต่วเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร"
หลินเจาคิดในใจ
แน่นอน
นี่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเส้นเวลาที่เขาอยู่กับเส้นเวลาที่เยี่ยฝานอยู่นั้นเกี่ยวข้องกันหรือไม่!?
โลกที่ทั้งสองฝ่ายอยู่เป็นโลกใบเดียวกันหรือไม่?
จักรวาลเจ้อเทียนทางฝั่งของเยี่ยฝาน
มีบุคคลเช่นเขาอยู่ด้วยหรือ?
นี่คือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีจักรวาลคู่ขนาน!
ทว่า...
หลินเจาคาดเดาว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะอยู่ในโลกใบเดียวกัน
อย่างไรเสีย ก็ต้องดูด้วยว่าหัวหน้ากลุ่มแชตคือใคร
หวงเทียนตี้!
เจ้าหนูกินนม!
หากโลกที่หลินเจาอยู่กับโลกของเยี่ยฝานไม่ใช่ใบเดียวกัน เช่นนั้นกลุ่มแชตนี้ก็คงไม่มีความหมายอะไรมากนัก
เพราะในอนาคตทุกคนย่อมไม่รู้จักกันอยู่แล้ว
จักรวาลเจ้อเทียนในต้นฉบับเดิมไม่มีบุคคลเช่นหลินเจาอยู่เลยแม้แต่น้อย
หากเยี่ยฝานกับหลินเจาอยู่ต่างโลกกัน
เช่นนั้นในอนาคตพวกเขาก็ย่อมต้องไม่รู้จักกัน
การคงอยู่ของกลุ่มแชต
ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์อะไรได้มากมายแล้ว
หลินเจาในอนาคตคุ้นเคยกับหวงเทียนตี้ เช่นนั้นก็ต้องรู้จักกับเยี่ยเทียนตี้อย่างแน่นอน ในเมื่อทุกคนต่างรู้จักมักคุ้นกัน เช่นนั้น 'พวกเขา' ในกลุ่มก็ต้องอยู่ในโลกใบเดียวกันอย่างแน่นอน
เมื่อคิดถึงตรงนี้
หลินเจาจึงค่อยๆ วางใจลง
เขาปิดหน้าต่างแชตตรงหน้า จากนั้นสายตาก็มองออกไปนอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์——
นอกภูเขา
ตัวแทนจากหมื่นเผ่าพันธุ์ต่างทยอยเดินทางมาเข้าเฝ้า
ในจักรวาลยังมีขุมกำลังอีกไม่น้อยที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางดาราโบราณมุ่งหน้าสู่เป่ยโต่ว เตรียมตัวมาเข้าเฝ้าเพื่อแสดงความเคารพต่อเขาผู้เป็นจักรพรรดิมนุษย์องค์ใหม่
หลินเจาเลิกคิ้วเล็กน้อย
เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะเรียกพบพวกมัน
แต่กลับหลับตาลงตามลำพัง อย่างไรเสียก็ยังมีขุมกำลังอีกไม่น้อยที่กำลังเดินทางมาเข้าเฝ้า รอให้ถึงตอนนั้นแล้วค่อยพบพร้อมกันเลยทีเดียวก็แล้วกัน
เขาคร้านที่จะพบทีละคน
"หืม?"
ในตอนนั้นเอง
หลินเจาพลันมองเห็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง
…
…
นอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์
ตัวแทนจากหมื่นเผ่าพันธุ์เฝ้ารออยู่ที่นี่อย่างเงียบสงบ
ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ไท่กู่ หรือราชวงศ์ธรรมดา พวกมันล้วนเดินทางมากันหมดแล้ว จักรพรรดิมนุษย์ไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าจะไม่พบพวกมัน นั่นก็หมายความว่าเวลายังมาไม่ถึง
ไม่มีผู้ใดกล้าจากไปโดยพลการ
ทว่า
การต้องยืนอยู่ร่วมกับเผ่ามนุษย์ที่ 'ต่ำต้อย' มากมาย
กลับทำให้เผ่าไท่กู่บางคนรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
ทั้งสองฝ่ายต่างส่งสายตาจ้องมองกัน
และแล้วก็เกิดการโต้เถียงกันขึ้นที่นอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์
ตามหลักแล้ว เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยในอดีต
อย่างไรเสีย
เผ่ามนุษย์แห่งเป่ยโต่วเมื่ออยู่ต่อหน้าเผ่าไท่กู่
ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เลยแม้แต่น้อย นับเป็นได้เพียงทาสและอาหารเลือดเท่านั้น
ทว่าวันเวลาได้เปลี่ยนไปแล้ว
ตามการบรรลุมรรคาอย่างแข็งแกร่งของหลินเจา
สถานะของเผ่ามนุษย์ทั่วทั้งเป่ยโต่วก็สูงขึ้นตามไปด้วย
ต่อให้เป็นเผ่าไท่กู่ก็ไม่กล้ารังแกพวกเขาโดยพลการอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้เอง
เผ่ามนุษย์แห่งเป่ยโต่วจึงเริ่มผงาดขึ้น
ขณะนี้ ภายนอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ ผู้ฝึกปราณขั้นตำหนักเต๋าของเผ่ามนุษย์ตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง ถึงกับกล้ายั่วยุราชาไท่กู่ระดับเซียนขั้นสามอย่างบ้าคลั่งแล้ว
"เข้ามาสิ!"
"แน่จริงเจ้าก็ฆ่าข้าสิ!"
ผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ผู้นั้นยั่วยุอย่างไม่เกรงกลัว เขาชี้ไปยังภูเขาจักรพรรดิมนุษย์พลางกล่าวเสียงดัง: "แน่จริงเจ้าก็ฆ่าข้า... ภายในภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเผ่ามนุษย์ ต่อหน้าจักรพรรดิมนุษย์ผู้สูงสุดของเผ่าข้าสิ!"
"มา!"
"ฆ่าข้า!"
"ฆ่าข้าสิ!"
"ข้าขอร้องให้เจ้าฆ่าข้าเลย!"
ผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ผู้นั้นยังคงยั่วยุอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นภาพนี้
สีหน้าของราชาไท่กู่ผู้นั้นก็พลันมืดครึ้ม
มดปลวกตรงหน้าเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นตำหนักเต๋าคนหนึ่งเท่านั้น
เพียงแค่เขาถลึงตาก็สามารถฆ่าให้ตายได้แล้ว
ทว่า
เขากลับไม่กล้าลงมือ
อย่างไรเสียสถานที่แห่งนี้ก็คือภูเขาจักรพรรดิมนุษย์
จักรพรรดิมนุษย์องค์ใหม่ผู้นั้นอาจจะกำลังมองดูอยู่ภายในภูเขาก็เป็นได้
หากเขาเกล้าลงมือขึ้นมา?
เกรงว่ามดปลวกตรงหน้ายังไม่ทันได้ตกตาย เขาก็คงต้องตายไปก่อนแล้ว...
เมื่อคิดถึงตรงนี้
ราชาไท่กู่ผู้นี้จึงทำได้เพียงตอบรับด้วยความเงียบงัน
เขาปล่อยให้มดปลวกตรงหน้ายั่วยุตนเองอย่างไม่เกรงกลัว สุดท้ายก็ยังคงไม่กล้าลงมือ
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
"กลัวแล้วหรือ?"
"ขี้ขลาดแล้วหรือ?"
"ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ไว้!"
"ตอนนี้เผ่ามนุษย์ของข้าก็มีที่พึ่งพิงแล้ว!"
"ตอนนี้เผ่ามนุษย์ของข้าก็มีจักรพรรดิโบราณคอยสยบยุคสมัยนี้แล้ว!"
"เมื่อก่อนข้าไม่สน!"
"แต่ตอนนี้? หมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ของพวกเจ้าจงหมอบคลานอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวไปซะ!"
"ยุคสมัยนี้คือใต้หล้าของเผ่ามนุษย์ข้า!"
ผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ผู้นั้นหัวเราะเสียงดังอย่างไม่เกรงกลัว
คำพูดของเขาประโยคนี้ดึงดูดให้เผ่ามนุษย์ไม่น้อยส่งเสียงเห็นด้วย
"ดี!"
"พูดได้ดี!"
"ในยุคสมัยนี้ ข้าจะไปสนหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่บ้าบออะไรของพวกเจ้า? ต่อให้เป็นมังกรเจ้าก็ต้องขดตัว! ต่อให้เป็นพยัคฆ์เจ้าก็ต้องหมอบลง!"
"ไม่ยอมรับหรือ?"
"เช่นนั้นเจ้าก็ฆ่าข้าสิ!"
"ฆ่าข้า... ภายในภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเผ่ามนุษย์ ต่อหน้าจักรพรรดิมนุษย์ผู้สูงสุดของเผ่าข้าสิ!"
เผ่ามนุษย์มากมายต่างตะโกนเสียงดังก้อง
ข้าสู้เจ้าไม่ได้
เช่นนั้นเจ้าก็ฆ่าข้าสิ
เมื่อเห็นภาพนี้
สมาชิกจากหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ทุกคนต่างสีหน้ามืดครึ้ม
แต่พวกมันกลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้เลยแม้แต่ครึ่งคำ
ที่ด้านหน้าสุด
ราชวงศ์ใหญ่หลายแห่งต่างนิ่งเงียบไม่เอ่ยปาก
ในอดีตสมัยที่จักรพรรดิบรรพชนของพวกมันยังอยู่ในตำแหน่ง ต่างก็เคยสนับสนุนให้หมื่นเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์เช่นพวกมันจึงไม่ค่อยจะกดขี่รังแกเผ่ามนุษย์มากนัก อย่างไรเสียพวกมันก็ยังต้องการหน้าตา ย่อมไม่อาจฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของจักรพรรดิโบราณของตนเองได้
ขณะนี้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเผ่ามนุษย์ที่ทำตัวราวกับอันธพาล
ราชวงศ์ใหญ่หลายแห่งจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบไม่เอ่ยปากอย่างรู้ใจกัน
เผ่ามนุษย์แห่งเป่ยโต่วถูกหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่กดขี่รังแกอย่างหนักหน่วงจนเกินไป บัดนี้เมื่อถึงจุดต่ำสุดแล้วก็ดีดตัวกลับอย่างกะทันหัน โดยพื้นฐานแล้วทุกคนล้วนลุกขึ้นยืนหยัด
"ฟุ่บ!"
เมื่อเห็นว่าผู้คนมากมายทยอยเดินทางมาเข้าเฝ้า
นี่จึงส่งผลให้สถานการณ์ภายนอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์แทบจะควบคุมไม่อยู่แล้ว
แม้จะบอกว่าคนของหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ไม่กล้าลงมือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเผ่ามนุษย์จะไม่ลงมือยั่วยุ มีคนเริ่มกระตือรือร้นอยากจะลองดูแล้ว...
"เอาล่ะ"
ในตอนนั้นเอง
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังสะท้านฟ้าดิน
หลินเจาเอ่ยปากหยุดยั้งละครฉากนี้
แต่เขาไม่ได้ลงโทษผู้ใด อย่างไรเสียเขาก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี เผ่ามนุษย์แห่งเป่ยโต่วถูกหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่กดขี่รังแกอย่างหนักหน่วงจนเกินไป เขาไม่รังเกียจที่จะให้เผ่ามนุษย์อาศัยบารมีของตนเองกดขี่รังแกพวกมันกลับไป...
ผู้ที่กดขี่รังแกผู้อื่น
ผู้อื่นย่อมกดขี่รังแกกลับ
วันนี้เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า
เช่นนั้นก็ปล่อยให้เจ้ารังแกข้าได้ตามใจชอบ
แต่หากพรุ่งนี้ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า
หึหึ...
หลินเจาส่งสัญญาณให้ตัวแทนหมื่นเผ่าพันธุ์เข้ามาในภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา รูปร่างสูงใหญ่ ผมสีดำสยายปรกบ่า ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาที่ลึกล้ำราวกับสามารถมองทะลุผ่านช่วงเวลาอันยาวนานนับหมื่นปีได้
ตัวแทนจากหมื่นเผ่าพันธุ์เดินเข้าไปในภูเขาอย่างนอบน้อม
ผู้นำหน้าคือขุมกำลังทั้งสามฝ่ายอย่างรังหมื่นมังกร ดินแดนเผ่าหวงจิน และถ้ำกิเลนอัคคี
"พวกข้าขอเข้าเฝ้าจักรพรรดิมนุษย์!"
ขุมกำลังจากหมื่นเผ่าพันธุ์คุกเข่าคำนับหลินเจาที่อยู่บนยอดเขา
หลินเจามองไปยังกลุ่มคนของถ้ำกิเลนอัคคี สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หญิงสาวผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติ ดวงตาสุกสกาวฟันขาวสะอาด นัยน์ตาทอประกายระยิบระยับ ดวงตาสีฟ้าครามใสกระจ่างและสว่างไสว ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้
นางคือบุตรสาวของจักรพรรดิโบราณกิเลน——
หั่วหลินเอ๋อร์
ความสัมพันธ์ระหว่างหลินเจาและนางนับว่าดีไม่น้อย
ปีนั้น... เขาและถ้ำกิเลนอัคคีได้ผูกความแค้นต่อกัน สุดท้ายหั่วหลินเอ๋อร์ก็ออกหน้าไกล่เกลี่ยความบาดหมางนี้ อีกทั้งยังมองเห็นถึงพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาของเขา จึงได้ลงทุนล่วงหน้าเอาไว้
ด้วยเหตุนี้
สำหรับหลินเจาแล้ว
หั่วหลินเอ๋อร์ก็นับว่าเป็นสหายเพียงไม่กี่คนของเขาแล้ว
…
…