- หน้าแรก
- ระบบบังคับให้ฉันทำตัวหลุดโลก จนกลายเป็นเทพในวงการบันเทิง
- บทที่ 208 เรื่องเหนือความคาดหมายยังไงก็ต้องยกให้ไป๋เป่าคุน
บทที่ 208 เรื่องเหนือความคาดหมายยังไงก็ต้องยกให้ไป๋เป่าคุน
บทที่ 208 เรื่องเหนือความคาดหมายยังไงก็ต้องยกให้ไป๋เป่าคุน
ปลาขึ้นมาแล้ว!
ปลาเฉาตัวใหญ่หนักสามสิบกว่าชั่ง ถือเป็นราชาแห่งสระน้ำนี้อย่างแท้จริง
เด็กหนุ่มทั้งสี่คนดูทุลักทุเลกันไปหมด ไป๋เป่าคุนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
ไม่ใช่เพราะปัญหาเรื่องพละกำลัง แต่เป็นเพราะความไม่คุ้นเคย การตกปลายังไงก็ต้องอาศัยเทคนิคสักหน่อย
ทั้งสี่คนนั่งหัวเราะกันอย่างซื่อบื้อ รายการ 'ฤดูกาลแห่งการพานพบที่ใจเต้น' ได้ต้อนรับฉากที่ดูปรองดองกันที่สุดแล้ว
[ไม่เลวๆ ในที่สุดก็มีฉากร่วมมือร่วมใจกันสักที]
[พอไม่มีอาเธอร์กับอู๋เฟิง ระหว่างผู้ชายด้วยกันก็ดูจะเข้ากันได้ดีนะ]
[อาเธอร์: ในที่สุดพวกแกก็เข้าใจความหวังดีของฉันแล้วสินะ]
[อู๋เฟิงเหยียบจักรเย็บผ้าพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง: โลกภายนอกช่างงดงามเหลือเกิน]
[อู๋เฟิง: ฝนตกนอกหน้าต่าง ราวกับหยดเลือดในใจฉันที่หลั่งริน]
[ในห้องไลฟ์สตรีมมีแต่พวกตัวแสบทั้งนั้น!]
อาเธอร์ที่อยู่ไกลถึงเยี่ยนจิง เมื่อเห็นฉากที่พวกเขาเข้ากันได้อย่างกลมเกลียว ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน
หลังจากที่ภาพลักษณ์พังทลาย อารมณ์ของเขาก็แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
พอนั่งดูไลฟ์สตรีมรายการ 'ฤดูกาลแห่งการพานพบที่ใจเต้น' เขาก็มักจะเผลอขว้างแก้วน้ำในมือจนแตกกระจาย
พอได้ยินเสียงหัวเราะและความรื่นเริงของพวกเขา เขาก็จะปาโทรศัพท์มือถือใส่กำแพงรอบด้าน
ผู้กำกับใหญ่เฉินยืนสูบบุหรี่เงียบๆ อยู่ในมุมที่เขามองไม่เห็น
เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความสงบ เขาถึงได้ดับบุหรี่แล้วเดินเข้ามาหาช้าๆ "อาเธอร์ นั่งลงสิ"
"แด๊ดดี้ ดูพวกเขาสิ..."
"ไม่เกี่ยวอะไรกับลูกแล้ว ดอกไม้ที่เป๋ยไห่บานแล้วนะ เดี๋ยวพ่อจะพาลูกไปเดินเล่น"
"ไม่ไป ผมไม่ไป ตอนนี้ใครๆ ก็หัวเราะเยาะผมทั้งนั้น"
"ถูกทุบตีบดขยี้มานับพันหมื่นครั้งก็ยังแข็งแกร่งยืนหยัด ไม่หวั่นไหวต่อลมที่พัดมาจากทุกสารทิศ"
ใบหน้าของอาเธอร์กระตุกวูบ
เวลาแบบนี้เนี่ยนะ—
พ่อยังมีอารมณ์มาท่องกลอนอยู่อีกเหรอ
"คนเราล้วนต้องพยายามเติบโต"
"ผมพยายามแล้ว แต่คนอื่นก็จำได้แค่ว่าผมเป็นลูกชายของผู้กำกับใหญ่เฉิน"
"แล้วพ่อไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาของปู่ลูกมาทั้งชีวิตหรือไงล่ะ"
อาเธอร์: "..."
ขมขื่นซะไม่มี!
คนสองรุ่นอย่างพวกเรา ต่างก็พยายามจะลบภาพจำเรื่องพ่อทิ้งไปกันทั้งนั้น
"รอให้กระแสข่าวฉาวซาลงก่อน เดี๋ยวพ่อจะหาซีรีส์พีเรียดฟอร์มยักษ์ให้ลูกเล่น ถึงตอนนั้นลูกก็ค่อยไปประชันขันแข่งกับพวกเขาใหม่"
"ขอบคุณครับแด๊ดดี้ ผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าดอกไม้ที่เป๋ยไห่น่าจะสวยดี"
อาเธอร์เผยรอยยิ้มออกมาจากใจจริง
ใครจะแกร่งก็ปล่อยให้เขาแกร่งไป
ดุจสายลมแผ่วพลิ้วพัดผ่านยอดเขา
ใครจะกร่างก็ปล่อยให้เขากร่างไป
เรื่องแข่งบารมีพ่อ ฉันแกร่งกว่าเห็นๆ
"อืม งั้นก็สวมหน้ากากอนามัยซะ! ไปเดินเล่นกัน"
เรือนจำเยี่ยนเฉิง
[เหยียบย่ำรุ่งอรุณต้อนรับแสงตะวัน ฝีเท้าพร้อมเพรียงเสียงร้องก้องกังวาน]
[ขยันขันแข็งหล่อหลอมชีวิต หยาดเหงื่อแรงกายแลกมาซึ่งความหวัง]
[บอกลาอดีตมุ่งสู่อนาคต สมัครใจดัดแปลงตนพร้อมกางใบเรือออกเดินทาง]
[...]
"23901!"
"มาครับ!"
"เนื่องจากนายถนัดการใช้จักรเย็บผ้า จึงขอแต่งตั้งให้นายเป็นหัวหน้าแผนกตัดเย็บเสื้อผ้า หวังว่านายจะดึงศักยภาพในตัวออกมาใช้ และรับการดัดแปลงตนอย่างดี"
ในดวงตาของอู๋เฟิงมักจะเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาอยู่เสมอ—
จักรเย็บผ้านี่มันดีจริงๆ จักรเย็บผ้าคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้
โชคดีนะที่ไป๋เป่าคุนเคยแนะนำให้เขาฝึกเหยียบจักรเย็บผ้า เห็นไหมล่ะว่ามันออกดอกออกผลแล้วจริงๆ?
เขาพึมพำกับตัวเอง "ไป๋เป่าคุน..."
…………
"ไป๋เป่าคุน!"
"อะไร?"
"มองมาทางนี้สิ"
โอวหยางนาน่ายกกล้องถ่ายรูปขึ้นมา กดชัตเตอร์แชะๆ ถ่ายรูปไป๋เป่าคุนไปสองสามใบ
"เอากล้องมาจากไหนเนี่ย?"
"ฉันไปหยิบมาจากทีมงานน่ะสิ พวกนายสี่คนนั่งดีๆ นะ ฉันจะถ่ายรูปให้"
"ลู่เสี่ยวกุย เธอระวังหน่อย คนจะล้มก็ช่างเถอะ แต่อย่าทำกล้องตกพังก็แล้วกัน"
โอวหยางนาน่ากระทืบเท้าเร่าๆ "อาจารย์ไป๋เป่าคุน นายทำเกินไปแล้วนะ นายเล่นหนังห่วยๆ ไว้ตั้งเยอะแยะ ฉันขอยกขึ้นมาพูดบ้างได้ไหมเนี่ย"
"ฮ่าๆ พูดมาเถอะ พูดมาเลย ห่วยก็คือห่วย ไม่เห็นต้องมานั่งแต่งหน้าทาปากแก้ตัวเลย แต่นั่นมันก็คือเส้นทางที่ฉันเดินผ่านมา"
โอวหยางนาน่า: "..."
นั่นมันเส้นทางที่นายเดินผ่านมา
แต่ของฉันมันกลายเป็นมีมล้อเลียนไปตลอดชีวิตเลยนะ
"มองกล้องหน่อย อาไก่ นายยิ้มหน่อยสิ วางใจเถอะ กางเกงนายเปียก ฉันเป็นพยานให้ได้ว่านายไม่ได้ฉี่รดกางเกง"
"เชี่ยเอ๊ย!"
ไช่ซวีคุนแอบชูนิ้วกลางขึ้นมาเงียบๆ
เพราะเมื่อกี้เขาเกือบจะโดนปลาลากตกลงไปในน้ำ กางเกงก็เลยเปียกเป็นวงกว้าง
ถ้าไม่ทักก็คงไม่มีอะไร พอไป๋เป่าคุนทักขึ้นมา ทุกคนก็เลยพากันมองไปที่เป้ากางเกงเขากันหมด
"เมื่อก่อนถ่ายรูปเพื่อเก็บภาพความทรงจำที่สวยงาม แต่เดี๋ยวนี้ถ่ายรูปเพื่อสร้างช่วงเวลาที่สวยงามขึ้นมาต่างหาก แล้วจากนั้นก็ใช้แอปแต่งรูปให้ช่วงเวลานั้นมันดูไม่สมจริงซะเลย" หวังอันอวี่ถอนหายใจออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"กุ้นเอ๋อร์ นายพูดถูกเผงอีกแล้ว"
"ฮ่าๆ ถูกเผงเลยใช่ไหมล่ะ ให้ฉันอุ้มถ่ายรูปเดี่ยวไว้เป็นที่ระลึกสักใบสิ"
"ทีมงานฝ่ายตัดต่อ รบกวนช่วยตัดต่อภาพให้หวังอันอวี่หน่อยนะ อุ้มปลาเฉาตัวใหญ่มันน่าเบื่อไป เขาอยากได้นางเงือกน่ะ"
[ฮ่าๆ กุ้นเอ๋อร์บอกว่า ฉันขอลงมือเอง อย่าถาม ถ้าถามก็คือมืออาชีพ]
[งั้นคำถามก็มาแล้ว ตกลงว่าท่อนบนเหมือนผู้หญิง หรือว่าท่อนล่างเหมือนผู้หญิงกันแน่]
[ต้าส่าชุน แกจะทำอะไรเนี่ย?]
[พลทหารกาน แม่งเอ๊ย!]
หวังอันอวี่วางปลาลง ไช่ซวีคุนก็เข้ามารับช่วงอุ้มปลาต่อ
"ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ ฉันเพิ่งเคยตกได้เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย"
หวงจื่อเทาเปิดโหมดแซะทันที "นายเป็นคนตกได้เหรอ? นายเกือบจะโดนมันลากลงน้ำไปแล้วด้วยซ้ำ"
หวังอันอวี่กลั้นขำไม่อยู่ "ฮ่าๆ ฉากเด็ดปลาใหญ่ลากไก่ มีใครถ่ายไว้ทันไหม?"
"มันตลกนักหรือไง?"
"ไม่ตลกเลยสักนิด"
ไช่ซวีคุนพูดไปพูดมา ตัวเองก็ทนไม่ไหวจนเผลอหลุดหัวเราะออกมา
ทุกคนก็เลยพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกรอบ
รายการนี้—ผู้กำกับฉือหยวนดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจเลย
"ก่อนหน้านี้ผมพยายามสร้างบรรยากาศแทบตาย ผลสุดท้ายกลับไม่มีบรรยากาศอะไรเลย ตอนนี้ผมปล่อยจอยนอนรอความตายแล้ว บรรยากาศดันมาซะงั้น ทำไมกันวะ?"
จางเสี่ยวปิง รองผู้กำกับฝ่ายบริหารปรากฏตัวขึ้นทันที
"ผมขอถามอะไรคุณหน่อยสิ"
"ว่ามา!"
"คุณว่าแขกรับเชิญสำคัญต่อรายการ หรือตัวคุณสำคัญต่อรายการ"
"ผมสิ!"
"ลองคิดดูดีๆ อีกที"
"คงไม่ใช่แขกรับเชิญหรอกมั้ง แขกรับเชิญหายไปสองสามคนก็ไม่เห็นมีผลกระทบอะไรเลย"
"ลองคิดดูใหม่สิ"
"ก็ยังเป็นผมนั่นแหละที่สำคัญ"
"ทั้งแขกรับเชิญแล้วก็ตัวคุณ ไม่ได้สำคัญกับรายการเลย"
"แล้วใครสำคัญล่ะ"
"คุณไม่ได้สำคัญอะไรกับรายการหรอก ต่อให้คุณแอบหนีไปเที่ยวผู้หญิงจนขาดการติดต่อ ผมก็ยังมีรองผู้กำกับฝ่ายบริหารอยู่ทั้งคน"
"เชี่ยเอ๊ย เห็นแก่ที่คุณเป็นน้องเมียผมนะ ผมจะหย่ากับพี่สาวคุณ"
"พี่เขย นี่พี่แอบหนีไปเที่ยวผู้หญิงมาจริงๆ ใช่ไหม? มหาจักรพรรดินีหรูเยียน น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ไม่ใช่ว่าคิวเธอจองเต็มไปจนถึงอีกสามเดือนข้างหน้าแล้วเหรอ พี่เขยไปได้คิวมายังไงเนี่ย? พี่เขยลัดคิวมาใช่ไหม? พี่เขย ช่วยผมลัดคิวจองให้หน่อยสิ พี่นี่สำคัญจริงๆ ...อย่าเพิ่งไปสิ!"
…………
สำหรับนักตกปลาแล้ว การอวดผลงานเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าพวกไป๋เป่าคุนจะแค่มาลองตกปลาดูเล่นๆ ก็ตาม
แต่ปลาตัวใหญ่หนักสามสิบชั่ง คือความฝันตลอดชีวิตของนักตกปลาหลายคนเลยเชียวล่ะ
ดวงตาดอกท้อของหลี่อี้ถงหยีโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว "พวกนายเสร็จกันหรือยังเนี่ย ได้ยินมาว่าถ้าตกปลาได้ต้องอุ้มปลาเดินวนรอบหมู่บ้านสามรอบนะ พวกนายจะลองแบกปลาเดินวนดูหน่อยไหม"
"ฉันไม่ได้บ้าสักหน่อย เก็บแรงไว้กินข้าวดีกว่า"
เฉินตูหลิงพยักหน้าเห็นด้วย "แล้วมื้อเย็นพวกเราจะกินอะไรกันดีล่ะ? มื้อเที่ยงก็กินอาหารบนเครื่องบินไปแล้ว ไป๋เป่าคุน ฉันหิวแล้วอ่ะ"
"ก็สั่งเดลิเวอรีสิ! ตูตู้ เธออยากกินอะไรล่ะ?"
ไป๋เป่าคุนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ทำเอาทุกคนถึงกับแข็งทื่อเป็นหินไปเลย
แบบนี้แม่งก็ได้ด้วยเหรอ?
[ฮ่าๆ งงเป็นไก่ตาแตกกันหมดเลย เรื่องเหนือความคาดหมายยังไงก็ต้องยกให้ไป๋เป่าคุนจริงๆ]
[ทุกคนกำลังตั้งใจตกปลาเพื่อมื้อเย็น เพราะกลัวจะต้องทนหิว ผลสุดท้ายการสั่งเดลิเวอรีดันเป็นทางออกที่ดีที่สุดซะงั้น]
[เวรเอ๊ย เขาหยิบมือถือออกมาสั่งเดลิเวอรีหน้าตาเฉย ทำเอาฉันเกือบเอวเคล็ดเลย]
[ดูจากท่าทางที่เชี่ยวชาญของไป๋เป่าคุนแล้ว ปกติก็คงสั่งเดลิเวอรีกินบ่อยล่ะสิ]
"อ้าวเฮ้ย ทางรายการไม่ได้บอกเหรอว่าถ้าตกปลาไม่ได้ ตอนเย็นก็จะไม่มีข้าวให้กินน่ะ?"
ไป๋เป่าคุนชี้ไปที่ปลา "ก็นี่ไง ตกได้แล้วไม่ใช่เหรอ? ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับการสั่งเดลิเวอรีเลย"
เฉินตูหลิงนวดขมับตัวเองเบาๆ "ตรรกะมันก็ไม่มีปัญหานะ แต่รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องยังไงก็ไม่รู้"
…………