- หน้าแรก
- หายนะสิ้นโลก ผมอัพเกรดหลุมหลบภัยไร้จำกัด
- บทที่ 39 มี... มีรถยนต์แล้ว!
บทที่ 39 มี... มีรถยนต์แล้ว!
บทที่ 39 มี... มีรถยนต์แล้ว!
บทที่ 39 มี... มีรถยนต์แล้ว!
กะโหลกศีรษะบนพื้นไม่ได้เหมือนในนิยายที่มีเสียง "ฟุบ" แล้วมีไฟวิญญาณพุ่งออกมาจากเบ้าตา และไม่ได้ตะโกนเสียงดังลั่น ลุกขึ้นยืนท้าทายศัตรู
มันเพียงแค่นอนเอียงอยู่ตรงนั้น จ้องมองมาด้วยเบ้าตาที่ว่างเปล่า
ถามใจตัวเองดู แม้หลังจากข้ามมิติมาแล้ว ทุกคนจะรู้ดีว่าโลกนี้ต่างจากโลกเดิมที่รู้จักอย่างสิ้นเชิง
แต่การได้เห็นโครงกระดูกมนุษย์นอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นกับตาตัวเอง มันก็ยังยากที่จะหลีกเลี่ยงความรู้สึกหวาดกลัวได้อยู่ดี
เพราะสำหรับภูตผีวิญญาณแล้ว มนุษย์มักจะมีความกลัวตามสัญชาตญาณอยู่เสมอ
ซูหมัวมองดูภาพตรงหน้า ความคิดในใจก็เริ่มเรียบเรียงอย่างรวดเร็ว
เขาก้าวเท้าไปช้าๆ พยายามหลีกเลี่ยงสายตาจากกะโหลกศีรษะ
แกร๊ก!
ซูหมัวก้าวเท้าไปทางซ้ายอย่างระมัดระวัง แต่ไม่นึกเลยว่าจะเหยียบโดนข้าวของบางอย่างบนพื้นเสียงดังแกร๊ก
เขาก้มหน้าลงมอง พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ขอขมา ขอขมา พี่ชาย ผมไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน ล่วงเกินคุณแล้ว ขอโทษด้วยนะครับ!”
กระดูกแขนท่อนหนึ่งถูกเหยียบอยู่ใต้เท้าของซูหมัว ในตอนนี้มันหักออกเป็นสองท่อน แตกแยกออกตรงกลาง
อาศัยแสงไฟ ซูหมัวมองไปรอบๆ ไม่ใช่แค่กระดูกแขนท่อนนี้ บนพื้นดินเต็มไปด้วยเศษกระดูกกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
“พี่ชายคนนี้ไม่รู้ว่าเป็นใคร ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน...”
เมื่อมองดูโครงกระดูกที่เหลือเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่ยังสมบูรณ์ ซูหมัวก็ขำแห้งๆ พลางหลีกเลี่ยงกระดูกที่แตกหักทางด้านขวา
พื้นของโบราณสถานดูคล้ายกับทำจากคอนกรีต บนพื้นดิน พอจะมองเห็นเส้นขนสิ่งมีชีวิตตระกูลเสือตกอยู่ไม่น้อย
หลังจากคิดดู ซูหมัวก็หยิบคบไฟอันสุดท้ายที่ยังไม่ได้ใช้ออกมาจากช่องเก็บของ แล้วเลือกจุดไฟ
ท่ามกลางโบราณสถานที่มืดมิด หากอาศัยเพียงไฟฉาย ย่อมดูน่ากลัวเกินไป
เหมือนกับการขุดสุสาน หากใส่เพลงประกอบเข้าไปด้วย ย่อมทำเป็นหนังผีได้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อแสงไฟสว่างไสวปรากฏขึ้นในโบราณสถาน ซูหมัวก็มีเวลาพิจารณาการจัดวางข้าวของรอบๆ ได้อย่างละเอียดในที่สุด
ห้องของโบราณสถานหลังนี้ไม่ใหญ่นัก เมื่อยืนอยู่ใกล้ประตูใหญ่ ซูหมัวพอมองเห็นของข้างในได้ลางๆ
เขารวบรวมสมาธิ ซูหมัวค้นพบด้วยความเสียดายว่า ไม่รู้เพราะสาเหตุใด ฟังก์ชันการตรวจสอบของแผงควบคุมเกมและระบบการเอาชีวิตรอดต่างก็ถูกปิดผนึกไว้
หากจะเรียกว่าโบราณสถาน ก็ไม่สู้เรียกว่าหลุมหลบภัยใต้ดินหลังหนึ่งจะเหมาะสมกว่า
“บันทึกหลุดหลบภัยของฉันเป็นหลุมหลบภัยหมายเลข 1 งั้นโบราณสถานใต้ดินตรงนี้ งั้นก็ขอใช้คำว่าหลุมหลบภัยหมายเลข 2 มาเรียกแทนแล้วกัน”
เขาเปิดช่องข้อความส่วนตัวของคนตาย ค้นหาเพื่อนคนตายที่เพิ่มไว้ก่อนหน้านี้ ซูหมัวเริ่มจดบันทึกสิ่งที่พบเห็น
ความทรงจำอาจหลอกลวงได้ แต่ตัวอักษรนั้นไม่มีวันโกหก
หลังจากบันทึกสิ่งที่พบเห็นเสร็จ บางทีพอกลับถึงที่หลบภัยแล้ววิเคราะห์อย่างละเอียด เขาก็อาจจะพบช่องโหว่บางอย่างได้
เมื่อเดินไปถึงประตูใหญ่ ข้อความบันทึกการสำรวจครั้งแรกก็เริ่มแสดงขึ้นในกล่องข้อความส่วนตัว
“ปฏิทินวันสิ้นโลก วันที่ 6 เดือนแรก เข้าสู่หลุมหลบภัยหมายเลข 2 เป็นครั้งแรก”
“ประตูใหญ่ของหลุมหลบภัยหมายเลข 2 อ้างอิงจากการสัมผัสและการเคาะทดสอบ ฟังเสียงแล้วตัดสินเบื้องต้นว่าประกอบด้วยวัสดุเหล็กหรือเหล็กกล้าที่ไม่รู้จัก สัมผัสภายนอกดูคล้ายกับประตูโลหะผสมในยุคอารยธรรม ความแข็งแกร่งรอการทดสอบ ไม่มีร่องรอยน้ำรั่วซึม”
“ผนังประกอบด้วยวัสดุที่ไม่รู้จัก อ้างอิงจากการสังเกต ปัจจุบันสงสัยเบื้องต้นว่าเป็นผลผลิตจากคอนกรีตเสริมเหล็กหรือหินก่อสร้างที่ไม่รู้จัก ความแข็งแกร่งสูงมาก การสังเกตจากช่องโพรงด้านบนพบว่าผนังหนาประมาณ 25 ซม.”
“พื้นมีลวดลายปริศนา จำนวนลวดลายไม่แน่นอน รูปร่างไม่แน่นอน ไม่ได้เกิดเป็นรูปทรงสมมาตรที่พอจะใช้อ้างอิงได้ และจับสัญญาณการส่งผ่านข้อมูลไม่ได้ ปัจจุบันยังไม่มีมูลค่าในการอ้างอิงที่เฉพาะเจาะจง (ประเด็นสำคัญ ต้องตรวจสอบ)”
“พบเส้นขนสิ่งมีชีวิตตระกูลเสือปริศนาหลายสิบเส้น (เก็บกู้) พบโครงกระดูกมนุษย์หนึ่งร่าง (ปัจจุบันยังระบุไม่ได้ว่าเป็นมนุษย์หรือไม่ รอการตรวจสอบ)”
“รอบๆ มีโต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจาย บนพื้นมีภาชนะที่ถูกปัดตกร่วงหล่น ไม่มีกระดาษบันทึกข้อมูล ไม่สามารถใช้แผงควบคุมเกมตรวจสอบคุณสมบัติได้ ไม่ทราบสาเหตุ”
“เมื่อรวมกับร่องรอยก่อนหน้านี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกสิ่งมีชีวิตปริศนา (ประเด็นสำคัญ: แรงระเบิด, เส้นขน) เข้ามาสำรวจก่อนแล้ว ของมีค่าส่วนใหญ่จึงถูกขนย้ายหรือถูกทำลาย!”
“ตรงส่วนที่ลึกที่สุดของหลุมหลบภัย มีบ่อน้ำลึกที่ผุพังดูคล้ายกับบ่อน้ำพลังไซออนิกหนึ่งบ่อ ดมกลิ่นครั้งแรก สังเกตได้ว่าแผ่กลิ่นหอมแปลกประหลาดออกมา เอ่อ รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดหน่อย หลังจากดมแล้วอารมณ์ก็ดีขึ้นตามไปด้วย”
“ดมอีกทีเพื่อตัดสิน... มีกลิ่นแยมบลูเบอร์รีปนอยู่เล็กน้อย”
“ดมอีกทีเพื่อตัดสิน... มีกลิ่นอายประหลาดราวกับยืนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณในฤดูใบไม้ผลิลอยมา”
“ซูหมัวเอ๊ย ซูหมัว แกจะมามัวเสพสุขขนาดนี้ได้ยังไง? แกลืมไปแล้วหรือไงว่าแกมาที่นี่เพื่ออะไร?”
“ดมอีกทีเพื่อตัดสิน....”
“ลบข้อความส่วนนี้ทิ้งทั้งหมด”
“พยายามใช้มือเปิดปิดบ่อที่ผุพัง พบว่าวิธีการผิดพลาด และระบบกลไกค้างล็อกอยู่ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุ (ประเด็นสำคัญ ต้องตรวจสอบ!!!!)”
“ตรงมุมหลุมหลบภัย พบช่องทางบันไดลิงทอดยาวลงไปข้างล่าง บนบันไดลิงมีเส้นขนสิ่งมีชีวิตตระกูลเสือร่วงหล่นติดอยู่ตรงขอบบันไดเล็กน้อย (เก็บกู้)”
“เดินตามบันไดลิงลงไปสิบสี่ขั้น พบหลุมหลบภัยชั้นที่สอง (ประเด็นสำคัญ) พบยานพาหนะที่ดูคล้ายกับรถยนต์ในยุคอารยธรรม??!!!!”
ขณะที่ถือคบไฟ ซูหมัวก็จดบันทึกรายการไปพลาง พลันนึกถึงกลิ่นหอมของบ่อน้ำที่ผุพังเมื่อครู่ ซูหมัวก็ตะลึงไป
ตามความคิดของซูหมัว แผงควบคุมเกมเริ่มเลือนหายไปจากสายตาอย่างช้าๆ
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของซูหมัวเลยแม้แต่น้อย
นั่นก็เพราะ... ในหลุมหลบภัยชั้นที่สอง ซูหมัวมองเห็นยานพาหนะที่ตั้งอยู่ตรงกลางได้อย่างชัดเจนในแวบแรก
“นี่... นี่มัน รถบักกี้ในเกมพับจีไม่ใช่เรอะ!?”
(Buggy car ยานยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาสำหรับการขับขี่ลุยทางวิบาก Off-Road บนสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น ชายหาด เนินทราย หรือทางลูกรัง)
โครงสร้างตัวรถเสริมความแข็งแกร่งด้วยโครงกันโรลบาร์สามเหลี่ยม ด้านหลังติดตั้งเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่าเครื่องปั่นไฟหนึ่งรอบ แต่ฝีมืองานประดิษฐ์กลับละเอียดกว่ามาก
เบาะนั่งแบบเดี่ยว แถมยังเป็นแบบเปิดประทุนรับลมรอบทิศทางอัน "หรูหรา" ไม่มีกระจกกั้นขวาง ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสสายลมธรรมชาติอย่างเต็มที่ในยามขับขี่
รูปลักษณ์โดยรวมยกเว้นโครงรถที่มีรอยเบี้ยวจากการถูกกระแทกด้วยแรงภายนอกไม่กี่จุด และยางรถแบนไม่มีลมแล้ว รูปร่างก็คือรถบักกี้อย่างเห็นได้ชัด
อารยธรรมของมนุษย์งั้นเหรอ?
ซูหมัวไม่รู้เลย
หากที่นี่ไม่ถูกกวาดไปหมดก่อน บางทีอาศัยรายละเอียดข้างใน เขาอาจจะรู้ตัวตนของเจ้าของรถได้
แต่ทว่า...
ความยุ่งเหยิงในตอนนี้ ได้ทำลายข้อมูลใดๆ ที่จะทิ้งร่องรอยระบุตัวตนของเจ้าของรถไปหมดแล้ว ต่อให้เป็นบริเวณรอบข้างของชั้นสอง...
“เอ๊ะ ตัวอักษรนี่คือคำว่ารถเหรอ?”
เมื่อมองดูผนังด้านซ้าย มีตัวอักษรภาพที่มีรูปร่างคล้ายกับคำว่า "車" (รถ) ปรากฏอยู่ ซูหมัวก็หันไปมองรถบักกี้ที่ตั้งอยู่ตรงกลางชั้นสองตามสัญชาตญาณ
เมื่อมองไปทางด้านขวา มีสัญลักษณ์ลูกศรชี้ตรงไปยังตัวรถบักกี้ตรงกลางพอดี
ความหมายเด่นชัด!
“เจ้าของโบราณสถานต้องการส่งผ่านข้อมูลอะไรบางอย่างผ่านรถคันนี้งั้นเหรอ?”
ซูหมัวขมวดคิ้ว พยายามครุ่นคิดถึงรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่ลงมาเมื่อครู่ว่ามองข้ามอะไรไปหรือไม่
ตั้งแต่หมู่บ้านเหลียงฟางในโบราณสถานสายหมอก ไปจนถึงร่องรอยในโบราณสถานใต้ดินที่ดูเหมือนคนของเราทิ้งไว้ คนอื่นเล่นเกมใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน มีเพียงเขาที่เล่นเกมใช้สมองไขปริศนารึไงฟะ!
ซูหมัวนิ่งครุ่นคิด เริ่มนำรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่ค้นพบโบราณสถานและก้าวเข้าสู่โบราณสถานมาเชื่อมโยงวิเคราะห์รวมกัน
เวลาผ่านไปทีละนาที
ข้อสมมติฐานครั้งแล้วครั้งเล่าถูกล้มล้าง เบาะแสทั้งหมดล้วนมุ่งเป้าไปที่จุดจุดเดียว
เขาส่ายหัวรัวๆ ซูหมัวก้าวเท้าอย่างรวดเร็วไปที่ข้างถังน้ำมันของรถบักกี้ เขาตัดสินใจใช้วิธีบางอย่างนำมาตรวจสอบข้อสมมติฐาน
น่าเสียดายที่หลังจากเปิดฝาถังน้ำมันดู เป็นไปตามคาด น้ำมันในถังระเหยไปจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือเลยสักหยดเดียว
น้ำมันดีเซลในหลุมหลบภัยพอจะนำมาเติมใส่รถยนต์ดีเซลและเบนซินแบบสองระบบคันนี้ให้ถูไถไปได้อยู่บ้าง แต่เพราะพื้นที่เก็บของมีขนาดเล็กเกินไป ตอนออกมาเขาจึงไม่ได้พกมันติดตัวมาด้วย
“ไม่รู้ว่าข้างในนี้จะมีน้ำมันดีเซลหรือเบนซินอยู่บ้างไหมนะ...”
หากรถบักกี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และขับขี่ได้ โลกใบนี้จะกว้างใหญ่เพียงใด เขาก็ย่อมเดินทางไปได้ทุกที่!
มือกะชับคบไฟแน่น ซูหมัวกำลังเตรียมตัวก้มลงมองหาถังดีเซลบนพื้นดินอย่างละเอียด
จู่ๆ ด้านนอกพลันมีเสียงดังแว่วมา!
“โฮ่งๆๆ~ บรู๊ว”
“โฮ่ง!”
“โฮ่ง!”
เริ่มจากเสียงเห่าของโอรีโอ้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นก่อน ตามมาด้วยเสียงเห่าแปลกๆ อีกสองเสียงที่ดูเหมือนมนุษย์พยายามเลียนแบบเสียงเห่าตามมาติดๆ
“ซวยแล้ว! เสียงแจ้งเตือนภัยของโอรีโอ้ ข้างนอกมี”คน" มา!”
ในชั่วพริบตา ซูหมัวดับคบไฟในมืออย่างรวดเร็ว สะบัดมือหยิบหน้าไม้ที่ขึ้นสายเรียบร้อยแล้วออกมา ยกร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นที่หนึ่งทันที