- หน้าแรก
- ตวัดกระบี่พลิกวิถีมาร
- บทที่ 21 - โชคดี?
บทที่ 21 - โชคดี?
บทที่ 21 - โชคดี?
บทที่ 21 - โชคดี?
ไม่ไกลออกไป หลินเสวี่ยเหยียนมองดูด้วยความร้อนใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทว่าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ นางก็ไม่กล้าพุ่งออกไปกล่าวคัดค้าน
"เมิ่งเหยากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมถึงกลับกลายเป็นตอบตกลงไปได้!"
"ไม่ได้การ! รอให้การทดสอบเจ็ดยอดเขาจบลงเสียก่อน! ข้าจะต้องคุยกับนางให้รู้เรื่อง! จะยอมรับสัญญาหมั้นหมายนี้ไม่ได้เด็ดขาด!" นางลอบคิดในใจ
จากนั้นสายตาของนางก็ตกลงบนร่างของซูหว่านเอ๋อร์ "บางทีข้าอาจจะได้รู้เรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับฟางเฉินจากตัวนาง"
การทดสอบเจ็ดยอดเขายังคงดำเนินต่อไป การทดสอบด่านที่สามก็เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางข่าวอันน่าตกตะลึงนี้
เมิ่งเหยากล่าวว่า "ผู้ที่ผ่านด่านที่สองนับว่าได้เข้าร่วมเป็นศิษย์สายในอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการทดสอบด่านที่สามนี้ พวกเจ้าจะเลือกเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ หากมีใครไม่ต้องการเข้าร่วมก็ก้าวออกมาได้เลย"
ศิษย์ที่ผ่านด่านที่สองมีทั้งหมดแปดสิบหกคน
หลัวอ้าวเดินเข้าไปกระซิบข้างกายฟางเฉิน "ไอ้ลูกผสม ข้าขอเตือนให้เจ้าถอนตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้ มิฉะนั้นหากเจ้าเจอกับข้าบนลานประลอง ข้าจะทำให้เจ้าอยู่มิสู้ตายแน่!"
"บนลานประลอง ไอ้ลูกผสมที่เก่งแต่หลบอยู่หลังผู้หญิงอย่างเจ้าจะต้องตายสถานเดียว"
ดูเหมือนเขาจะข่มขู่ให้ฟางเฉินถอนตัว แต่แท้จริงแล้วเป็นการกระตุ้นให้อีกฝ่ายเลือดขึ้นหน้า
ตราบใดที่ฟางเฉินก้าวขึ้นสู่ลานประลอง เขามีเป็นร้อยวิธีที่จะทำให้ฟางเฉินตาย!
ฟางเฉินมองเขาและมองเจตนานั้นออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาแค่นเสียงเย็นชาและกล่าวว่า "ยั่วยุงั้นหรือ? ไม่ต้องลำบากปานนั้นหรอก หากเจอกันใครจะอยู่ใครจะตายยังไม่แน่"
หลัวอ้าวหยามเกียรติเขาครั้งแล้วครั้งเล่า มันทำให้เขาโกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุดไปนานแล้ว
อีกฝ่ายอยากฆ่าเขา แล้วเขาจะไม่อยากฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างไร
เมื่อเห็นฟางเฉินหลงกล หลัวอ้าวก็ยิ้มออก "งั้นก็คอยดูกันไป อย่าเพิ่งรีบตกรอบไปเสียก่อนล่ะ แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงเจ้าจะตกรอบข้าก็ต้องฆ่าเจ้าอยู่ดี ไอ้ลูกผสมอย่างเจ้า ไม่คู่ควรกับศิษย์พี่เมิ่งหรอก"
ในบรรดาแปดสิบหกคน ท้ายที่สุดมีคนก้าวออกมาทั้งสิ้นยี่สิบเอ็ดคน
พวกเขาบางคนอาจไม่มีความสนใจ หรือไม่ก็สูญเสียพลังไปมากในด่านที่สอง จึงทำได้เพียงยอมแพ้ในการต่อสู้บนลานประลองด่านที่สาม
ท้ายที่สุดมีผู้เข้าร่วมด่านที่สามทั้งหมดหกสิบเจ็ดคน
เมิ่งเหยาไม่ได้ประหลาดใจที่ฟางเฉินไม่ถอนตัว นางประกาศว่า "ในเมื่อไม่มีใครถอนตัวแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มการต่อสู้บนลานประลองได้ การต่อสู้ครั้งนี้ใช้ระบบคัดออก เนื่องจากมีจำนวนคนเกินมาหนึ่งคน จะมีหนึ่งคนที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบโดยไม่ต้องประลอง"
"เริ่มจับฉลากได้"
ผู้คนต่างพากันเดินไปข้างหน้าและต่อแถวเพื่อจับฉลาก
หลังจากฟางเฉินจับฉลากเสร็จ เขาก็มองดูหมายเลขของตนเอง หมายเลขหนึ่ง ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
รอจนทุกคนจับฉลากเสร็จ เมิ่งเหยาก็กล่าวว่า "บัดนี้จะเริ่มการต่อสู้บนลานประลอง ฉลากผ่านเข้ารอบของการแข่งขันครั้งนี้คือหมายเลขหนึ่ง ไม่ทราบว่าใครจับได้ฉลากผ่านเข้ารอบใบนี้?"
"ใครกันที่โชคดีปานนี้"
"ให้ตายสิ! ข้าได้หมายเลขสอง!"
ทุกคนต่างชะเง้อมองด้วยความอยากรู้ อยากจะรู้ว่าใครคือหมายเลขหนึ่ง
ฟางเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ชูฉลากในมือขึ้น "ข้า ข้าคือหมายเลขหนึ่ง"
ชั่วพริบตา สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่ร่างของฟางเฉิน
เมื่อเห็นว่าเป็นฟางเฉิน ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน
"กลับกลายเป็นเขาเนี่ยนะ?"
"เจ้านี่โชคดีขนาดนี้เชียว?"
"หรือว่าศิษย์พี่เมิ่งจะจงใจช่วยกันแน่?"
"อย่าพูดส่งเดช ฉลากผ่านเข้ารอบแบบนี้เหล่าผู้อาวุโสบนแท่นเป็นคนกำหนดร่วมกัน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งจะชี้ขาดได้"
เมิ่งเหยาเองก็ชะงักไปเล็กน้อย นางไม่ได้ช่วยฟางเฉินเลย ฉลากใบนี้ก็มีคนเสนอขึ้นมาและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็ไม่มีข้อโต้แย้งจึงเลือกมา คงพูดได้แค่ว่าฟางเฉินโชคดีนิดหน่อยเท่านั้น
"โชคดีใช้ได้ แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน โอกาสที่จะเจอกันในรอบถัดไปก็ยิ่งสูงขึ้น"
หลัวอ้าวกลับมีท่าทีไม่ใส่ใจ ไม่ว่าฟางเฉินจะเข้ารอบลึกแค่ไหน สุดท้ายก็มีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่!
หลังจากเมิ่งเหยาได้สติ นางก็กล่าวว่า "ศิษย์ผู้นี้ เจ้าได้ผ่านเข้ารอบในรอบแรก ไม่จำเป็นต้องร่วมต่อสู้"
"คนอื่นๆ ขึ้นลานประลองตามลำดับ หมายเลขสองปะทะหมายเลขสาม ดำเนินการประลองเช่นนี้ต่อไป"
ทุกคนต่างมองฟางเฉินด้วยความอิจฉา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ได้แต่บอกว่าอีกฝ่ายโชคดี
จากนั้นการต่อสู้บนลานประลองรอบแรกก็เริ่มต้นขึ้น
ลานกว้างมีลานประลองทั้งหมดสิบแห่ง การจัดแข่งขันสิบคู่พร้อมกันจึงไม่มีปัญหาใดๆ
ฟางเฉินเองก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ เขาไปสังเกตการต่อสู้ของเพื่อนร่วมสำนักที่ใช้กระบี่ เพื่อดูว่าในทักษะของพวกเขาพอจะมีหลักการอะไรให้เรียนรู้ได้บ้างหรือไม่
แต่สิ่งที่ทำให้เขาค่อนข้างผิดหวังคือ วิถีกระบี่ของเพื่อนร่วมสำนักเหล่านี้ค่อนข้างหยาบกระด้าง จัดอยู่ในระดับที่เพิ่งเริ่มต้น จึงไม่มีอะไรให้เรียนรู้มากนัก
ทว่าเขากลับลืมไปว่า ตนเองคือผู้ที่หยั่งรู้อักขระมรรคาอักษรกระบี่ ต่อให้ศิษย์เหล่านั้นจะมีพรสวรรค์แค่ไหน ก็ไม่มีทางเป็นสัตว์ประหลาดไร้เทียมทานเช่นเขาได้อย่างแน่นอน
การประลองรอบแรกดำเนินไปไม่นานนัก ผ่านไปหนึ่งก้านธูป การประลองทั้งหมดก็สิ้นสุดลง
จากหกสิบเจ็ดคน ท้ายที่สุดมีเพียงสามสิบสามคนที่เข้ารอบ
เมิ่งเหยาใส่ใจให้เวลาทุกคนพักผ่อนหรือรักษาอาการบาดเจ็บครึ่งชั่วยาม เมื่อหมดเวลานางจึงกล่าวว่า "บัดนี้จะทำการจับฉลากสำหรับการประลองรอบที่สอง ครั้งนี้ก็ยังมีฉลากผ่านเข้ารอบเช่นเดิม"
รอบที่สองจำเป็นต้องสลับการจับฉลากใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครเตี๊ยมกันล้มมวยล่วงหน้า
ทุกคนเริ่มจับฉลากอีกครั้ง ฟางเฉินเองก็เช่นกัน
และครั้งนี้เขากลับจับได้หมายเลขสามสิบสาม ซึ่งทำให้เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกับตื่นเต้นขึ้นมา!
"ในที่สุดก็จะได้ขึ้นลานประลองสักที"
ฟางเฉินรู้สึกกระตือรือร้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วมการต่อสู้บนลานประลองหลังจากฟื้นฟูพลังกลับมา
เมิ่งเหยาปรึกษาหารือกับเหล่าผู้อาวุโสครู่หนึ่ง ก่อนจะประกาศฉลากผ่านเข้ารอบในรอบที่สอง
"รอบที่สองยังคงมีฉลากผ่านเข้ารอบ ผ่านการหารือของผู้อาวุโสแล้ว ฉลากผ่านเข้ารอบในครั้งนี้คือหมายเลขสามสิบสาม!" เมิ่งเหยาประกาศ
"ใครได้หมายเลขสุดท้ายกันล่ะ?" ทุกคนชะเง้อมองอีกครั้ง
แต่กลับไม่มีใครมองไปทางฟางเฉินเลย เพราะแค่โชคดีครั้งเดียวก็พอแล้ว จะมีครั้งที่สองได้อย่างไร?
ทว่าพวกเขากลับไม่ได้สังเกตเลยว่า สีหน้าของฟางเฉินในตอนนี้นิ่งอึ้งไปสนิท ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
แย่แล้วสิ คราวนี้อธิบายยังไงก็คงไม่มีใครฟังแล้ว
และเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ เขาก็บังเอิญเห็นหมายเลขบนฉลากของฟางเฉินเข้า จึงตะโกนออกมาทันที "เขาเอง!"
สายตาทุกคู่หันขวับมาจ้องที่ฟางเฉินในพริบตา เมื่อเห็นว่าเป็นฟางเฉิน ทุกคนต่างก็ตกตะลึงกันไปหมด
"เขาอีกแล้ว!"
"ของปลอมหรือเปล่าเนี่ย!"
"แต่ของในมือเขาคือหมายเลขสามสิบสามจริงๆ นะ!"
"สวรรค์! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!"
ทั้งลานจ้องมองฟางเฉินเขม็ง มีทั้งความอิจฉา ริษยา เคียดแค้น หลากหลายสายตารวมอยู่ด้วยกันหมด
ฟางเฉินเองก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าจะได้ประลองแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะได้ผ่านเข้ารอบไปเฉยๆ อีก
บนใบหน้างดงามหยาดเยิ้มของเมิ่งเหยาก็เต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อ นางไม่ได้ช่วยฟางเฉินจริงๆ นะ!
แต่พอดูจากสายตาแปลกๆ ของทุกคนแล้ว ถึงตายก็คงไม่มีใครเชื่อแน่
นางทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ และไม่คิดจะอธิบายอะไรอีก
เพราะเรื่องแบบนี้ ยิ่งอธิบายก็ยิ่งไม่มีใครเชื่อ
"หึ ข้าอยากจะรู้หนักหนาว่าเจ้าจะพึ่งดวงผ่านเข้ารอบไปได้นานแค่ไหน" ครั้งนี้แม้แต่หลัวอ้าวก็มีสีหน้าเย็นชาลง ภายในใจเต็มไปด้วยความหึงหวง และความมุ่งร้ายที่มีต่อฟางเฉินก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
"ไอ้ลูกผสมระยำนี่ถึงได้โชคดีขนาดนี้! นังผู้หญิงแพศยานั่นต้องแอบจัดการอยู่เบื้องหลังแน่ๆ! ต้องใช่แน่ๆ!"
ซูหว่านเอ๋อร์ที่อยู่ด้านล่างมองจนตาแดงก่ำ! ในใจริษยาอย่างหาที่สุดไม่ได้!
ทำไมนางถึงต้องตกรอบ! แต่ฟางเฉินกลับเข้ารอบมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้!
ทั้งที่ฟางเฉินเป็นแค่ไอ้ลูกผสมที่นางทอดทิ้งไปแท้ๆ! ถึงตีให้ตาย นางก็ไม่เชื่อหรอกว่าฟางเฉินจะมีโชคเช่นนี้! เมิ่งเหยาต้องแอบจัดการอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน!
ไม่เพียงแค่นาง แม้แต่หลัวอวิ๋นก็คิดเช่นนั้น
"หึ ไอ้สวะที่ต้องคอยพึ่งพาแต่ผู้หญิง"
หลัวอวิ๋นแค่นเสียงเย็น เขาไม่เชื่อว่าฟางเฉินจะโชคดีขนาดนี้ เมิ่งเหยาต้องแอบควบคุมอยู่เบื้องหลังแน่ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี
ทว่าเขากลับลืมไปว่า ตอนอยู่ด่านที่หนึ่งและด่านที่สอง เขาช่วยเหลือซูหว่านเอ๋อร์อย่างไร และจงใจเล่นงานฟางเฉินอย่างไร
"ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน! ว่าเจ้าจะช่วยให้มันผ่านเข้ารอบฟรีได้กี่ครั้งกัน!"
เขาเชื่อว่าการที่เมิ่งเหยาแอบควบคุมอยู่เบื้องหลังก็ต้องมีขีดจำกัด อย่างน้อยก็คงไม่กล้าทำอย่างโจ่งแจ้งเกินไป
ทว่า!
ในรอบสิบหกคนสุดท้าย! แปดคนสุดท้าย! และสี่คนสุดท้าย ฟางเฉินกลับได้ฉลากผ่านเข้ารอบทั้งหมด!
จนถึงตอนนี้ ผู้คนในลานต่างก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว
เฮ้อ ก็ไม่มีอะไรหรอก ชินๆ ไปเดี๋ยวก็ดีเองแหละใช่ไหม?
สิ่งที่เรียกว่าฟ้าไม่ยุติธรรม ดินไม่เท่าเทียม ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริงแล้ว มันก็เป็นแค่เรื่องตลกทั้งนั้นแหละ
ณ วินาทีนี้พวกเขามั่นใจแล้วว่าเมิ่งเหยาต้องแอบช่วยเหลือฟางเฉินอยู่อย่างแน่นอน แต่แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า? ศิษย์พี่เมิ่งอยากจะช่วยใคร แล้วใครจะกล้าแฉความจริง?
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้พวกเขาจะแฉ พวกเขาก็ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันอยู่ดี
พวกเขาไม่รู้เลยว่า ณ วินาทีนี้ ทั้งสองคนกลับตกตะลึงยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก!
ฟางเฉินมองไปที่เมิ่งเหยา และบนใบหน้างดงามของเมิ่งเหยาก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงเช่นกัน
ทั้งสองสบตากันโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการส่งเสียงทางจิต แต่มองตาอีกฝ่ายก็ราวกับรู้ว่ากำลังพูดอะไรกันอยู่
หลิงฝานเอ่ยถามอย่างไร้คำพูด : นี่เจ้าทำหรือ?
เมิ่งเหยาตอบกลับอย่างไร้เสียง : ข้าเปล่านะ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น!
นี่มันผีหลอกชัดๆ! พวกเขาไม่ได้ตุกติกเลยจริงๆ นะ!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ฮ่าฮ่าฮ่า!"
ทว่าพวกเขากลับไม่รู้เลยว่า บนยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งห่างออกไปนับร้อยลี้! ชายวัยกลางคนร่างผอมบางผู้มีหนวดเคราเฟิ้มแต่งตัวซอมซ่อคนหนึ่งกำลังหัวเราะร่วนจนต้องกุมท้อง
ไอ้สิ่งที่เรียกว่าโชคดีเกินไปของฟางเฉิน ล้วนมาจากฝีมือของเขาทั้งสิ้นจากระยะร้อยลี้!
(จบแล้ว)