- หน้าแรก
- ข้า สามีแต่งเข้าของจักรพรรดินี แท้จริงแล้วไร้เทียมทานในใต้หล้า
- บทที่ 14 ซูซีเยว่หึงงั้นหรือ?
บทที่ 14 ซูซีเยว่หึงงั้นหรือ?
บทที่ 14 ซูซีเยว่หึงงั้นหรือ?
บทที่14 ซูซีเยว่หึงงั้นหรือ?
ในเวลานี้ ใบหน้าของกลุ่มบัณฑิตจากแคว้นต้าโจวต่างก็ดูย่ำแย่อย่างยิ่ง
ทว่าคนอื่นๆ รวมถึงกลุ่มบัณฑิตจากแคว้นต่างๆ กลับมีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า บางคนถึงกับเผยความสะใจออกมาด้วยซ้ำ
ลู่หย่วนผู่นี้ งานชุมนุมกวียังไม่ทันจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ ก็ต้องมาพ่ายแพ้จนยับเยินขนาดนี้ อีกทั้งยังแพ้อย่างราบคาบ การที่งานชุมนุมกวีในครั้งนี้ไม่มีเขา ย่อมถือเป็นเรื่องดีสำหรับเหล่าบัณฑิตจากแคว้นอื่นๆ ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้อย่างแน่นอน
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าขึ้นไปมองฉินเฟิง ชายหนุ่มท่าทางไม่พิถีพิถันเรื่องการแต่งกายคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่?
ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าในวงการอักษรศาสตร์จะมีคนที่มีความสามารถทางกวีที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้น บทกวีที่เขาแต่งขึ้นมาอย่างง่ายๆ ในวันนี้ เป็นผลงานระดับที่สามารถเล่าขานไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน ความสามารถที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยล่ะ?
มีบัณฑิตแคว้นฉู่มองไปที่ฉินเฟิงด้วยความสงสัย
"คนผู้นี้คือใครกันแน่? ถึงได้มีความสามารถที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเลยว่าวงการอักษรศาสตร์แคว้นฉู่ของเรามีคนเช่นนี้อยู่ด้วย"
"ไม่รู้สิ ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน บทกวีที่เขาแต่งขึ้นมาในวันนี้มันช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ข้าลางสังหรณ์ว่าหลังจากคืนนี้ไป บทกวีบทนี้จะถูกจารึกและเล่าขานไปชั่วกาลเวลา!"
"ดูคุ้นตาอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าติดตามท่านอาจารย์เข้าไปในวังหลวง เหมือนจะเคยเห็นเขาที่ไหนสักแห่ง แต่นึกไม่ออกชั่วขณะ"
"โอ้? หรือว่าจะเป็นบุคคลสำคัญในวังหลวง?"
......
ทุกคนต่างก็เฝ้ามองฉินเฟิงที่อยู่บนชั้นบน ในเวลานี้ฉินเฟิงได้หันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้ว ทุกคนหันมามองหน้ากัน การที่สามารถนั่งอยู่ในห้องส่วนตัวระดับเทียนจื้อของหอนี้ได้ย่อมไม่ใช่วิสัยของคนธรรมดาสามัญ บางทีชายผู้นี้อาจจะเป็นบุคคลสำคัญจากวังหลวงจริงๆ ก็ได้
"เมื่อครู่ คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาและเอ่ยปากพูดขึ้น ดูเหมือนจะเป็นจิ้นอ๋องนะ"
"ใช่ๆ! ข้าก็ว่าทำไมคนผู้นั้นถึงได้ดูคุ้นตาเหลือเกิน ที่แท้ก็คือท่านอ๋องนี่เอง ดูเหมือนว่าท่านอ๋องจะรู้จักกับชายคนนั้นด้วย"
"ดูเหมือนว่า เขาคงจะเป็นบุคคลสำคัญจากวังหลวงจริงๆ แล้วล่ะ"
"ช่างเถอะว่าเขาจะเป็นใคร เขาช่วยพวกเรากำจัดลู่หย่วนที่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดไปได้แล้ว หลังจากนี้งานชุมนุมกวีย่อมเบามือขึ้นเยอะ"
......
เหล่าบัณฑิตแคว้นต่างๆ ในยามนี้ต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนหน้านี้ลู่หย่วนซึ่งเป็นเซียนกวีแห่งแคว้นต้าโจว ได้สร้างความกดดันให้แก่พวกเขาอย่างมหาศาล ทุกคนต่างก็รู้ดีแก่ใจว่า ขอเพียงแค่ปีนี้ลู่หย่วนได้เข้าร่วมงานประชันกวี โอกาสที่แคว้นต้าโจวจะคว้าอันดับหนึ่งไปครองย่อมสูงมาก
ทว่าในยามนี้ ลู่หย่วนกลับพ่ายแพ้ให้แก่ผู้อื่นและต้องถอนตัวจากการชุมนุมกวีในปีนี้ไป สำหรับพวกเขาย่อมถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
ส่วนซ่างกวนเยี่ยปรายตามองไปที่คุณชายฉิน ในใจของนางพอจะเดาได้เลือนลางว่า การที่คุณชายฉินรับปากประชันกวีกับลู่หย่วนนั้น คาดว่าคงจะทำเพื่อช่วยเหลือเหล่าบัณฑิตแคว้นฉู่ และเพื่อช่วยเหลือจักรพรรดินีองค์ปัจจุบันด้วย
......
จวนจิ้นอ๋อง
ยามที่ซูฮวาอันเดินทางกลับมาจากหอเสวี่ยเยว่ ในสมองของเขาก็ยังคงนึกทบทวนถึงบทกวีที่ฉินเฟิงแต่งขึ้นที่นั่นอย่างไม่หยุดหย่อน กระทั่งตัวเขาเองก็ยังจดจำมันขึ้นใจได้ทั้งหมด
"นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเขาจะมีความสามารถเช่นนี้ซ่อนอยู่!"
วันนี้ตัวซูฮวาอันเองก็รู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง สามีสวะของน้องสาวเขาที่เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แท้จริงแล้วกลับมีความเข้าใจในเรื่องบทกวีอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังมีพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เพียงแค่เอ่ยปากออกมาก็กลายเป็นผลงานที่เล่าขานไปชั่วกาลเวลา ยิ่งทำให้ซูฮวาอันรู้สึกตกใจและแปลกใจอย่างยิ่ง
เดิมทีวันนี้เขาตั้งใจเพียงแค่จะหยั่งเชิงฉินเฟิงดูสักหน่อย และถือโอกาสหัวเราะเยาะเขาด้วย แต่คิดไม่ถึงเลยว่า เจ้าหมอนี่จะซ่อนคมไว้ลึกขนาดนี้
"ดูท่าฉินเฟิงคนนี้จะไม่ธรรมดาจริงๆ"
คนที่มีความสามารถขนาดนี้ ซูฮวาอันไม่คิดว่าเขาจะเป็นเพียงสวะตามข่าวลือหรอก
แม้ว่าตอนนี้เรื่องราวในอดีตและฐานะเบื้องหลังของฉินเฟิงจะยังไม่สามารถสืบหาเบาะแสใดๆ ได้เลย และเขาก็ยังไม่รู้ว่าระดับพลังยุทธ์ของเจ้าหมอนี่สูงส่งเพียงใด แต่จากสถานการณ์ในวันนี้แล้ว ย่อมไม่อาจใช้ท่าทีแบบเดิมๆ ในการปฏิบัติต่อฉินเฟิงได้อีกต่อไป เจ้าหมอนี่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และต้องเป็นตัวแปรสำคัญในการช่วงชิงราชบัลลังก์ของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ต้องสืบหาความจริงและหยั่งเชิงให้รู้ชัดเจนให้ได้ ไม่อย่างนั้นในใจก็คงไม่อาจสงบลงได้เลย"
ก่อนที่จะสืบหาความจริงเกี่ยวกับฐานะและความสามารถที่แท้จริงของฉินเฟิงได้ ซูฮวาอันก็ไม่กล้าที่จะลงมืออย่างบุ่มบ่าม ชายคนนี้มักจะทำให้เขารู้สึกไม่สงบและรู้สึกว่าไม่ธรรมดาอยู่เสมอ หากวู่วามลงมือไป เกรงว่าจะทำให้แผนการใหญ่ของตนเองต้องพังพินาศลง
......
พระราชวัง ตำหนักเฟิ่งฉี
ภายในห้องอักษร
ยามที่ซูซีเยว่ได้ยินซู่โหรวรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหอเสวี่ยเยว่ในวันนี้ ใบหน้าอันงดงามและเย็นชาไร้ที่ติของนางก็ปรากฏความแปลกใจขึ้นมาแวบหนึ่ง ดวงตาคู่สวยที่เคยสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำโบราณพลันประกายระลอกคลื่นขึ้นมาจางๆ
สามีของนางแต่งกวีได้งั้นรึ?!
"บทกวีที่เขาแต่งเป็นอย่างไรบ้าง?"
ซู่โหรวได้ท่องบทกวีที่ฉินเฟิงแต่งในหอเสวี่ยเยว่ในวันนี้ให้ฟังรอบหนึ่ง ยามที่ซูซีเยว่ได้ยินบทกวีที่สามีของตนแต่งขึ้นมานั้น ดวงตาคู่สวยก็ประกายแววตกตะลึงอย่างยิ่งขึ้นมาเช่นกัน
"ทิศอุดรมีนารี..."
ซูซีเยว่เอ่ยทวนบทกวีที่ฉินเฟิงแต่งขึ้นมาเบาๆ พลางพินิจพิจารณาอย่างละเอียด ความรู้สึกยินดีและแปลกใจในใจยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
เขามีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
สตรีงามล่มเมืองที่เขาบรรยายไว้ในบทกวีบทนี้ เขียนขึ้นเพื่อมอบให้แก่เรางั้นรึ?
ซูซีเยว่มองไปที่ซู่โหรว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอย่างเรียบเฉยเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก "บทกวีบทนี้เขาเขียนให้แก่ผู้ใด?"
ในใจของซู่โหรวพลันสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง นางลอบมองไปที่องค์จักรพรรดินีของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบกลับอย่างระมัดระวัง
"ทูลฝ่าบาท ยามนั้นราชบุตรเขยเอ่ยว่า... เอ่ยว่าบทกวีบทนี้แต่งขึ้นเพื่อมอบให้แก่แม่นางซ่างกวนเยี่ยผู้เป็นเจ้าของหอเสวี่ยเยว่เพคะ เป็นของขวัญที่มอบให้แก่ซ่างกวนเยี่ย"
เมื่อพูดจบ ซู่โหรวก็รีบก้มหน้าลงทันที ไม่กล้าสบสายตามองดูสีหน้าขององค์จักรพรรดินีอีกต่อไป
และก็เป็นไปตามคาด ยามที่ได้ยินซู่โหรวรายงานว่าบทกวีของฉินเฟิงไม่ได้เขียนให้แก่ตนเอง แต่กลับเขียนให้สตรีอื่นเช่นซ่างกวนเยี่ย สีหน้าของซูซีเยว่ก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
ไม่ได้เขียนให้เรางั้นรึ?
แต่เขียนให้สตรีที่ชื่อซ่างกวนเยี่ยผู้นั้นแทน?
เขาลืมไปแล้วรึไง ว่าเราต่างหากที่เป็นภรรยาของเขา!
เรียวคิ้วของซูซีเยว่ขมวดมุ่น ใบหน้าที่งดงามปานเทพธิดาปกคลุมไปด้วยไอเย็นยะเยือกดุจน้ำค้างแข็ง
ซู่โหรวสัมผัสได้ถึงแรงกดดันและไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไร้รูปทันที คิดในใจว่าจริงดังคาด ฝ่าบาททรงกริ้วแล้วจริงๆ
ราชบุตรเขยนะราชบุตรเขย ยามที่ท่านแต่งกวีเหตุใดไม่เอ่ยปากว่าเขียนให้ฝ่าบาทล่ะ กลับเขียนมอบให้สตรีภายนอกเช่นนี้ ช่างน่า...
ซู่โหรวแอบบ่นฉินเฟิงอยู่ในใจเงียบๆ
และในเวลานี้เอง ฉินเฟิงก็เดินทางกลับมาพอดี ยามที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากภายนอก ซูซีเยว่ก็ไม่มีสมาธิที่จะจัดการฎีกาแผ่นดินอีกต่อไป นางสั่งให้ซู่โหรวไปจัดเตรียมอาหารค่ำทันที
ขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ซูซีเยว่จ้องมองไปที่ฉินเฟิง ที่ตัวเขายังคงมีกลิ่นอายของแป้งร่ำน้ำหอมจางๆ ลอยมา ยามคิดถึงเรื่องที่ซู่โหรวรายงานว่าบทกวีบทนั้นแต่งขึ้นเพื่อมอบให้ซ่างกวนเยี่ย ในใจของซูซีเยว่ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกหลายส่วน
นางมองฉินเฟิง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจ้าไม่มีเรื่องอะไรจะเอ่ยกับเราหน่อยรึ?"
ฉินเฟิงอึ้งไปแวบหนึ่ง "เรื่องอะไร?"
ซูซีเยว่ขมวดคิ้ว ฝืนสะกดกลั้นความโกรธในใจพลางเอ่ยต่อ
"วันนี้เจ้าเอาชนะลู่หย่วนเซียนกวีแคว้นต้าโจวที่หอเสวี่ยเยว่ หากเราไม่เอ่ยถาม เจ้าก็ไม่คิดจะบอกเราเลยใช่ไหม?"
"เจ้าก็รู้เรื่องแล้วนี่"
ซูซีเยว่แค่นเสียงเย็นชาครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เจ้าเข้าใจเรื่องบทกวีด้วยรึ?"
"เคยอ่านตำรามาบ้าง ยามแต่งขึ้นมาย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ"
ซูซีเยว่ไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด เพียงแค่เคยอ่านตำรามาบ้าง จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานกวีที่เล่าขานไปได้ชั่วกาลเวลาได้อย่างไร
โดยเฉพาะยามที่เห็นท่าทีของฉินเฟิงที่ดูเหมือนจะไร้ความอดทนต่อตนเอง และไม่อยากอธิบายอะไรให้ฟังเลยสักนิด ในใจของนางก็ยิ่งรู้สึกโกรธและหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
นางจ้องมองฉินเฟิง ก่อนจะเอ่ยปากออกมาตรงๆ ประโยคหนึ่ง
"ทำไม? ไม่อยากเอ่ยคำใดกับเราขนาดนั้นเชียวรึ?"
"หรือว่า คำพูดทั้งหมด เจ้าเอาไปเอ่ยกับสตรีที่ชื่อซ่างกวนเยี่ยผู้นั้นหมดแล้ว?"
[จบแล้ว]