- หน้าแรก
- ตัวแม่แห่งโชคแห่งเกมเอาชีวิตรอด
- ตอนที่ 24 ที่พึ่งอันแข็งแกร่ง
ตอนที่ 24 ที่พึ่งอันแข็งแกร่ง
ตอนที่ 24 ที่พึ่งอันแข็งแกร่ง
.
.
“เย่… เย่เซียว?”
ไป๋ซีเบิกตากว้าง มองคนตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
เดิมทีเธอยังแอบเสียดายอยู่เลยว่า คนที่ตรงสเปกตัวเองทุกอย่างแบบนั้น กลับได้เจอกันเพียงครั้งเดียวในโลกภารกิจ แต่ใครจะคิดว่าพวกเขาจะเป็นผู้เล่นจากโลกเดียวกัน
นี่มัน… พรหมลิขิตชัด ๆ ไม่ใช่หรือไง?
เย่เซียวเองก็ตกใจไม่แพ้กัน แววดีใจวาบผ่านดวงตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกเก็บซ่อนไว้จนแทบมองไม่เห็น
“พวกเธอรู้จักกันด้วยเหรอ?”
ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากหลังโต๊ะทำงาน
“เคยเจอกันในโลกภารกิจครับ”
เสียงทุ้มต่ำของเย่เซียวนุ่มน่าฟังจนไป๋ซีเผลอมองเขาด้วยสายตาเป็นประกาย
“ผู้เล่นงั้นหรือ?”
ดวงตาของชายวัยกลางคนสว่างขึ้นทันที รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างกว่าเดิม
“ดีเลย! ผู้เล่นยิ่งดี! ประเทศของเราได้เมล็ดพันธุ์ชั้นยอดมาอีกคนแล้ว!”
ไป๋ซีพยักหน้าอย่างโล่งอก
ดูเหมือนทางประเทศจะรู้เรื่องเกมนี้มานานแล้ว อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจับไปผ่าศึกษา
“หนูน้อย ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเลย”
ชายวัยกลางคนมองไป๋ซีด้วยสีหน้าเป็นมิตร
“ฉันชื่อ ต่งผิงอวี่ เรียกฉันว่าลุงต่งก็ได้”
“สวัสดีค่ะ ลุงต่ง”
ไป๋ซีรีบกล่าวทักทายอย่างสุภาพ
อินทรธนูที่ไม่มีดาวแม้แต่ดวงเดียวบนบ่าอีกฝ่ายกลับสะดุดตาเป็นพิเศษ
ต่งผิงอวี่พยักหน้ารับ ก่อนกล่าวต่อ
“เดิมทีวันนี้ฉันแค่อยากเจอเธอเท่านั้น เย่เซียวเดาว่าเธอน่าจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งปรากฏตัว แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเธอจะรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว”
ต่งผิงอวี่เดินกลับไปนั่งหลังโต๊ะทำงาน
“นั่งก่อนทั้งคู่ เรามาคุยกันดี ๆ”
เย่เซียวนั่งลงอีกครั้ง ส่วนไป๋ซีก็นั่งลงข้าง ๆ เขา
ต่งผิงอวี่มองทั้งสองคน พลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนเอ่ยต่อ
“เมื่อยี่สิบปีก่อน ประเทศได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเกมนี้ และได้จัดตั้งหน่วยงานลับขึ้นมาเป็นพิเศษ”
“หน่วยงานที่ไม่มีชื่อ ไม่มีรหัส และไม่มีใครภายนอกรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน”
“เย่เซียวคือหัวหน้าคนปัจจุบันของหน่วยงานแห่งนี้ และยังเป็นหัวหน้าทีมผู้เล่นของประเทศด้วย”
ไป๋ซีมองเย่เซียวด้วยความชื่นชมทันที
สุดยอดจริง ๆ
อายุยังน้อยแท้ ๆ แต่กลับสามารถยืนอยู่ต่อหน้าผู้นำระดับประเทศได้แล้ว!
ต่งผิงอวี่กระแอมเบา ๆ ก่อนเริ่มโยนเหยื่อล่อ
“ในฐานะผู้เล่น เธอก็มีสิทธิ์เข้าร่วมหน่วยงานนี้เช่นกัน และเนื่องจากเธอนำเทคโนโลยีสำคัญกลับมามอบให้ประเทศ เราสามารถเปิดทางสะดวกให้เธอได้ทุกอย่าง”
ไป๋ซีเงียบไปครู่หนึ่ง ในใจเกิดความลังเลขึ้นมา
ระหว่างอิสรภาพกับเกียรติยศ… ควรเลือกอะไรดี?
เมื่อต่งผิงอวี่เห็นว่าไป๋ซีกำลังชั่งใจ จึงเริ่มเสนอเงื่อนไขเพิ่มเติม
“ตราบใดที่เธอเข้าร่วมทีม ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจะได้รับการดูแลจากประเทศ และเราจะมอบบัตรธนาคารใบหนึ่งให้เธอ”
“วงเงินรายเดือนสิบล้านหยวน”
“เธอสามารถใช้เงินนี้ซื้ออะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นรถสปอร์ต เรือยอชต์ หรืออะไรก็ตามที่อยากได้”
“เดือนนี้ใช้หมด เดือนหน้าก็จะมีให้อีกสิบล้าน ถ้ายังไม่พอ ก็สามารถยื่นขอเพิ่มได้”
“สรุปง่าย ๆ ตราบใดที่เธอไม่ทรยศประเทศ และไม่ทำผิดกฎหมาย ประเทศจะสนับสนุนเธอเต็มที่”
ไป๋ซีฟังจนตาค้าง
เงื่อนไขพวกนี้ดีเกินไปแล้ว!
“แล้ว… ฉันต้องทำอะไรบ้างคะ?”
เธอรู้ดีว่า ไม่มีอาหารมื้อไหนฟรีบนโลก ยิ่งเงื่อนไขดีเท่าไร ราคาที่ต้องจ่ายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
“มีแค่สองอย่าง”
ต่งผิงอวี่ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“อย่างแรก พยายามมีชีวิตรอด”
“อย่างที่สอง หากเธอได้รับการ์ดนำไอเทมกลับโลกเดิม เราหวังว่าเธอจะช่วยนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือสิ่งที่มีคุณค่ากลับมาให้ประเทศ”
“เหมือนเทคโนโลยีเครื่องผลิตชิปครั้งนี้งั้นเหรอ?”
ไป๋ซีเข้าใจทันที
นี่ต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริงของประเทศ
“ถูกต้อง”
ต่งผิงอวี่พยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
“การมีอยู่ของเกมนี้ทำให้พวกเราตระหนักว่า ในจักรวาลมีอารยธรรมทรงภูมิปัญญาอื่นอยู่จริง และเกมนี้ก็เหมือนดาบเล่มหนึ่งที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของพวกเรา พร้อมจะฟันลงมาได้ทุกเมื่อ”
“มนุษยชาติต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี หากวันหนึ่งโลกของพวกเรากลายเป็นโลกภารกิจขึ้นมาจริง ๆ อย่างน้อยเราก็ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือ”
คำพูดของต่งผิงอวี่ทำให้ไป๋ซีนิ่งไป
ก่อนหน้านี้ เธอคิดเพียงว่าจะเอาชีวิตรอดอย่างไร จะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร แต่ต่งผิงอวี่กลับยกระดับเรื่องนี้ไปถึงอนาคตของอารยธรรมและเผ่าพันธุ์มนุษย์
เมื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล
ในเมื่อโลกอื่นสามารถกลายเป็นโลกภารกิจได้ แล้วเหตุใดโลกของพวกเธอจะเป็นไม่ได้?
วันนี้ไม่เกิด พรุ่งนี้ก็อาจเกิด
ไม่รุ่นนี้ ก็อาจเป็นรุ่นลูกหลานในอนาคต
ผู้นำประเทศกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับวันนั้น ใช้ประโยชน์จากเกมเพื่อสะสมรากฐานให้คนรุ่นหลัง
ต่งผิงอวี่ปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติ ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง
“ไป๋ซี เธอสามารถคิดเรื่องนี้ให้ดีก่อนได้ ไม่ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ประเทศจะไม่บังคับ พวกเราเคารพการตัดสินใจของเธอ”
“ฉันยินดีเข้าร่วมค่ะ”
ไป๋ซีแทบไม่ลังเลเลย
ในเมื่อเรื่องทั้งหมดไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว งั้นอย่างน้อยช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตก็ควรมีคุณค่าบ้าง
เย่เซียวมองเธอด้วยสายตาชื่นชม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว
“ดีมาก!” ต่งผิงอวี่เองก็พอใจอย่างยิ่ง
ไม่ว่าเมื่อไร ชาวหัวเซี่ยยังคงให้ความสำคัญกับประเทศและชนชาติก่อนเสมอ
“แต่ฉันยังมีคำถามอีกค่ะ” ไป๋ซีคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ย
“ถามมาได้เลย” ต่งผิงอวี่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“หลังจากเข้าร่วมทีมแล้ว ฉันยังออกไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระไหมคะ?”
“ฉันยังเป็นนักศึกษาปีสองอยู่ เรื่องเรียนจะทำยังไง? แล้วฉันจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่บ่อย ๆ ได้หรือเปล่า?”
สำหรับไป๋ซี การออกไปกินของอร่อยคือหนึ่งในความสุขสำคัญของชีวิต
ถ้าต้องถูกจำกัดอิสรภาพ ชีวิตคงไม่สมบูรณ์แน่!
ดังนั้นเรื่องพวกนี้ต้องถามให้ชัดก่อน
ไม่อย่างนั้นพอเข้าร่วมไปแล้ว จะมาขอต่อรองทีหลังก็คงยาก
ต่งผิงอวี่หัวเราะลั่น
แม้แต่เย่เซียวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยังหลุดหัวเราะเสียงต่ำออกมา
“เรื่องที่เธอกังวลนั่นไม่ใช่ปัญหาเลย”
ต่งผิงอวี่ส่ายหน้า พลางคิดในใจว่าเด็กอายุยี่สิบก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ
“กลับบ้านได้ตามสบาย อยากกลับเมื่อไรก็กลับ ส่วนเรื่องเรียน เราสามารถจัดการลาพักการศึกษาให้เธอได้”
“หากภายหลังรู้สึกว่าสามารถเรียนต่อได้ ก็กลับไปเรียนเมื่อไรก็ได้ แต่พูดตามตรง สำหรับคนในสถานะของเธอ ไม่จำเป็นต้องกลับมหาวิทยาลัยก็ได้”
“เพราะภารกิจต่าง ๆ ทำให้เธอต้องมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำสมัยของโลก”
“ทางฐานจะจัดให้นักวิชาการและศาสตราจารย์ระดับแนวหน้าของประเทศมาสอนตัวต่อตัว เมื่อมีคนระดับนั้นสอนเอง จะอยากได้วุฒิอะไรไม่ได้ล่ะ?”
“ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอคะ?”
ไป๋ซีอึ้งไปแล้วจริง ๆ
“ได้สิ นั่นคือสิทธิ์ของเธอ” ต่งผิงอวี่ยิ้ม ก่อนอธิบายต่อ
“พูดให้ถูก เธอไม่ใช่ทหารประจำการ จึงไม่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบแบบเดียวกับกองทัพ นอกจากการฝึกประจำวันแล้ว เวลาปกติเธออยากทำอะไรก็ทำได้”
“แน่นอนว่าห้ามทำผิดกฎหมาย”
“ความสามารถของพวกเธอเหนือกว่าคนทั่วไป จึงต้องรู้จักควบคุมตัวเอง นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะออกไปกินของอร่อย ซื้อเครื่องสำอาง เสื้อผ้า หรือกระเป๋า ก็ทำได้ทั้งหมด”
“มีเพียงข้อเดียวที่ต้องปฏิบัติตาม ห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยพลการ หากจำเป็นต้องไปจริง ๆ ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตก่อน”
“สำหรับประเทศแล้ว พวกเธอทุกคนคือทรัพย์สินล้ำค่า และเราไม่สามารถสูญเสียใครไปได้”
ไป๋ซีพยักหน้ารัว ๆ
ข้อเสนอของประเทศดีเกินกว่าจะปฏิเสธจริง ๆ
เธอไม่คิดเลยว่าเป้าหมายเรื่องอิสรภาพทางการเงินของตัวเอง จะสำเร็จด้วยวิธีแบบนี้
สิบล้านหยวนต่อเดือนเชียวนะ!
ดูเหมือนเธอคงต้องคิดดี ๆ แล้วว่าจะใช้เงินยังไงให้หมด
“จริงสิ”
ต่งผิงอวี่ดึงบทสนทนากลับเข้าสู่ประเด็นหลัก
“เล่าสถานการณ์พื้นฐานของเธอให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม?”
ไป๋ซีพยักหน้า ก่อนเล่าเรื่องราวของตัวเองแบบคร่าว ๆ
และเมื่อฟังจบ…
คราวนี้กลับเป็นต่งผิงอวี่กับเย่เซียวที่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงเสียเอง
.
.
จบ.