- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์หรรษา กลุ่มแชทนี่มันบ้าอะไรเนี่ย
- บทที่ 7 จักรพรรดิมนุษย์แสดงธรรม! ร้อยปีให้หลังออกลาดตระเวนเขตหวงห้ามสิ่งมีชีวิต!
บทที่ 7 จักรพรรดิมนุษย์แสดงธรรม! ร้อยปีให้หลังออกลาดตระเวนเขตหวงห้ามสิ่งมีชีวิต!
บทที่ 7 จักรพรรดิมนุษย์แสดงธรรม! ร้อยปีให้หลังออกลาดตระเวนเขตหวงห้ามสิ่งมีชีวิต!
ในต้นฉบับเดิม
ราชวงศ์ไท่กู่แห่งเป่ยโต่วมีมากพอสมควร
รังหมื่นมังกร ถ้ำกิเลนอัคคี ดินแดนเผ่าหวงจิน ภูเขาหงส์โลหิต ทะเลสาบปฐมกาล วานรศักดิ์สิทธิ์โต้วจ้าน เผ่าหนอนไหมเทวะ...
ทว่าตอนนี้
ราชวงศ์ของหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการนั้นมีไม่มากนัก
เพราะจักรพรรดิโบราณที่เหลือเหล่านั้นยังไม่ปรากฏตัวในตอนนี้ ทั้งจักรพรรดิโบราณหงส์โลหิต จักรพรรดิหยวน โต้วจ้านเซิ่งหวง จักรพรรดิโบราณหนอนไหมเทวะ...
ปัจจุบันยังคงห่างจากปลายยุคไท่กู่อยู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง
ยอดภูเขาจักรพรรดิมนุษย์
หลินเจานั่งขัดสมาธิอยู่ที่แห่งนี้อย่างสงบ รูปร่างของเขาสูงใหญ่ผ่าเผย ผมสีดำหนาดกสยายปรกบ่า ใบหน้าหล่อเหลาไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ ดวงตาที่ลึกล้ำราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คนได้
เขาปล่อยให้สรรพชีวิตกราบไหว้ตนเอง
สุดท้ายก็โบกมือเบาๆ
ประคองทุกคนให้ลุกขึ้น
จากนั้น
หลินเจาไม่ได้เอ่ยคำไร้สาระใดๆ ให้มากความ
เขาเข้าเรื่องโดยตรง: "วันนี้เปิ่นหวงจะแสดงธรรมอยู่ที่นี่เป็นเวลาสามปี พวกเจ้าจะสามารถทำความเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด ก็ล้วนขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของพวกเจ้าเอง"
กล่าวจบ
หลินเจาพลันเริ่มบรรยายความเข้าใจที่ตนมีต่อมรรคาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ในนั้นครอบคลุมถึงความตระหนักรู้ในการบำเพ็ญเพียรในอาณาจักรลับต่างๆ ของเขา
นี่คือธรรมเนียมของผู้บรรลุมรรคาทุกคน
หมื่นเผ่าพันธุ์เดินทางมาเข้าเฝ้า
ผู้เป็นจักรพรรดิแสดงธรรม
แน่นอน
หมื่นเผ่าพันธุ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ แต่เป็นสรรพชีวิตจากหมื่นเผ่าพันธุ์ทั่วทั้งจักรวาล หมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสรรพชีวิตจากหมื่นเผ่าพันธุ์เท่านั้น
ทั้งสองสิ่งนี้ไม่อาจนำมารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้
"ครืน!"
หลินเจานั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดภูเขาจักรพรรดิมนุษย์
ปากของเขาเอื้อนเอ่ยสัจธรรมแห่งมรรคา นิมิตฟ้าดินอันไร้ที่สิ้นสุดจุติลงมา กฎเกณฑ์นับหมื่นพันจำแลงเป็นโซ่ตรวนเทพแห่งระเบียบ หมื่นมรรคาแห่งฟ้าดินสอดประสานกับเทียนซิน บุปผาสวรรค์ร่วงโรยราวกับสายฝน บัวทองคำผุดพรายขึ้นจากพื้นดิน...
เมื่อเห็นภาพนี้
สรรพชีวิตจากหมื่นเผ่าพันธุ์รีบนั่งขัดสมาธิอย่างเงียบสงบ
พวกเขาจดจ่อรับฟังปสัจธรรมแห่งมรรคาที่จักรพรรดิมนุษย์กำลังบรรยายอย่างเคลิบเคลิ้มหลงใหล
ไม่นานนัก
เวลาสามปีก็ผ่านไปในพริบตา
เมื่อถึงเวลา
หลินเจาจึงหยุดการแสดงธรรม
สรรพชีวิตจากหมื่นเผ่าพันธุ์ลืมตาขึ้นด้วยความเสียดายเล็กน้อย
พวกเขามองไปยังจักรพรรดิมนุษย์ด้วยสายตาละห้อย ปรารถนาจะอ้อนวอนขอให้จักรพรรดิมนุษย์แสดงธรรมต่ออีกสักหลายปี แต่หลินเจาไม่ได้เปิดโอกาสให้พวกเขาเอ่ยปาก เขาโบกมือพลางกล่าว: "ถึงเวลาแล้ว พวกเจ้าจงแยกย้ายกันไปเถิด..."
เมื่อจักรพรรดิมนุษย์เอ่ยปาก
สรรพชีวิตจากหมื่นเผ่าพันธุ์ย่อมไม่กล้าขัดขืน
ต่อให้พวกเขารู้สึกเสียดายมากเพียงใด ก็ทำได้เพียงจากไปอย่างจนใจ
"พวกข้าขอขอบพระคุณความเมตตาของจักรพรรดิมนุษย์ที่แสดงธรรม"
สรรพชีวิตจากหมื่นเผ่าพันธุ์ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
สุดท้ายจึงค่อยจากไป
หลินเจามองดูแผ่นหลังของพวกเขาที่กำลังจากไป
เขาส่งเสียงผ่านปราณอย่างแนบเนียนให้คนกลุ่มหนึ่งรั้งอยู่ต่อ นั่นก็คือเผ่ามนุษย์กลุ่มนั้นที่เพิ่งจะต่อปากต่อคำกับเผ่าไท่กู่อยู่ที่ภายนอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์นั่นเอง
ภูเขาจักรพรรดิมนุษย์แห่งนี้ของเขาช่างกว้างใหญ่และว่างเปล่าจนเกินไป
เขาตั้งใจจะให้คนเหล่านี้มาช่วยดูแลจัดการสักหน่อย
และถือโอกาส...
มอบทางรอดให้แก่พวกเขาสายหนึ่งด้วย
อย่างไรเสีย พวกเขาก็ได้ล่วงเกินหมื่นเผ่าพันธุ์ไท่กู่ไปแล้ว เผ่าไท่กู่เหล่านั้นไม่กล้าลงมือในภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ แต่เมื่อออกไปนอกภูเขาจักรพรรดิมนุษย์แล้วย่อมแตกต่างออกไป
เมื่อถึงเวลานั้น
หลินเจาในฐานะจักรพรรดิมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย
เขาก็ย่อมไม่สะดวกที่จะเข้าไปแทรกแซงความแค้นในหมู่พวกเขา
คิดไปคิดมา
สู้รั้งให้พวกเขาอยู่บนภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ไปเลยก็แล้วกัน
พอดีกับที่เขากำลังขาดแคลนคนมาช่วยดูแลภูเขาจักรพรรดิมนุษย์อยู่พอดี
เมื่อคนเหล่านั้นได้รับข้อความเสียงผ่านปราณของหลินเจา พวกเขาก็เดินกลับมาด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย กลับขึ้นมาบนยอดภูเขาจักรพรรดิมนุษย์อีกครั้ง พร้อมทั้งทำความเคารพหลินเจาอย่างนอบน้อม:
"ขอคารวะจักรพรรดิมนุษย์!"
"อืม..."
หลินเจาพยักหน้าเล็กน้อย
เขากล่าวอย่างสงบ: "สถานที่บำเพ็ญเพียรของเปิ่นหวงยังขาดคนคอยช่วยดูแลอยู่หลายคน พวกเจ้าเต็มใจที่จะอยู่บนภูเขาจักรพรรดิมนุษย์หรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้
สีหน้าของคนเหล่านั้นก็พลันดีใจอย่างยิ่ง
พวกเขารีบคุกเข่าคำนับหลินเจาพลางกล่าว: "ศิษย์เต็มใจ! ขอบพระคุณความเมตตาของจักรพรรดิมนุษย์!"
ที่เรียกแทนตัวเองว่าศิษย์
นั่นเป็นเพราะพวกเขาได้เข้าร่วมกับสายใยของภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ ก็นับว่าเป็นคนของสายภูเขาจักรพรรดิมนุษย์แล้ว
ส่วนที่บอกว่าขอบพระคุณความเมตตาของจักรพรรดิมนุษย์...
นั่นก็เป็นเพราะพวกเขามองออกว่าจักรพรรดิมนุษย์กำลังมอบทางรอดให้แก่พวกเขานั่นเอง
"อืม"
หลินเจาโบกมืออย่างสงบ: "ถอยไปเถิด"
"ขอรับ!"
คนเหล่านั้นจากไปอย่างนอบน้อม
ครู่ต่อมา
ร่างเงาอันงดงามหมดจดและหลุดพ้นจากความซ้ำซากจำเจสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดภูเขาจักรพรรดิมนุษย์ ร่างเงานั้นมีทรวดทรงอรชรสมส่วน สูงโปร่งเพรียวบาง ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยทอประกายระยิบระยับ
"เจาหวงช่างมีความเมตตาต่อชาวโลกเสียจริง"
หั่วหลินเอ๋อร์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเช่นนี้
หลินเจาหันหน้ากลับไปมองนาง
เขากล่าวเสียงเบา: "ตัวข้าในอดีตกับพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิด"
หั่วหลินเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย
หลินเจาในอดีตเป็นอย่างไร? ภายในใจของนางกระจ่างแจ้งเป็นอย่างดี เกรงว่าชีวิตความเป็นอยู่คงจะทุลักทุเลเสียยิ่งกว่าคนเหล่านี้เสียอีก ทว่าตอนนี้มันแตกต่างออกไปแล้ว...
เขาคือจักรพรรดิ!
เขาคือจักรพรรดิมนุษย์ผู้สูงสุด!
เขาคือเทพเจ้าสูงสุดที่หมื่นเผ่าพันธุ์ร่วมกันเคารพบูชา!
หั่วหลินเอ๋อร์จ้องมองหลินเจาที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ภายในดวงตาของนางเผยให้เห็นถึงความเลื่อมใส น้ำเสียงอันแผ่วเบาดังขึ้น: "เจาหวงช่างเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้
หลินเจารู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างหั่วหลินเอ๋อร์และเยี่ยฝานในต้นฉบับเดิมดูเหมือนจะดีไม่น้อยเช่นกัน เพียงเพราะคำกล่าวที่ว่า 'พี่เยี่ยช่างเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน' ในท้ายที่สุดนางถึงกับพาพี่ชายของนางบรรลุเป็นเซียนไปพร้อมกับกองทัพใหญ่ของศาลสวรรค์ของเยี่ยฝานเลยทีเดียว...
จุ๊ๆๆ
จักรพรรดิโบราณกิเลนผู้เป็นบิดาของนางต่อสู้แทบเป็นแทบตาย
ผลสุดท้ายกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของแดนเซียน
นี่แหละคือความแตกต่าง...
หลินเจาชี้ไปยังที่นั่งตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจพลางกล่าว: "สหายเต้าหั่วฉีจื่อเหตุใดจึงไม่มาเล่า?"
หั่วหลินเอ๋อร์นั่งลงอย่างสงวนท่าที: "พี่ชายรู้สึกละอายใจที่จะมาเผชิญหน้ากับท่านอยู่บ้าง..."
กล่าวจบ
ตัวนางเองยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ปีนั้นหั่วฉีจื่อรู้สึกไม่พอใจหลินเจาเป็นอย่างมาก
นั่นเป็นเพราะว่าหั่วหลินเอ๋อร์เคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่คอยติดต่อกับหลินเจาอยู่ตลอดเวลา หั่วฉีจื่อในฐานะที่เป็นคนหวงน้องสาวย่อมรู้สึกไม่พอใจอยู่ภายในใจ
ทว่าบัดนี้
หลินเจาบรรลุมรรคาสำเร็จเป็นจักรพรรดิมนุษย์แล้ว
ต่อให้หั่วฉีจื่อจะรู้สึกไม่พอใจเพียงใด เขาก็ไม่กล้ากล่าวอะไรให้มากความอีกต่อไป
เมื่อได้ยินเช่นนี้
หลินเจายิ้มอย่างจนใจ
เขากล่าวด้วยความเศร้าหมองอยู่บ้าง: "เดิมทีสหายของข้าบนโลกใบนี้ก็มีไม่มากอยู่แล้ว สหายเต้าหั่วฉีจื่อเหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้ด้วย เรื่องราวในปีนั้นข้าไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลย..."
หั่วหลินเอ๋อร์ยิ้มบางๆ
นางสนทนากับหลินเจาต่อไปอีกเล็กน้อย จากนั้นก็พลันถามคำถามหนึ่งขึ้นมา
"หลินเจา"
"ท่านพอจะรู้สถานการณ์ในปัจจุบันของบิดาข้าหรือไม่?"
หั่วหลินเอ๋อร์กล่าวอย่างกังวลอยู่บ้าง
นางกับจักรพรรดิโบราณกิเลนผู้เป็นบิดาไม่ได้พบหน้ากันมานานนับแสนปีแล้ว หากไม่ใช่เพราะเทวะแห่งคทากิเลนซึ่งเป็นอาวุธจักรพรรดิโบราณแสดงให้เห็นว่าจักรพรรดิโบราณยังไม่ตายล่ะก็...
นางก็คงจะสงสัยว่าบิดาของนางได้จากโลกนี้ไปแล้วหรือไม่
หลินเจาครุ่นคิดก่อนจะกล่าว:
"จักรพรรดิโบราณกิเลนไม่น่าจะจากโลกนี้ไปแล้ว"
"ในวันที่ข้าบรรลุมรรคา ข้าเคยสัมผัสได้ถึงจิตเทวะของเขาที่เหมืองโบราณไท่ชู"
เมื่อได้ยินเช่นนี้
สีหน้าของหั่วหลินเอ๋อร์ก็พลันดีใจขึ้นมา
"ท่านพ่อ..."
"ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว"
"ท่านไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว"
บนใบหน้าอันงดงามของนางเผยให้เห็นถึงความอ้างว้างอยู่บ้าง
"เจ้าอยากพบพ่อของเจ้ามากงั้นหรือ?"
หลินเจากล่าวเสียงเบา: "ในอีกสามร้อยปีให้หลัง ข้าจะไปยังเขตหวงห้ามสิ่งมีชีวิตต่างๆ สักรอบ หากเจ้าอยากจะพบหน้าพ่อของเจ้าสักครั้งล่ะก็ สามารถติดตามข้าไปได้..."
"ได้งั้นหรือ?"
หั่วหลินเอ๋อร์คาดหวังอยู่บ้าง
"พวกเราเป็นสหายกัน แน่นอนว่าต้องได้สิ"
หลินเจากล่าวด้วยรอยยิ้ม
สำหรับสหายของเขา เขาไม่เคยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเลวร้ายเลย
สิ่งใดที่พอจะช่วยเหลือได้ก็ย่อมช่วยเหลือ
"ตกลง!"
หั่วหลินเอ๋อร์กล่าวด้วยความดีใจ: "หลินเจา อีกสามร้อยปีให้หลังข้าจะมาหาท่านอีกครั้ง"
กล่าวจบ
นางก็ลุกขึ้นและเดินจากไป
"ตกลง"
หลินเจาพยักหน้าเล็กน้อย
เขาจ้องมองร่างของหั่วหลินเอ๋อร์ที่กำลังเดินจากไป จากนั้นจึงค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ
…
…