เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 สรรพชีวิตเข้าเฝ้า! ความแตกต่างของสองเส้นเวลา!

บทที่ 6 สรรพชีวิตเข้าเฝ้า! ความแตกต่างของสองเส้นเวลา!

บทที่ 6 สรรพชีวิตเข้าเฝ้า! ความแตกต่างของสองเส้นเวลา!


ภูเขาจักรพรรดิมนุษย์

หลินเจามองดูหน้าต่างกลุ่มแชต

สายตาของเขามองตัวอักษร 'เยี่ยเฮย (มหาจักรพรรดิเบนซ์)' ของสมาชิกกลุ่มเป็นพิเศษอยู่หลายแวบ

"เยี่ยฝานในขั้นนี้น่าจะยังไม่ได้โดยสารเก้ามังกรลากโลงไปยังเป่ยโต่วเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร"

หลินเจาคิดในใจ

แน่นอน

นี่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเส้นเวลาที่เขาอยู่กับเส้นเวลาที่เยี่ยฝานอยู่นั้นเกี่ยวข้องกันหรือไม่!?

โลกที่ทั้งสองฝ่ายอยู่เป็นโลกใบเดียวกันหรือไม่?

จักรวาลเจ้อเทียนทางฝั่งของเยี่ยฝาน

มีบุคคลเช่นเขาอยู่ด้วยหรือ?

นี่คือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีจักรวาลคู่ขนาน!

ทว่า...

หลินเจาคาดเดาว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะอยู่ในโลกใบเดียวกัน

อย่างไรเสีย ก็ต้องดูด้วยว่าหัวหน้ากลุ่มแชตคือใคร

หวงเทียนตี้!

เจ้าหนูกินนม!

หากโลกที่หลินเจาอยู่กับโลกของเยี่ยฝานไม่ใช่ใบเดียวกัน เช่นนั้นกลุ่มแชตนี้ก็คงไม่มีความหมายอะไรมากนัก

เพราะในอนาคตทุกคนย่อมไม่รู้จักกันอยู่แล้ว

จักรวาลเจ้อเทียนในต้นฉบับเดิมไม่มีบุคคลเช่นหลินเจาอยู่เลยแม้แต่น้อย

หากเยี่ยฝานกับหลินเจาอยู่ต่างโลกกัน

เช่นนั้นในอนาคตพวกเขาก็ย่อมต้องไม่รู้จักกัน

การคงอยู่ของกลุ่มแชต

ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์อะไรได้มากมายแล้ว

หลินเจาในอนาคตคุ้นเคยกับหวงเทียนตี้ เช่นนั้นก็ต้องรู้จักกับเยี่ยเทียนตี้อย่างแน่นอน ในเมื่อทุกคนต่างรู้จักมักคุ้นกัน เช่นนั้น 'พวกเขา' ในกลุ่มก็ต้องอยู่ในโลกใบเดียวกันอย่างแน่นอน

เมื่อคิดถึงตรงนี้

หลินเจาจึงค่อยๆ วางใจลง

เขาปิดหน้าต่างแชตตรงหน้า จากนั้นสายตาก็มองออกไปนอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์——

นอกภูเขา

ตัวแทนจากหมื่นเผ่าพันธุ์ต่างทยอยเดินทางมาเข้าเฝ้า

ในจักรวาลยังมีขุมกำลังอีกไม่น้อยที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางดาราโบราณมุ่งหน้าสู่เป่ยโต่ว เตรียมตัวมาเข้าเฝ้าเพื่อแสดงความเคารพต่อเขาผู้เป็นจักรพรรดิมนุษย์องค์ใหม่

หลินเจาเลิกคิ้วเล็กน้อย

เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะเรียกพบพวกมัน

แต่กลับหลับตาลงตามลำพัง อย่างไรเสียก็ยังมีขุมกำลังอีกไม่น้อยที่กำลังเดินทางมาเข้าเฝ้า รอให้ถึงตอนนั้นแล้วค่อยพบพร้อมกันเลยทีเดียวก็แล้วกัน

เขาคร้านที่จะพบทีละคน

"หืม?"

ในตอนนั้นเอง

หลินเจาพลันมองเห็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง

นอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์

ตัวแทนจากหมื่นเผ่าพันธุ์เฝ้ารออยู่ที่นี่อย่างเงียบสงบ

ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ไท่กู่ หรือราชวงศ์ธรรมดา พวกมันล้วนเดินทางมากันหมดแล้ว จักรพรรดิมนุษย์ไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าจะไม่พบพวกมัน นั่นก็หมายความว่าเวลายังมาไม่ถึง

ไม่มีผู้ใดกล้าจากไปโดยพลการ

ทว่า

การต้องยืนอยู่ร่วมกับเผ่ามนุษย์ที่ 'ต่ำต้อย' มากมาย

กลับทำให้เผ่าไท่กู่บางคนรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง

ทั้งสองฝ่ายต่างส่งสายตาจ้องมองกัน

และแล้วก็เกิดการโต้เถียงกันขึ้นที่นอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์

ตามหลักแล้ว เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยในอดีต

อย่างไรเสีย

เผ่ามนุษย์แห่งเป่ยโต่วเมื่ออยู่ต่อหน้าเผ่าไท่กู่

ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เลยแม้แต่น้อย นับเป็นได้เพียงทาสและอาหารเลือดเท่านั้น

ทว่าวันเวลาได้เปลี่ยนไปแล้ว

ตามการบรรลุมรรคาอย่างแข็งแกร่งของหลินเจา

สถานะของเผ่ามนุษย์ทั่วทั้งเป่ยโต่วก็สูงขึ้นตามไปด้วย

ต่อให้เป็นเผ่าไท่กู่ก็ไม่กล้ารังแกพวกเขาโดยพลการอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้เอง

เผ่ามนุษย์แห่งเป่ยโต่วจึงเริ่มผงาดขึ้น

ขณะนี้ ภายนอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ ผู้ฝึกปราณขั้นตำหนักเต๋าของเผ่ามนุษย์ตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง ถึงกับกล้ายั่วยุราชาไท่กู่ระดับเซียนขั้นสามอย่างบ้าคลั่งแล้ว

"เข้ามาสิ!"

"แน่จริงเจ้าก็ฆ่าข้าสิ!"

ผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ผู้นั้นยั่วยุอย่างไม่เกรงกลัว เขาชี้ไปยังภูเขาจักรพรรดิมนุษย์พลางกล่าวเสียงดัง: "แน่จริงเจ้าก็ฆ่าข้า... ภายในภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเผ่ามนุษย์ ต่อหน้าจักรพรรดิมนุษย์ผู้สูงสุดของเผ่าข้าสิ!"

"มา!"

"ฆ่าข้า!"

"ฆ่าข้าสิ!"

"ข้าขอร้องให้เจ้าฆ่าข้าเลย!"

ผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ผู้นั้นยังคงยั่วยุอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเห็นภาพนี้

สีหน้าของราชาไท่กู่ผู้นั้นก็พลันมืดครึ้ม

มดปลวกตรงหน้าเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นตำหนักเต๋าคนหนึ่งเท่านั้น

เพียงแค่เขาถลึงตาก็สามารถฆ่าให้ตายได้แล้ว

ทว่า

เขากลับไม่กล้าลงมือ

อย่างไรเสียสถานที่แห่งนี้ก็คือภูเขาจักรพรรดิมนุษย์

จักรพรรดิมนุษย์องค์ใหม่ผู้นั้นอาจจะกำลังมองดูอยู่ภายในภูเขาก็เป็นได้

หากเขาเกล้าลงมือขึ้นมา?

เกรงว่ามดปลวกตรงหน้ายังไม่ทันได้ตกตาย เขาก็คงต้องตายไปก่อนแล้ว...

เมื่อคิดถึงตรงนี้

ราชาไท่กู่ผู้นี้จึงทำได้เพียงตอบรับด้วยความเงียบงัน

เขาปล่อยให้มดปลวกตรงหน้ายั่วยุตนเองอย่างไม่เกรงกลัว สุดท้ายก็ยังคงไม่กล้าลงมือ

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"

"กลัวแล้วหรือ?"

"ขี้ขลาดแล้วหรือ?"

"ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ไว้!"

"ตอนนี้เผ่ามนุษย์ของข้าก็มีที่พึ่งพิงแล้ว!"

"ตอนนี้เผ่ามนุษย์ของข้าก็มีจักรพรรดิโบราณคอยสยบยุคสมัยนี้แล้ว!"

"เมื่อก่อนข้าไม่สน!"

"แต่ตอนนี้? หมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ของพวกเจ้าจงหมอบคลานอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวไปซะ!"

"ยุคสมัยนี้คือใต้หล้าของเผ่ามนุษย์ข้า!"

ผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ผู้นั้นหัวเราะเสียงดังอย่างไม่เกรงกลัว

คำพูดของเขาประโยคนี้ดึงดูดให้เผ่ามนุษย์ไม่น้อยส่งเสียงเห็นด้วย

"ดี!"

"พูดได้ดี!"

"ในยุคสมัยนี้ ข้าจะไปสนหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่บ้าบออะไรของพวกเจ้า? ต่อให้เป็นมังกรเจ้าก็ต้องขดตัว! ต่อให้เป็นพยัคฆ์เจ้าก็ต้องหมอบลง!"

"ไม่ยอมรับหรือ?"

"เช่นนั้นเจ้าก็ฆ่าข้าสิ!"

"ฆ่าข้า... ภายในภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเผ่ามนุษย์ ต่อหน้าจักรพรรดิมนุษย์ผู้สูงสุดของเผ่าข้าสิ!"

เผ่ามนุษย์มากมายต่างตะโกนเสียงดังก้อง

ข้าสู้เจ้าไม่ได้

เช่นนั้นเจ้าก็ฆ่าข้าสิ

เมื่อเห็นภาพนี้

สมาชิกจากหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ทุกคนต่างสีหน้ามืดครึ้ม

แต่พวกมันกลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้เลยแม้แต่ครึ่งคำ

ที่ด้านหน้าสุด

ราชวงศ์ใหญ่หลายแห่งต่างนิ่งเงียบไม่เอ่ยปาก

ในอดีตสมัยที่จักรพรรดิบรรพชนของพวกมันยังอยู่ในตำแหน่ง ต่างก็เคยสนับสนุนให้หมื่นเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์เช่นพวกมันจึงไม่ค่อยจะกดขี่รังแกเผ่ามนุษย์มากนัก อย่างไรเสียพวกมันก็ยังต้องการหน้าตา ย่อมไม่อาจฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของจักรพรรดิโบราณของตนเองได้

ขณะนี้

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเผ่ามนุษย์ที่ทำตัวราวกับอันธพาล

ราชวงศ์ใหญ่หลายแห่งจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบไม่เอ่ยปากอย่างรู้ใจกัน

เผ่ามนุษย์แห่งเป่ยโต่วถูกหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่กดขี่รังแกอย่างหนักหน่วงจนเกินไป บัดนี้เมื่อถึงจุดต่ำสุดแล้วก็ดีดตัวกลับอย่างกะทันหัน โดยพื้นฐานแล้วทุกคนล้วนลุกขึ้นยืนหยัด

"ฟุ่บ!"

เมื่อเห็นว่าผู้คนมากมายทยอยเดินทางมาเข้าเฝ้า

นี่จึงส่งผลให้สถานการณ์ภายนอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์แทบจะควบคุมไม่อยู่แล้ว

แม้จะบอกว่าคนของหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ไม่กล้าลงมือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเผ่ามนุษย์จะไม่ลงมือยั่วยุ มีคนเริ่มกระตือรือร้นอยากจะลองดูแล้ว...

"เอาล่ะ"

ในตอนนั้นเอง

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังสะท้านฟ้าดิน

หลินเจาเอ่ยปากหยุดยั้งละครฉากนี้

แต่เขาไม่ได้ลงโทษผู้ใด อย่างไรเสียเขาก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี เผ่ามนุษย์แห่งเป่ยโต่วถูกหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่กดขี่รังแกอย่างหนักหน่วงจนเกินไป เขาไม่รังเกียจที่จะให้เผ่ามนุษย์อาศัยบารมีของตนเองกดขี่รังแกพวกมันกลับไป...

ผู้ที่กดขี่รังแกผู้อื่น

ผู้อื่นย่อมกดขี่รังแกกลับ

วันนี้เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า

เช่นนั้นก็ปล่อยให้เจ้ารังแกข้าได้ตามใจชอบ

แต่หากพรุ่งนี้ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า

หึหึ...

หลินเจาส่งสัญญาณให้ตัวแทนหมื่นเผ่าพันธุ์เข้ามาในภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา รูปร่างสูงใหญ่ ผมสีดำสยายปรกบ่า ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาที่ลึกล้ำราวกับสามารถมองทะลุผ่านช่วงเวลาอันยาวนานนับหมื่นปีได้

ตัวแทนจากหมื่นเผ่าพันธุ์เดินเข้าไปในภูเขาอย่างนอบน้อม

ผู้นำหน้าคือขุมกำลังทั้งสามฝ่ายอย่างรังหมื่นมังกร ดินแดนเผ่าหวงจิน และถ้ำกิเลนอัคคี

"พวกข้าขอเข้าเฝ้าจักรพรรดิมนุษย์!"

ขุมกำลังจากหมื่นเผ่าพันธุ์คุกเข่าคำนับหลินเจาที่อยู่บนยอดเขา

หลินเจามองไปยังกลุ่มคนของถ้ำกิเลนอัคคี สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หญิงสาวผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติ ดวงตาสุกสกาวฟันขาวสะอาด นัยน์ตาทอประกายระยิบระยับ ดวงตาสีฟ้าครามใสกระจ่างและสว่างไสว ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้

นางคือบุตรสาวของจักรพรรดิโบราณกิเลน——

หั่วหลินเอ๋อร์

ความสัมพันธ์ระหว่างหลินเจาและนางนับว่าดีไม่น้อย

ปีนั้น... เขาและถ้ำกิเลนอัคคีได้ผูกความแค้นต่อกัน สุดท้ายหั่วหลินเอ๋อร์ก็ออกหน้าไกล่เกลี่ยความบาดหมางนี้ อีกทั้งยังมองเห็นถึงพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาของเขา จึงได้ลงทุนล่วงหน้าเอาไว้

ด้วยเหตุนี้

สำหรับหลินเจาแล้ว

หั่วหลินเอ๋อร์ก็นับว่าเป็นสหายเพียงไม่กี่คนของเขาแล้ว

จบบทที่ บทที่ 6 สรรพชีวิตเข้าเฝ้า! ความแตกต่างของสองเส้นเวลา!

คัดลอกลิงก์แล้ว