เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 โลกใบนี้มันบ้าไปแล้ว!

บทที่ 40 โลกใบนี้มันบ้าไปแล้ว!

บทที่ 40 โลกใบนี้มันบ้าไปแล้ว!


บทที่ 40 โลกใบนี้มันบ้าไปแล้ว!

เมื่อไม่มีแสงไฟสว่างไสวจากคบไฟ และไม่มีแสงสีขาวจากไฟฉาย ทั่วทั้งหลุมหลบภัยหมายเลข 2 จึงมืดสนิท มีเพียงแสงสว่างสลัวที่ส่องผ่านช่องโพรงขนาดใหญ่จากชั้นที่หนึ่งลงมาบ้างเท่านั้น

เสียงเห่าอย่างตื่นตระหนกของโอรีโอ้ด้านนอกยังคงดังต่อเนื่อง ขณะที่เสียงเห่าอีกสองเสียงกลับเปลี่ยนโทนเสียงไป

ไม่รู้ทำไม จากเสียงเห่าทั้งสองเสียง ซูหมัวสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์-

การหัวเราะเยาะเย้ย?

หรือการดูแคลน?

ทีละก้าวเขาเหยียบลงบนขั้นบันได คลำทางในความมืดไปข้างหน้า ซูหมัวเดินได้อย่างมั่นคง ความกลัวที่มีต่อสิ่งลี้ลับในดวงตาพลันจางหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยความเยือกเย็นดุร้ายของสัตว์ป่า

เขารวบรวมสมาธิ แผงควบคุมเกมปรากฏขึ้น คลิกเลือกฟังก์ชันสแกนคู่มือมอนสเตอร์

【ไม่ตรวจพบสัตว์กลายพันธุ์ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรรอบตัวผู้เล่น】

【จำนวนครั้งในวันนี้ 0/3】

โอกาสครั้งสุดท้ายของวันถูกใช้จนหมด แต่กลับสแกนไม่พบตัวตนของสิ่งมีชีวิตด้านนอก ยิ่งทำให้จิตใจของซูหมัวตึงเครียดมากขึ้น

เขานั่งยองๆ ตรงทางเลี้ยวระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสอง ซูหมัวพาดหน้าไม้ไว้บนราวกั้นตรงบันได เล็งตรงไปยังจุดที่สไลด์ตัวลงมาจากปากโพรงเงียบๆ

“แฮ่~ แฮ่~”

“โฮ่ง~”

เมื่อได้ยินเสียงร้อนรนและน้อยใจของโอรีโอ้ด้านนอก ราวถึงเสียงเห่าอย่างดูแคลนอีกเสียง ซูหมัวก็เม้มริมฝีปากแน่น

“โอรีโอ้ รีบหนีเร็วเข้า! ปล่อยให้พวกมันเข้ามา!”

ซูหมัวคำรามในใจอย่างไร้เสียง หวังว่าโอรีโอ้จะฉลาดพอ และรีบวิ่งหนีไปซะ

หากศัตรูมีเพียงคนเดียว ซูหมัวย่อมมีความมั่นใจพุ่งออกไปปะทะตรงๆ

แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก หากจำนวนเกินกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป มนุษย์ต้องการเอาชนะ ย่อมต้องพึ่งพาสติปัญญาที่แตกต่างจากสัตว์ป่า

ทันใดนั้น เสียงเห่าสูงของโอรีโอ้ก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงเห่าสั้นๆ อีกสองที จากนั้นก็เป็นเสียงเห่าสูงอีกครั้ง

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของซูหมัวพลันปรากฏแววยินดีขึ้นมาแวบหนึ่ง

นี่คืออักษรตัวแรกที่ซูหมัวสอนให้โอรีโอ้เรียนรู้ในช่วงสองวันที่ออกไปไหนไม่ได้ในที่หลบภัย

หากอ้างอิงตามรหัสมอร์ส มันคืออักษรตัวแรกของคำว่าหนี(跑 - Pǎo) นั่นคือตัว P

หมายความว่ามีศัตรูที่แข็งแกร่งอยู่ด้านนอก ให้ถอยร่นอ้อมหลบหนีไป

เป็นไปตามคาด หลังจากโอรีโอ้ส่งเสียงโทนนี้ ด้านนอกก็มีเสียงเห่าอย่างดีใจดังขึ้นอีกสองที

ตามช่องโพรงที่เปิดออก ซูหมัวจับจ้องปากทางอย่างไม่วางตา

เสียงฝีเท้าสองสายที่เหยียบย่ำลงบนดินเหนียว เสียงเดินย่ำดินโคลนดังแฉะๆ เริ่มดังแว่วเข้ามาในปากโพรง หลังจากสะท้อนผ่านผนังหินเข้ามา ซูหมัวก็ได้ยินอย่างชัดเจนทุกรายละเอียด

“เบากว่าเสียงฝีเท้าของฉัน น้ำหนักตัวคงไม่มาก สงสัยเบื้องต้นว่าเป็นสัตว์ที่เดินสองขา”

การเข้าใจทักษะแยกแยะบุคคลจากเสียงฝีเท้าไม่ใช่เรื่องยาก อาศัยการตั้งใจฟังอย่างละเอียด และเปรียบเทียบกับตัวเอง ซูหมัวก็วางใจได้ลง

เสียงฝีเท้าเป็นแบบก้าวหน้าก้าวย่อค่อนข้างเด็ดขาด ไม่ตรงกับลักษณะเฉพาะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูลสุนัขเลย ตรงกันข้ามมันดูคล้ายกับมนุษย์มากกว่า

เสียงเบามาก แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ใช่สัตว์สายพละกำลัง ย่อมไม่มีความแข็งแกร่งและมีความเร็วในระดับที่เหนือกว่ามากแน่

หนึ่งวินาที...

สองวินาที...

...

ตามเสียงที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตปริศนาทั้งสองก็มาถึงบริเวณปากโพรงในที่สุด

“โฮ่ง แฮ่กๆ โฮ่ง ซี้ดๆ โฮ่ง บรู๊ว โฮ่ง บรู๊ววว โฮ่ง?”

“โฮ่ง แฮ่กๆ โฮ่ง โฮ่ง ซี้ด บรู๊ววว โฮ่ง!”

เหล็กแท่งสองหน่วยและเชือกเส้นหนึ่งดึงดูดความสนใจของสิ่งมีชีวิตปริศนาได้จริง เสียงประหลาดชวนปวดหัวดังลอดปากโพรงเข้ามาไม่หยุด

ฟังภาษามันไม่ออก!

ซูหมัวทำได้เพียงรวบรวมสมาธิ วิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปจากน้ำเสียงของสิ่งมีชีวิตทั้งสองอย่างละเอียด

“ยังดี น้ำเสียงของสิ่งมีชีวิตตัวที่สองดูมั่นใจมาก แม้ตัวแรกจะมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่ามันพูดอะไร ถึงได้เบี่ยงเบนความสนใจไปได้”

หัวใจของซูหมัวแขวนอยู่กลางอากาศ เพราะกลัวว่าสัตว์ประหลาดสองตัวนี้จะมาเฝ้ารอกับดักอยู่ที่ปากโพรง หรือเรียกพรรคพวกมารุมกินโต๊ะ

หมาบื้อสองตัว ไม่สิ "คน" สองคนนี้ เห็นได้ชัดว่าไอคิวไม่ได้สูงมากนัก

หรือจะพูดว่าพวกมันกล้าหาญเกินไป ในตอนนี้พวกมันถึงกับเกาะจับเชือกที่ซูหมัวทำไว้ แล้วสไลด์ตัวลงมาด้านล่าง

ตรงจุดที่แสงส่องลงมาในโพรง ปรากฏขาเรียวเล็กสีดำที่ปกคลุมด้วยเส้นขนสั้นโผล่เข้ามาในสายตาของซูหมัวแล้ว

ตรงส่วนเท้า สวมรองเท้าบูตที่ทำจากวัสดุที่ไม่รู้จัก

“เรียวเล็กขนาดนี้ ดูท่าจะเป็นสัตว์ประหลาดหุ่นไม้ขีดไฟสองตัว พลังการต่อสู้คงไม่เท่าไหร่หรอก!”

เขากำพานท้ายหน้าไม้ไว้แน่น นิ้วชี้วางอยู่ตรงไกปืน ซูหมัวจับจ้องเงาร่างที่กำลังจะร่วงหล่นลงมาอย่างไม่กะพริบตา

ร่างร่วงหล่นลงมาอีกเล็กน้อย เงาร่างของสัตว์ประหลาดสวมกระโปรงหนังสัตว์แบบคนป่าโบราณก็ปรากฏรางๆ

ยังไม่ทันที่ซูหมัวจะพิจารณาต่อ สัตว์ประหลาดพลันร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว ร่างทั้งร่างปรากฏแก่สายตาเต็มๆ

“บัดซบ!”

เนื่องจากแสงสว่างในโพรง ซูหมัวจึงมองเห็นรูปร่างของสัตว์ประหลาดได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

ความตื่นตระหนกในใจ แทบจะบีบบังคับให้เขาอุทานออกมาเสียงดัง

“นี่มัน... โคโบลด์(โคโบลด์) งั้นเหรอ?”

สัตว์ประหลาดที่สไลด์ตัวลงมาครึ่งตัวบนมีผิวหนังเป็นเกล็ด สีผิวเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเข้มตรงท่อนล่างค่อยๆ กลายเป็นสีดำตรงท่อนบน

ส่วนหัวหากไม่พิจารณาดูให้ละเอียด ก็คือหัวสุนัขที่ค่อนข้างบิดเบี้ยว มีเขาขนาดเล็กสีอ่อนสองเขา ดวงตาเป็นประกาย หางตรงแหลมคล้ายหนู

เมื่อรวมกับเสียงของสัตว์ประหลาดก่อนหน้านี้ ซูหมัวก็ตัดสินได้ในทันทีว่าสัตว์ประหลาดสองตัวนี้คือสิ่งมีชีวิตปริศนาที่เป็นที่รู้จักกันดีในตระกูลเกม--

โคโบลด์!

“โฮ่ง ซี้ดๆ แฮ่!”

เขาสะกดความต้องการที่จะจู่โจมไว้ ซูหมัวมองดูโคโบลด์ตัวแรกที่ร่วงลงมาเห่าคำรามเรียกพรรคพวกอย่างเยือกเย็น

หอกเล่มหนึ่งถูกขว้างลงมา ตกลงไปอยู่ในมือของโคโบลด์ตัวแรก ตามมาด้วยไม้พลองอีกอันถูกขว้างลงมา โคโบลด์หยิบมันวางไว้บนพื้น

จากนั้น โคโบลด์ตัวที่สองก็เริ่มสไลด์ตัวลงมาตามเชือก

อาจเป็นเพราะสายพันธุ์ต่างกัน ขาของโคโบลด์ตัวที่สองมีลวดลายสีเลือดพาดผ่าน เริ่มจากข้อเท้าขึ้นไปจนถึงแก้มด้านข้าง

ในส่วนของกระโปรงหนังสัตว์ โคโบลด์ตัวหลังดูจะประณีตกว่าตัวแรกอยู่บ้าง ให้ความรู้สึกหรูหราแบบชนชั้นสูงจางๆ

เมื่อคนทั้งสองลงมาถึง โคโบลด์หมายเลข 1 ก็ใช้เท้าเตะกะโหลกศีรษะของพี่ชายผู้แสนเวทนาไปด้านใน หลีกทางให้โคโบลด์ระดับสูงเดินผ่าน

เมื่อทำทั้งหมดเสร็จ โคโบลด์ระดับสูงก็ปัดฝุ่นตามร่างกาย นำไม้พลองของตัวเองขึ้นมา เริ่มพิจารณารอบๆ

ขณะเดียวกัน ซูหมัวก็ละสายตาของตัวเอง เขาก้มศีรษะลงต่ำ ปล่อยให้ราวกั้นบันไดบดบังสายตาของโคโบลด์ไว้

พื้นที่ที่มีแสงสว่างมองเห็นพื้นที่มืดมิดได้ยาก

แต่...

ซูหมัวไม่กล้าเสี่ยงเด็ดขาด

“โลกใบนี้มันบ้าไปแล้ว โคโบลด์คือสิ่งมีชีวิตประเภทไหนกันวะ?”

เกรงว่าหากนักชีววิทยามาอยู่ที่นี่ในตอนนี้ พวกเขาคงจะดีใจจนเนื้อเต้น ตะโกนเสียงดังลั่นว่าตัวเองค้นพบสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาประเภทใหม่แล้วแน่นอน

แต่ถ้าจะให้พวกเขาอธิบายพฤติกรรมความเคยชินของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่นี้อย่างชัดเจน หากไม่มีการทดลองจำนวนมาก พวกเขาก็ทำได้แค่เดามั่วซั่วเท่านั้น

โชคดีที่โคโบลด์สองตัวนี้ดูเหมือนจะไม่สนใจเลยว่าข้างในจะมีคนอยู่ไหม พวกมันเริ่มรื้อค้นข้าวของในที่หลบภัยหมายเลข 2 ทันที

“เอาไงดี? ฆ่าโคโบลด์หมายเลข 1 หรือโคโบลด์ระดับสูงก่อนดีนะ”

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

ซูหมัวตัดสินใจจัดการโคโบลด์ที่ถือหอกก่อนเป็นอันดับแรก

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ลูกดอกหน้าไม้ทำได้เพียงยิงออกไปนัดเดียว ไม่มีโอกาสน้าวสายครั้งที่สองให้เขาเลย

ดังนั้น สิ่งมีชีวิตตัวแรกที่ต้องจัดการ ย่อมต้องเป็นตัวที่สร้างภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดตัวนั้นไม่ต้องสงสัย

ในบรรดาทั้งสองตัว ซูหมัวเลือกโคโบลด์หมายเลข 1 ที่แยกแยะได้ง่ายที่สุดและถืออาวุธสังหารอยู่ในมือ

เขาเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปที่โคโบลด์หมายเลข 1 ที่กำลังรื้อค้นข้าวของอยู่ใต้โต๊ะ

นิ้วมือของซูหมัววางอยู่บนไกปืน

เขาค่อยๆ ปรับมุมหน้าไม้อย่างช้าๆ ทุกครั้งที่ขยับ ซูหมัวจะทำอย่างเชื่องช้าและแผ่วเบาที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเสียงโลหะเสียดสีกันดังเล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย

"สุนัขหัวโตผู้น่ารัก" ทั้งสองตัวไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง พวกมันยังคงพูดคุยกันอย่างซื่อๆ พลางค้นหาข้าวของต่อไป

พยายามค้นหาขุมทรัพย์ที่มีมูลค่ามากพอ

ฟิ้ว!

ท่ามกลางที่หลบภัยที่มืดมิด พลันมีเสียงแหวกฝ่าอากาศที่แหลมคมดังขึ้นกระชั้นชิด!

วินาทีต่อมา เลือดสายหนึ่งก็พลันพุ่งกระฉูดออกมาจากลำคอของโคโบลด์หมายเลข 1

ลูกดอกหน้าไม้ที่ชโลมด้วยฝนกรด แทบจะเป็นการปิดชีพในทันที เมื่อไม่มีผิวหนังปกป้อง สารกัดกร่อนก็ทำลายเส้นเลือดที่เปราะบางของโคโบลด์หมายเลข 1 อย่างรวดเร็ว

วินาทีต่อมา ทั่วทั้งที่หลบภัยได้ยินเพียงเสียงสำลักเลือดดังฟุบๆ เท่านั้น

หลังจากเฝ้าสังเกตดูอีกสองสามครั้ง จนแน่ใจว่าโคโบลด์หมายเลข 1 สิ้นฤทธิ์อย่างสิ้นเชิงแล้ว ซูหมัวก็ก้าวสั้นๆ แต่อย่างรวดเร็วขึ้นบันไดก้าวเข้าสู่ชั้นที่หนึ่ง

เขาเหวี่ยงหน้าไม้ในมือเข้าใส่สุนัขหัวโตระดับสูงอย่างสุดแรงเพื่อเบี่ยงเบนสายตา

เขาใช้ความคิดเรียกหอกไม้โฉว ถือกระชับในมือแล้วพุ่งทะยานเข้าไป

“ย้าก! ย้าก! ไอ้ลูกหมา รับหอกฉันไปซะ ย้ากกกกกก!”

ซูหมัวระเบิดพละกำลังทั้งหมด เขาตะโกนเสียงดังลั่นขณะพุ่งโจมตี

เสียงตะโกนราวกับฟ้าร้องดังสะท้อนไปมาอยู่ในหลุมหลบภัยหมายเลข 2 ราวกับเสียงกัมปนาทอื้ออึง สะเทือนจนแก้วหูของคนได้ยินรู้สึกเจ็บปวด

โคโบลด์อีกด้านหนึ่งก็ถูกเสียงตะโกนนี้ขู่จนชะงักงัน จนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น

แต่ความเร็วในการพุ่งโจมตีของซูหมัวยังคงช้าเกินไป ความมืดมิดภายในที่หลบภัยและสิ่งกีดขวางใต้เท้าทำให้ซูหมัวไม่กล้าพุ่งชนอย่างไร้กังวล

และยังช่วยมอบโอกาสให้โคโบลด์ระดับสูงได้สูดหายใจด้วย

แสงไฟสีแดงเริ่มรวมตัวกันในมือของโคโบลด์ ทันทีที่ซูหมัวพุ่งมาถึงเบื้องหน้า มันก็รวมตัวกันกลายเป็นลูกไฟขนาดเล็กเสร็จสิ้นแล้ว

“เวรล่ะ! นี่มันอะไรวะ!!?”

จบบทที่ บทที่ 40 โลกใบนี้มันบ้าไปแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว