- หน้าแรก
- สามก๊กเซียนยุทธ์ แผนการปั้นพ่อให้เป็นจักรพรรดิเทพ
- สามก๊กเซียนยุทธ์ ตอนที่ 38
สามก๊กเซียนยุทธ์ ตอนที่ 38
สามก๊กเซียนยุทธ์ ตอนที่ 38
สามก๊กเซียนยุทธ์ ตอนที่ 38
บทที่ 38 ตัดหน้าสาบานในสวนท้อที่เมืองตุ้นกวน
ยามนี้ลิเจาหาได้สนใจไม่ว่าลิโป้จะมีความรู้สึกอย่างไร เขาพาจูล่งมุ่งหน้าออกจากค่ายปราการตระกูลอ้อง ควบม้าตรงไปยังเมืองตุ้นกวน มณฑลอิวจิ๋วในทันที
ในระหว่างทาง จูล่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามลิเจาว่า "น้องรอง ยามนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญแท้ๆ ไยเจ้าถึงนึกอยากจะไปเมืองตุ้นกวน มณฑลอิวจิ๋วขึ้นมาล่ะ?"
ลิเจาย่อมไม่อาจบอกจูล่งตามตรงได้ว่า จุดประสงค์ของเขาในครั้งนี้คือการมาขัดขวางการสาบานในสวนท้อ และมาเพื่อชิงตัวกวนอูและเตียวหุยตัดหน้าเล่าปี่
เขาจึงทำเพียงทำหน้าขรึมดูลึกลับ พลางเอ่ยถามจูล่งว่า "พี่ใหญ่ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่อง 'ดาวขุนพลจุติ' บ้างขอรับ?"
จูล่งขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "ตั้งแต่โบราณกาลมา ย่อมมีคำกล่าวเรื่องดาวขุนพลจุติลงมาเกิด"
"อีกทั้งยามที่ดาวขุนพลจุติ ส่วนใหญ่มักมาเพื่อกอบกู้แผ่นดิน หรือไม่ก็มาเพื่อสยบกลียุคและสร้างยุคที่สงบสุขรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ ยามนี้ยุคแห่งความวุ่นวายกำลังเริ่มต้นขึ้น ย่อมต้องมีดาวขุนพลจุติลงมาแน่นอน"
"ไยน้องรองถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ? หรือว่าการที่เรามุ่งหน้าไปยังเมืองตุ้นกวนในครั้งนี้ ก็เพื่อตามหาดาวขุนพลที่จุติลงมางั้นรึ?"
คำตอบของจูล่งไม่ได้เหนือความคาดหมายของลิเจานัก เพราะคนในยุคโบราณย่อมมีความเชื่อถือในเรื่องเช่นนี้อย่างลึกซึ้ง
แม้แต่พระเจ้าฮั่นกวงอู่ผู้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ก็ยังถูกยกย่องว่าเป็นดาวจื่อเวย (ดาวจักรพรรดิ) ลงมาจุติบนโลกมนุษย์
รวมถึงเหล่าขุนพลทั้งยี่สิบแปดแห่งหออวิ๋นไถที่อยู่ข้างกายพระองค์ ก็ยังถูกเล่าขานว่าเป็นกลุ่มดาวนักษัตรทั้งยี่สิบแปดดวงบนสรวงสวรรค์ที่ลงมาจุติเพื่อช่วยเหลือดาวจักรพรรดิ
ลิเจาจึงพยักหน้าตอบจูล่ง "ถูกต้องแล้วขอรับ ในเร็วๆ นี้ที่เมืองตุ้นกวน มณฑลอิวจิ๋ว จะมีดาวขุนพลปรากฏขึ้นถึงสองดวง"
"และดาวขุนพลทั้งสองดวงที่เรากำลังตามหานี้ ยังมีวาสนาผูกพันเป็นพี่น้องกับท่านพี่ตามลิขิตฟ้าอีกด้วย เพราะตัวท่านพี่เองก็หาใช่คนธรรมดา แต่เป็นดาวขุนพลลงมาจุติเช่นกัน"
"ทว่ายามนี้กลับมีผู้คิดจะชักนำดาวขุนพลทั้งสองดวงที่เมืองตุ้นกวนให้หลงเข้าไปในทางที่ผิด ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้เราต้องแข่งกับเวลา มิเช่นนั้นเราอาจจะคลาดกับดาวขุนพลทั้งสองดวงนี้ไปอย่างน่าเสียดายขอรับ"
ยามนั้นจูล่งพลันนึกถึงคำสั่งเสียที่อาจารย์เคยบอกไว้ก่อนจะลงจากเขา
'จูล่ง เจ้าคือดาวขุนพลจุติ มีวาสนาต้องช่วยเหลือมิ่งขวัญผู้ทรงธรรมเพื่อสยบกลียุค ทว่ายามนี้เหล่าขุนศึกทั่วหล้ากำลังจะลุกฮือ ใครคือผู้ทรงธรรม ใครคือจอมโจรผู้เหี้ยมโหด เจ้าต้องพิจารณาให้ดี หากก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียวอาจถลำลึกสู่ทางที่ผิด ดังนั้นจงระมัดระวังให้จงหนัก อย่าได้หลงเชื่อคำคนง่ายๆ'
เมื่อนึกถึงคำเตือนของอาจารย์ จูล่งก็ยิ่งปักใจเชื่อในคำพูดของลิเจามากขึ้นไปอีก เขาจึงใช้ส้นเท้ากระตุ้นสีข้างม้าศึกให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็ว
จูล่งตะโกนบอกลิเจาที่ตามหลังมาว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราต้องเร่งเดินทางให้เร็วที่สุด จะยอมให้ดาวขุนพลหลงผิดไปไม่ได้เด็ดขาด!"
เมื่อเห็นจูล่งดูจะกระตือรือร้นยิ่งกว่าตนเอง ลิเจาก็ลอบยินดีในใจ เขาเร่งความเร็วของจิ้งจอกดำควบตามจูล่งไปอย่างกระชั้นชิด
ระยะทางจากเขตไท่หยวนไปยังเมืองตุ้นกวน มณฑลอิวจิ๋วนั้นยาวไกลนับพันลี้ ทว่าม้าศึกของจูล่งและลิเจาต่างก็ไม่ใช่พันธุ์พื้นเมืองธรรมดา พวกเขาใช้เวลาเพียงสองวันเศษก็เดินทางมาถึงเมืองตุ้นกวน
เมื่อทั้งสองมาถึงเมืองตุ้นกวน ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ราชโองการที่ให้เจ้าเมืองแต่ละพื้นที่เกณฑ์ทหารเพื่อต่อต้านพวกโจรโพกผ้าเหลืองส่งมาถึงอิวจิ๋วพอดี
ยามนี้ที่หน้าประตูเมืองตุ้นกวน มีการติดประกาศรับสมัครทหารอาสา และมีราษฎรจำนวนมากยืนห้อมล้อมดูอยู่ บางคนก็กำลังอ่านข้อความในประกาศนั้นให้ฝูงชนฟัง
ลิเจาลอบปาดเหงื่อในใจ พลางนึกว่าตนมาได้ทันเวลาจริงๆ หากช้าไปกว่านี้สักครึ่งค่อนวัน การสาบานในสวนท้ออันโด่งดังคงจะจบลงไปแล้ว
ในตอนนั้นเอง เขาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีใบหูยาวถึงบ่าและมีแขนยาวเลยเข่า กำลังยืนทอดถอนหายใจและส่ายหน้าอยู่ข้างๆ สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของลิเจาทันที
เมื่อลิเจาเห็นรองเท้าฟางที่ชายคนนั้นถืออยู่ในมือ ก็เป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานในใจ 'ดูท่าชายผู้นี้คงจะเป็นเล่าปี่ เล่าเหี้ยนเต๊ก ผู้ที่จะกลายเป็นพระเจ้าเจาเลี่ยตี้แห่งจ๊กก๊กในอนาคตเป็นแน่'
ในขณะที่ลิเจากำลังจ้องมองเล่าปี่อยู่นั้น พลันมีชายร่างกำยำสูงแปดฉื่อ ศีรษะเหมือนเสือดาว ดวงตากลมโต คางเหมือนนกนางแอ่น หนวดเคราเหมือนเสือ สุ้มเสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า ท่าทางองอาจดุดัน ตะโกนใส่เล่าปี่เสียงดังว่า "ลูกผู้ชายไม่คิดรับใช้ชาติบ้านเมือง ไยต้องมาทอดถอนหายใจยาวเช่นนี้?"
เมื่อเห็นว่าฉากเริ่มต้นของการสาบานในสวนท้อกำลังจะเริ่มขึ้น และเล่าปี่กำลังจะเอ่ยอ้างถึงฐานะเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ฮั่น ลิเจาก็ไม่ลังเลรีบโดดลงจากหลังม้า เดินตรงเข้าไปหาเล่าปี่เพียงไม่กี่ก้าว
"คนถักเสื่อขายรองเท้าเช่นเจ้า จะไปรู้อะไรเรื่องความอยู่รอดของบ้านเมือง ในเมื่อไม่มีใจจะรับใช้ราชสำนัก ก็ไม่จำเป็นต้องมาทำท่าทางบั่นทอนกำลังใจของผู้อื่นที่เขาคิดจะรับใช้ชาติอยู่ที่นี่"
ในสายตาของจูล่ง ลิเจามักจะเป็นคนที่ดูอ่อนโยนและมีเมตตาเสมอ เขาให้เกียรติทุกคนไม่ว่าจะเป็นราษฎรที่ยากจนเพียงใด ลิเจาก็ไม่เคยดูหมิ่น
ทว่ายามนี้ ลิเจากลับแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อคนขายรองเท้าฟางผู้นี้ สิ่งนี้ทำให้จูล่งรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไร ได้แต่เฝ้ามองการกระทำของลิเจาอย่างไม่วางตา
เล่าปี่ทอดถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเตรียมอ้าปากบอกเล่าถึงฐานะเชื้อพระวงศ์ฮั่นของตนต่อหน้าฝูงชน
น่าเสียดายที่ลิเจาไม่มีทางมอบโอกาสนั้นให้เขา ลิเจารีบหันหน้าไปมองทางเตียวหุย แล้วกล่าวขึ้นว่า "ท่านผู้กล้า ข้าดูจากลักษณะท่าทางของท่านแล้ว หาใช่คนธรรมดาทั่วไปไม่ ไม่ทราบว่าท่านจะยินดีรับใช้ชาติบ้านเมือง เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้รอดพ้นจากกองเพลิงแห่งสงครามบ้างหรือไม่?"
เตียวหุยเมื่อได้ยินลิเจาเรียกตนว่าผู้กล้า ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาทันที เขาตั้งท่าจะแสดงความองอาจออกมาให้เห็น ทว่ากลับมีบ่าวรับใช้คนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาหาแต่ไกล
บ่าวผู้นั้นตะโกนเรียกเตียวหุยเสียงหลง "นายท่าน แย่แล้วขอรับ! เนื้อหมูที่ท่านแช่ไว้ในบ่อน้ำ ถูกคนงัดขึ้นมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านหมดแล้วขอรับ!"
เมื่อได้ยินว่าเนื้อหมูของตนถูกขโมยไปแจกจ่าย เตียวหุยก็หมดอารมณ์ที่จะโชว์พาวอยู่ที่นี่ทันที เขาประสานมือบอกลาลิเจา "ที่บ้านข้ามีธุระด่วนต้องไปจัดการ ไว้มีวาสนาได้พบกันคราวหน้า ข้าเตียวหุยจะเลี้ยงเหล้าท่านเอง!"
พูดจบ เตียวหุยก็รีบเดินตามบ่าวรับใช้คนนั้นมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความเร่งรีบ ทิ้งให้เล่าปี่ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีโอกาสได้ป่าวประกาศฐานะเชื้อพระวงศ์ฮั่นของตนเลยแม้แต่น้อย
ลิเจามองตามหลังเตียวหุยที่เดินจากไป ก่อนจะหันกลับมาเห็นเล่าปี่ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่
"พ่อหนุ่ม ข้าไม่ใช่คนที่ไร้ใจจะรับใช้ชาติหรอกนะ ที่ข้าถอนหายใจเมื่อครู่ก็เพื่อสมเพชตัวเอง คิดว่าตัวข้านี้เป็นถึง..."
เล่าปี่ตั้งท่าจะแนะนำตัวอีกครั้ง ทว่าลิเจากลับกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างว่องไว แล้วควบม้าตามจูล่งมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองตุ้นกวนไปทันที โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเล่าปี่อีกเลย
สิ่งนี้ทำให้เล่าปี่ถึงกับยืนเก้ออยู่ตรงนั้นด้วยความอับอาย ในดวงตาของเขาพลันประกายรังสีอำมหิตออกมาวูบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหิ้วรองเท้าฟางเดินหายเข้าไปในฝูงชน
ขณะเดียวกัน จูล่งที่ควบม้าอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยถามขึ้น "น้องรอง ไยเจ้าถึงแสดงท่าทีเช่นนั้นต่อคนขายรองเท้าผู้นั้นเล่า? นี่ไม่ใช่ตัวตนปกติของเจ้าเลยนะ"
ลิเจาก็ไม่อาจบอกความจริงเรื่องตัวตนของเล่าปี่ให้จูล่งรู้ได้ เพราะเขากับเล่าปี่เพิ่งจะเคยพบกันครั้งแรก จะไปรู้ตื้นลึกหนาบางของอีกฝ่ายได้อย่างไร
เขาจึงทำเพียงถอนหายใจพลางเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ "ไม่รู้สิขอรับพี่ใหญ่ เพียงแค่ข้าเห็นหน้าคนขายรองเท้าผู้นั้น ข้าก็รู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย ดูท่าเขาคงไม่ใช่คนที่มีใจบริสุทธิ์นักหรอกขอรับ"