เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 กำไลอสรพิษเงิน

บทที่ 12 กำไลอสรพิษเงิน

บทที่ 12 กำไลอสรพิษเงิน


บทที่ 12 กำไลอสรพิษเงิน

"หืม"

วิกเตอร์ชะงักไปเล็กน้อยยามมองไปยังคุณสมบัติที่ศิลาอักขระชิ้นนี้มอบให้ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะพบอุปกรณ์ที่มอบคุณสมบัติแบบเดียวกันได้รวดเร็วถึงเพียงนี้... ทว่าในเวลาต่อมา เขากลับต้องส่ายหน้าด้วยความเสียเสียดาย

แม้ว่าศิลาอักขระชิ้นนี้จะสามารถมอบคุณสมบัติแบบเดียวกันเพื่อยกระดับอัจฉริยะแห่งการเล่นแร่แปรธาตุให้กลายเป็นระดับ 2 ได้ แต่เงื่อนไขคือเขาต้องกลืนกินมันเสียก่อน ซึ่งในตอนนี้เขาไม่สามารถบรรลุเงื่อนไขในการกลืนกินของศิลาอักขระชิ้นนี้ได้เลยแม้แต่น้อย...

"ดูเหมือนว่าตอนนี้คงทำได้เพียงใช้มันเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้และทดลองอักขระไปก่อน..."

สิ่งนี้ดูมีค่ามาก อย่างน้อยก็สำหรับผู้ช่วยพ่อมดคนหนึ่ง

วิกเตอร์วางมันลงบนโต๊ะด้วยความระมัดระวัง เพราะกลัวว่าหากทำตกพื้นโดยบังเอิญแล้วมันจะแตกหักเสียหายได้

จากนั้น เขาก็กวาดสายตามองไปยังสายการผลิตทั้งสองที่ยังคงทำงานได้อย่างเสถียร ก่อนจะเดินแยกไปอีกทางเพื่อฝึกฝนคาถาทั้งสองบท

...

จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็น นีน่าจึงรีบเดินทางกลับมาจากด้านนอก

แม้ว่าการแสดงออกของนางจะดูสงบนิ่ง แต่วิกเตอร์ก็สามารถมองเห็นแววแห่งความยินดีในดวงตาของนางได้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"รุ่นพี่ มีเรื่องดีๆ อะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือขอรับ"

"ดูจากท่าทางของรุ่นพี่แล้ว เหตุใดจึงดูมีความสุขถึงเพียงนี้"

นีน่ารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

"ข้าดูมีความสุขขนาดนั้นเลยหรือ"

วิกเตอร์ลูบคางตนเอง

"หืม~~~ ก็ประมาณนั้นแหละขอรับ~~~"

"ก็ได้..." นีน่าเข้าใจความหมาย นางยักไหล่พลางเอ่ยว่า "ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ก็แค่ข้าได้ยื่นคำขอรับภารกิจสำรวจมิติดาราไปแล้ว... และตอนนี้ก็หาทีมที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันได้แล้วด้วย"

"หากไม่มีอะไรผิดพลาด ขอเพียงภารกิจมิติดารานี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้าก็น่าจะเก็บสะสมทรัพยากรได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องใช้ในการเลื่อนขั้นเป็นพ่อมดอย่างเป็นทางการแล้ว"

"แต่หากเป็นการสำรวจมิติดารา... มันจะไม่เกิดอันตรายอย่างนั้นหรือขอรับ"

วิกเตอร์รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

ในมุมมองของเขา ในเมื่อนางเริ่มก้าวเข้าสู่กระบวนการเตรียมตัวเลื่อนขั้นเป็นพ่อมดอย่างเป็นทางการแล้ว ในตอนนี้ควรมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงปลอดภัยเป็นอันดับแรกไม่ใช่หรือ

นีน่าส่ายหน้าพลางยิ้ม

"อันตรายย่อมต้องมีอยู่แล้ว แต่เป็นอันตรายที่สามารถควบคุมได้"

"อีกอย่าง ทีมที่ข้าเลือกก็ล้วนแต่เป็นสหายที่สนิทสนมและรู้ใจกันเป็นอย่างดี ทุกคนต่างก็เป็นผู้ช่วยพ่อมดระดับสูง และมิติดาราที่พวกเราเลือกก็ไม่ใช่ประเภทที่มีความอันตรายร้ายแรงอะไร"

"เป้าหมายก็แค่ออกไปเก็บรวบรวมวัตถุดิบและหาศิลาเวทมนตร์เท่านั้น ขอเพียงพวกเราไม่เอาตัวเองไปเสี่ยง โอกาสที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายก็ไม่ได้สูงนักหรอก"

"อันที่จริง มิติดาราส่วนใหญ่ไม่ได้มีความอันตรายมากมายอะไร มิเช่นนั้นคงไม่มีพ่อมดที่มีฝีมือระดับปานกลางจำนวนมากกล้าเสี่ยงชีวิตเข้าไปสำรวจในมิติดาราหรอก"

สายตาของวิกเตอร์เริ่มเหม่อลอยเล็กน้อย

หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้ เหตุใดเขาจึงรู้สึกเหมือนมีลางร้ายมาปักอยู่บนศีรษะของรุ่นพี่กันนะ

แต่แล้วเขาก็ส่ายหน้า คิดว่าตนเองคงจะคิดมากเกินไป นีน่าอย่างไรเสียก็เป็นผู้ช่วยพ่อมดระดับสูงที่มีประสบการณ์โชกโชน ในเมื่อนางบอกว่ามีความมั่นใจ อัตราความสำเร็จต่อให้ไม่เต็มร้อยส่วน อย่างน้อยก็น่าจะมีเจ็ดถึงแปดสิบส่วน

โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นนั้นนับว่าต่ำมากจริงๆ

แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ก่อนหน้านี้นีน่าเคยรับปากว่าจะคอยชี้แนะเขาอยู่ระยะหนึ่ง

"เข้าใจแล้วขอรับ ถ้าอย่างนั้นรุ่นพี่จะออกเดินทางเมื่อใดหรือ"

"ไม่ต้องรีบร้อน..." นีน่าเข้าใจความหมายของวิกเตอร์ "แม้ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์ที่ดี แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังขาดแคลนประสบการณ์ และยังมีปัญหาอีกหลายประการที่เจ้ายังไม่เคยพบเจอ ข้าจะคอยชี้แนะเจ้าด้วยตัวเองประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นจะลองปล่อยให้เจ้าเริ่มจัดการปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง"

"อีกประมาณครึ่งเดือน ข้าจึงจะออกเดินทางไปยังมิติดารา"

"หมายความว่าฉันยังพอมีเวลาอีกครึ่งเดือนสินะขอรับ" วิกเตอร์พยักหน้าแสดงความเข้าใจ "ฉันจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่"

นีน่ายิ้มบางๆ

"ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป พรสวรรค์ด้านการเล่นแร่แปรธาตุของเจ้านับว่าโดดเด่นมาก และความเร็วในการเรียนรู้ของเจ้าก็เร็วกว่าที่ข้าคาดคิดไว้มากนัก"

"ทว่า การศึกษาเพียงในตำราไม่มีทางเทียบเท่ากับการลงมือปฏิบัติจริง ในช่วงแรกเจ้าอาจจะมีความตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่ขอเพียงเจ้าเริ่มเคยชินกับมัน ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง"

หลังจากพูดจบ นางก็หันไปตรวจสอบเวลา

"เอาละ ได้เวลาอันสมควรแล้ว วันนี้เจ้าเองก็ควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว"

วิกเตอร์ลุกขึ้นยืนพลางโค้งคำนับให้นางเล็กน้อย

"รับทราบขอรับ รุ่นพี่ แล้วพบกันพรุ่งนี้"

"อืม แล้วพบกันพรุ่งนี้"

...

ยามค่ำคืน

ท้องฟ้ามืดมิดลงแล้ว ตะเกียงเวทมนตร์ตามท้องถนนถูกจุดจนสว่างไสว

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเช้า ถนนหนทางในยามค่ำคืนดูเงียบสงบลงไปมาก เสียงตะโกนร้องขายของของเหล่าพ่อค้าแม่ขายเลือนหายไป และผู้คนที่เดินขวักไขว่บนท้องถนนส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนจากพ่อมดในชุดคลุมพ่อมด มาเป็นเหล้ามนุษย์ธรรมดาจำนวนมาก

มนุษย์ธรรมดาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองดั้งเดิมของเมืองรุ่งอรุณ และหลายคนก็เป็นทายาทของอดีตผู้ช่วยพ่อมด

ยามที่พวกเขาเดินสวนผ่านวิกเตอร์ แม้จะไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวจนลนลาน แต่ส่วนใหญ่ต่างก็พากันหลบเลี่ยงด้วยความระมัดระวัง ไม่กล้าเข้าใกล้เขามากจนเกินไป

วิกเตอร์เข้าใจปรากฏการณ์นี้ดีแก่ใจ

เพราะถึงแม้จะเป็นในเมืองรุ่งอรุณ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพ่อมด แต่จำนวนของพ่อมดก็มีเพียงไม่กี่หมื่นคนเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรนับล้านของเมืองรุ่งอรุณ พวกเขาคิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทว่าพวกเขากลับเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของเมืองรุ่งอรุณแห่งนี้อย่างมั่นคง

แม้ว่าทางสถาบันจะมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้พ่อมดทำร้ายมนุษย์ธรรมดาตามอำเภอใจ และหากถูกเนตรดาราตรวจพบก็จะต้องได้รับโทษทักษ์ก็ตาม

แต่หากพวกเขายากจะหาข้ออ้างในการเอาเรื่อง การทุบตีใครสักคนด้วยข้อหาที่ว่าถูกลบหลู่ดูหมิ่น ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียอะไรมากมายนัก

ถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นคำพูดเดิมที่ว่า พ่อมดคือผู้ปกครองของโลกใบนี้

เหตุผลที่กฎเกณฑ์ในการปกป้องมนุษย์ธรรมดาปรากฏขึ้น อาจเป็นเพราะการคำนึงถึงแหล่งที่มาของพ่อมด การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประชากร และเหตุผลอื่นๆ... แต่มันย่อมไม่ได้รวมถึงแนวคิดเรื่อง 'การปกป้องมนุษย์ธรรมดา' อย่างแน่นอน และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ที่พ่อมดออกหน้าปกป้องมนุษย์ธรรมดา

อันที่จริง อาจนับตั้งแต่ช่วงเวลาที่พ่อมดกระตุ้นพลังเวทมนตร์และปรับเปลี่ยนโครงสร้างสมองของตนเอง... พ่อมดก็อาจจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์เดียวกับมนุษย์อีกต่อไปแล้ว

...

เขาเดินทอดน่องกลับมาถึงบ้านโดยไม่รู้ตัว

วิกเตอร์เปิดหน้าต่างอุปกรณ์ขึ้นมาตรวจสอบดู ความชำนาญของวิธีการทำสมาธิรุ่งอรุณได้เพิ่มขึ้นเป็น คุณสมบัติ 93/100 แล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในเช้าวันพรุ่งนี้เขาก็จะสามารถบรรลุเงื่อนไขในการกลืนกินและทำการกลืนกินมันได้สำเร็จ

เมื่อถึงเวลานั้น ช่องใส่อุปกรณ์ก็จะว่างลง

ทว่าในครั้งนี้ วิกเตอร์ไม่มีไอเทมที่เหมาะสมอยู่ในมือเพื่อนำมากลืนกินอีก

ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะเดินทางไปยังร้านขายน้ำยาเวทมนตร์ในเช้าวันพรุ่งนี้ เพื่อหาซื้อน้ำยาเวทมนตร์ที่ช่วยในการทำสมาธิมาสักสองสามขวด... เพราะเขารู้สึกว่าในเมื่อน้ำยาเยียวยาขวดที่เกลซื้อมาให้ก่อนหน้านี้ยังสามารถมอบคุณสมบัติที่ทรงพลังให้แก่เขาได้ น้ำยาเวทมนตร์ชนิดอื่นๆ ก็ควรจะมีคุณสมบัติของอุปกรณ์อยู่ด้วยเช่นกันเป็นธรรมดา

ถึงเวลานั้นเขาจะลองตรวจสอบดูทีละขวด และเลือกใช้คุณสมบัติใดก็ตามที่เขาเห็นว่าดี

ในขณะที่วิกเตอร์กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันรีบร้อนดังมาจากทางเดินนอกประตู และในวินาทีต่อมา ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก

เกลเดินเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ในมือของเขาถือดาบยาวของอัศวินเอาไว้ ยามเห็นวิกเตอร์มองมาที่ตนด้วยความฉงนสนเท่ห์ เขาก็รีบก้มศีรษะลงทันทีพลางเอ่ยว่า

"ฝ่าบาท กระหม่อมพบเบาะแสของเจ้าหญิงวิวิเวียนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

"เบาะแสของวิวิเวียนอย่างนั้นหรือ"

วิกเตอร์ขมวดคิ้ว

"คราวก่อนเจอบอกว่ามีข่าวคราวของนาง... นางเองก็อยู่ในเมืองรุ่งอรุณแห่งนี้ใช่หรือไม่"

"เบาะแสนี้เจ้ารู้มาจากจดหมายอีกหรือเปล่า"

"มิใช่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"

ทว่าเกลกลับส่ายหน้าอย่างเหนือความคาดหมาย เขาหยิบกำไลรูปอสรพิษเงินชิ้นหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้แก่วิกเตอร์

"กระหม่อมเพิ่งจะมั่นใจก็หลังจากได้พบสิ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ!"

วิกเตอร์ยื่นมือออกไปรับกำไลชิ้นนั้นมาพลางใช้นิ้วลูบไล้ไปบนพื้นผิว ทว่าจู่ๆ หน้าต่างระบบก็เด้งขึ้นมา พร้อมกับแผงข้อความแจ้งเตือนที่ปรากฏตรงหน้า

ตรวจพบไอเทมที่สามารถสวมใส่ได้ กำไลอสรพิษเงินตระกูลเฟลโทร

หลังจากสวมใส่ จะได้รับคุณสมบัติ โลหิตปรอท ระดับ 1 ร่างกายของท่านจะเริ่มมีโลหิตที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งปรอทไหลเวียนอยู่ เพิ่มความเร็วในการร่ายคาถาเวทมนตร์ขึ้นร้อยละสามสิบ และเพิ่มอานุภาพขึ้นร้อยละสิบห้า

เงื่อนไขที่จำเป็นในการกลืนกินอุปกรณ์ มีสายเลือดของตระกูลเฟลโทร

ช่องใส่อุปกรณ์เต็มแล้ว ต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นนี้หรือไม่

เนื่องจากบนกำไลอสรพิษเงินชิ้นนี้มีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเฟลโทรของพวกเขาอยู่... และมันยังเป็นหลักฐานที่สามารถใช้พิสูจน์ตัวตนของกันและกันได้หลังจากที่ตระกูลเฟลโทรล่มสลายไป

แต่สิ่งที่ทำให้วิกเตอร์รู้สึกประหลาดใจก็คือ เหตุใดกำไลชิ้นนี้จึงเป็นไอเทมเหนือธรรมชาติ และเหตุใดเงื่อนไขในการกลืนกินจึงต้องเป็นผู้ที่มีสายเลือดของตระกูลเฟลโทร หรือว่าตระกูลของตนเองจะมีความลับบางอย่างซุกซ่อนอยู่กันแน่

ถ้าอย่างนั้น... วิวิเวียนได้เดินทางมายังเมืองรุ่งอรุณแห่งนี้ด้วยจริงๆ อย่างนั้นหรือ

เขาขมวดคิ้วแน่น กำกำไลเงินเอาไว้ในฝ่ามือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเกล

"เจ้าไปพบกำไลชิ้นนี้มาจากที่ใด"

"แล้วตอนนี้ เจ้าคิดว่าวิวิเวียนอยู่ที่ใดกันแน่"

จบบทที่ บทที่ 12 กำไลอสรพิษเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว