เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 เมืองเหวินอัน 15

บทที่ 15 เมืองเหวินอัน 15

บทที่ 15 เมืองเหวินอัน 15


.

.

“พี่คนนี้ไม่ใช่คนไม่ดีนะ”

โม่โม่กระซิบข้างหูไป๋ซีเบา ๆ

ไป๋ซีบีบแก้มกลม ๆ ของโม่โม่ แล้วรูดซิปกระเป๋าเป้ของตัวเองลง ข้างในอัดแน่นไปด้วยอาหาร ส่วนกระเป๋าของเทียนเถียนที่วางอยู่ข้าง ๆ ก็เต็มไม่ต่างกัน

“พวกเรามีอาหารจริง ๆ”

“…ฉันนึกว่าเธอพูดเกรงใจซะอีก ในเมื่อมีอาหาร งั้นฉันก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว”

สีหน้าของหานตงเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขาประเมินพวกเธอต่ำเกินไป

ผู้หญิงก็สามารถเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกได้เหมือนกัน

หลังอาหารเช้า ไป๋ซีพาเด็กทั้งสองลงไปชั้นล่าง

ทีมของถานหมิงซานมีทั้งหมดแปดคน

ชายชราหน้าตาใจดีคนหนึ่งคือศาสตราจารย์เฉินที่พวกเขาพูดถึง ส่วนหญิงสาวหน้าตาสะสวยวัยยี่สิบต้น ๆ ที่อยู่ข้างกายคือเฉินเฟยเฟย หลานสาวของเขา

นอกจากนี้ยังมีคู่รักนักศึกษา หลี่เมิ่งกับฟางเซียง ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีชื่อเฉียนฉีซาน หญิงวัยทำงานอายุยี่สิบปลาย ๆ ชื่อเหอเหมย รวมถึงถานหมิงซานกับหานตง

“ต้องขอโทษด้วยนะ เมื่อคืนรบกวนพวกเธอแล้ว”

ศาสตราจารย์เฉินกล่าวขอโทษทันทีเมื่อเห็นไป๋ซีและเด็กทั้งสองลงมา ใบหน้าเปี่ยมด้วยเมตตาและเป็นกันเอง

“ไม่เป็นไรค่ะ”

ไป๋ซียิ้มตอบ

เธอเป็นคนประเภทที่ถ้าอีกฝ่ายสุภาพกับเธอ เธอก็จะสุภาพตอบกลับเช่นกัน

สมาชิกอีกห้าคนในทีมเหลือบมองไป๋ซีกับเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าเฉยชา ก่อนจะหันกลับไปทำธุระของตัวเองหรือพูดคุยกับคนในกลุ่มต่อ

ไป๋ซีไม่สนใจการถูกกันออกจากวงอย่างโจ่งแจ้งแม้แต่น้อย

ภารกิจต้องการอัตราการรอดชีวิตเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ หมายความว่ายังมีคนอีกมากกว่าครึ่งที่ต้องตาย

ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือการกลายพันธุ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

เทียนเถียนเองก็จูงมือน้องชายเตรียมออกไปสำรวจเช่นกัน

“พี่ไป๋ พวกฉันจะไปดูทางนั้น”

เธอชี้ไปยังอีกด้านของหมู่บ้าน

“ระวังตัวด้วย”

ไป๋ซีไม่ได้พูดว่า “พวกเธออยู่ที่นี่ ฉันไปเอง”

เพราะเธอเข้าใจดีว่าในเกมนี้ คนที่พึ่งพาได้มีเพียงตัวเอง หากไม่แข็งแกร่งพอ ความตายก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา

เทียนเถียนมีน้องชายที่แทบไม่มีความสามารถในการป้องกันตัว เธอจึงต้องแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด ส่วนโม่โม่เองก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง อย่างน้อยก็ต้องไม่กลายเป็นภาระของพี่สาว

จนถึงตอนนี้ เด็กคนนี้ทำได้ดีมากแล้ว

ไป๋ซีและสองพี่น้องแยกกันสำรวจหมู่บ้านคนละทิศทาง ยิ่งเดินลึกเข้าไป คิ้วของไป๋ซีก็ยิ่งขมวดแน่น

หมู่บ้านแห่งนี้เงียบผิดปกติเหมือนเมื่อวาน ไม่มีเสียงจิ้งหรีด ไม่มีเสียงนกร้อง แม้แต่มดสักตัวก็ยังมองไม่เห็น

เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้บ้านหลังหนึ่งที่ดูสะอาดเรียบร้อย มองผ่านหน้าต่างเข้าไปด้านใน

ไม่มีคน

เดินวนรอบบ้านอีกครั้ง ก็ยังไม่พบใคร

ไป๋ซีสำรวจบ้านอีกหลายหลัง ผลลัพธ์เหมือนกันทั้งหมด

“หมู่บ้านนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจ

สถานที่แห่งนี้ไม่น่าจะอันตรายเท่าในเมือง แล้วชาวบ้านหายไปไหนหมด?

เธอเดินสำรวจต่ออีกหลายหลัง ความรู้สึกไม่สบายใจยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ทันใดนั้น เทียนเถียนกับโม่โม่ก็โผล่ออกมาจากอีกด้าน

“พี่ไป๋ อย่าเข้าไปลึกกว่านี้เลย”

“ทำไม?”

“กลิ่นข้างหน้าประหลาดมาก” เทียนเถียนพูดพลางสูดจมูกเบา ๆ

“มีกลิ่นเลือด กลิ่นเน่า แล้วก็มีกลิ่นเปรี้ยวเหม็นแปลก ๆ ปนอยู่ด้วย”

เธอพูดยืนยันอย่างมั่นใจ

“ทางพวกเธอก็ไม่เจอคนเหมือนกันเหรอ?”

เทียนเถียนพยักหน้า “ไม่มีเลยสักคน บ้านหลายหลังมีฝุ่นหนามาก เหมือนไม่มีคนอยู่มานานแล้ว”

ไป๋ซีครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจ

“งั้นเลิกค้นต่อเถอะ หมู่บ้านนี้แปลกเกินไป ตั้งแต่เมื่อวานที่มาถึง ฉันยังไม่ได้ยินเสียงแมลงหรือเสียงนกเลยสักครั้ง”

ไป๋ซีไม่ใช่คนที่จะเดินเข้าหาอันตรายทั้งที่รู้ตัว เธอเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองเสมอ

เธอเคยอ่านบทความหนึ่งที่บอกว่า สัญชาตญาณคือผลลัพธ์ของการประมวลผลอย่างแม่นยำของจิตใต้สำนึก

ทั้งสามรีบกลับด้วยความเร็วสูงสุด

ระหว่างทางก็พบถานหมิงซานกับหานตงที่กำลังกลับมาพอดี ทั้งคู่เพิ่งไปตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกใกล้ ๆ มา

หลังจากแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทุกคนก็พบปัญหาเดียวกัน

“ในทุ่งก็เหมือนกัน ไม่มีแมลงเลยสักตัว ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่”

สีหน้าของถานหมิงซานเคร่งเครียด

“ลุงถาน พวกเรารีบออกจากที่นี่เถอะ”

“ไม่รู้ว่าหมู่บ้านนี้ซ่อนอะไรไว้ พวกเรามีกันตั้งสิบกว่าคน แต่กว่าครึ่งไม่มีความสามารถต่อสู้เลย ถ้าเกิดอะไรขึ้น ความสูญเสียคงหนักมาก”

ไป๋ซีเสนอ

ถ้าถานหมิงซานไม่ไป เธอก็จะพาเทียนเถียนกับโม่โม่ออกไปเอง

“ได้ งั้นออกเดินทางทันที”

ถานหมิงซานตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

เมื่อรู้ว่ามีปัญหา ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องอยู่ต่อ

“แล้วจะไปทางไหน?” หานตงถาม

“ไปทางตะวันตก ก่อนหน้านี้ทางหน่วยงานแจ้งว่ามีกองกำลังหลักอยู่แถวนั้น พวกเราจะไปหาพวกเขา”

“ถ้ามีกองทัพคุ้มกัน ศาสตราจารย์เฉินก็จะปลอดภัยมากขึ้น”

ถานหมิงซานหันมองไป๋ซี

“ไป๋ซี พวกเธอจะไปด้วยกันไหม? อย่างน้อยก็ช่วยดูแลกันได้”

ไป๋ซีกำลังจะหันไปถามความเห็นของเทียนเถียน แต่เด็กสาวพูดขึ้นก่อน

“พี่ไป๋ไปไหน พวกฉันก็ไปด้วย”

ไป๋ซีหัวเราะเบา ๆ แล้วลูบศีรษะเธอ ก่อนหันไปตอบถานหมิงซาน

“งั้นไปด้วยกันค่ะ”

พาเด็กสองคนเดินทางลำพังถือว่าเสี่ยงเกินไป ถานหมิงซานกับหานตงมีความสามารถมาก การอยู่ด้วยกันจะปลอดภัยกว่า

ในใจเธอลอบตัดสินใจ

ถ้ารอดกลับไปได้ เธอต้องหาเวลาเรียนทักษะการต่อสู้บ้าง ไม่อย่างนั้นจะตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบแบบนี้ตลอด

หลังกลับไปที่พักชั่วคราว ถานหมิงซานอธิบายสถานการณ์อย่างย่อ แต่หลายคนกลับไม่เต็มใจนัก

“ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว จะรีบไปทำไม?”

“ใช่แล้ว ไม่มีเสียงแมลงหรือเสียงนกก็ปกติไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้ทุกอย่างกลายพันธุ์หมดแล้ว ถ้ายังมีเสียงต่างหากที่น่ากลัว”

หลี่เมิ่งกับฟางเซียง คู่รักนักศึกษาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่อยากเดินทางต่อแล้ว

ศาสตราจารย์เฉินส่ายหน้า

“ต่อให้เกิดการกลายพันธุ์ ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดแบบนี้ ทุกอย่างต้องค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นขั้นเป็นตอน”

“อีกอย่าง ระหว่างทางมาที่นี่ พวกเรายังไม่พบสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เลยสักตัว”

เฉินเฟยเฟยรีบปลอบ

“ลุงถานกับพี่หานมีประสบการณ์ ถ้าพวกเขาบอกว่ามีปัญหา หมู่บ้านนี้ก็น่าจะมีปัญหาจริง ๆ ค่ะ”

น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลน่าฟัง

หลี่เมิ่งแอบกลอกตา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

เฉียนฉีซานกับเหอเหมยที่เงียบมาตลอดก็เห็นด้วยกับการไปหากองกำลังหลัก

ไม่นาน กลุ่มคนก็ออกเดินทางอีกครั้ง

หากจะไปทางตะวันตก จำเป็นต้องผ่านหมู่บ้าน ถานหมิงซานจึงเลือกพาทุกคนอ้อมตามขอบหมู่บ้าน แม้จะใช้เวลานานขึ้นก็ตาม

สิบโมงเช้า

ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความร้อนแผดเผาจนผู้คนรู้สึกหงุดหงิด สีหน้าของทุกคนยิ่งดูย่ำแย่ ทำให้บรรยากาศในทีมเงียบลงกว่าเดิม

“ลุงถาน พักสักหน่อยได้ไหมคะ? คุณปู่ดูเหนื่อยมากแล้ว”

เฉินเฟยเฟยมองศาสตราจารย์เฉินอย่างเป็นห่วง ถานหมิงซานหันไปมอง

ชายชราดูอ่อนล้าจริง ๆ

“งั้นพักก่อน”

ทุกคนจึงเข้าไปพักในบ้านหลังหนึ่งที่ค่อนข้างสะอาดริมหมู่บ้าน

ไป๋ซีเองก็รู้สึกเหนื่อยไม่น้อย แดดแรงจัดจนเธอรู้สึกหงุดหงิดไปทั้งตัว เธอหยิบน้ำแร่ขวดหนึ่งออกจากกระเป๋า แล้วดื่มรวดเดียวหลายอึก

เทียนเถียนเองก็หยิบน้ำออกมาหนึ่งขวด ส่งให้โม่โม่ดื่มก่อน จากนั้นค่อยดื่มส่วนที่เหลือ

ก่อนลงมาจากชั้นบนในตอนเช้า ไป๋ซีได้แบ่งอาหารและน้ำให้พวกเขาไปไม่น้อย

ส่วนคนอื่น ๆ เหลือน้ำกันไม่มากแล้ว จึงทำได้เพียงจิบทีละน้อย

เมื่อเห็นไป๋ซีกับเด็กทั้งสองดื่มน้ำหมดไปครึ่งขวดในคราวเดียว หลายคนก็อดอิจฉาไม่ได้

ตรงมุมห้อง หลี่เมิ่งกระซิบบางอย่างกับฟางเซียง

จากนั้นทั้งสองก็ลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ…

.

.

จบ.

จบบทที่ บทที่ 15 เมืองเหวินอัน 15

คัดลอกลิงก์แล้ว