- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 417 ตระกูลซุน
ตอนที่ 417 ตระกูลซุน
ตอนที่ 417 ตระกูลซุน
ตอนที่ 417 ตระกูลซุน
จวนเจิ้นหนานอ๋อง
ฮูหยินรองมีสีหน้าโศกเศร้า หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม นัยน์ตาดอกท้ออันหยาดเยิ้มทรงเสน่ห์ยามนี้บวมเป่ง เห็นได้ชัดว่าผ่านการร้องไห้มาหลายต่อหลายครั้ง ใบหน้าของนางซีดเผือด ริมฝีปากก็แห้งผาก นับตั้งแต่ความวุ่นวายที่เมืองฉีโจวเมื่อคืนจนถึงตอนนี้ นางไม่ได้กินข้าวกินน้ำ กระทั่งไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย สภาพร่างกายดูทรุดโทรมอิดโรยเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อเทียบกับความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียทางร่างกายแล้ว ความหวาดผวากระวนกระวายใจทางจิตใจกลับเป็นสิ่งที่ทรมานที่สุด
นับตั้งแต่ซุนเย่าจู่ถูกจับตัวไปเมื่อคืน นางก็เริ่มหาวิธีส่งคนไปช่วยอีกฝ่ายกลับมา หากเป็นเวลาปกติ เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ทว่ายามนี้เจิ้นหนานอ๋องกับบรรดาผู้บัญชาการล้วนเดินทางไปที่ชายแดน นำกองกำลังทหารส่วนใหญ่ของจวนอ๋องไปด้วยแล้ว ที่หลงเหลือรักษาการอยู่ในเมืองฉีโจวก็มีเพียงทหารสวมเกราะไม่กี่ร้อยนายของค่ายพิทักษ์จวน และองครักษ์ประจำจวนอ๋องอีกไม่กี่สิบคนเท่านั้น ทหารค่ายพิทักษ์จวนก็เพิ่งจะพ่ายแพ้ยับเยินไปเมื่อคืน ส่วนองครักษ์ในจวนก็ไม่มีปัญญาบุกไปช่วยคนถึงเมืองอันผิงได้ ส่วนพรรคฮวาจู๋... พวกมันเองก็ยังเอาตัวแทบไม่รอด ย่อมไม่มีทางช่วยเหลืออะไรฮูหยินรองได้
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันควรทำอย่างไรดีเพคะ ? " ฮูหยินรองเอนกายพิงขอบหน้าต่างเพียงลำพัง ทอดสายตาเหม่อลอยไปทางทิศใต้ที่ห่างไกล ราวกับกำลังส่งกระแสจิตขอความช่วยเหลือจากเจิ้นหนานอ๋องที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
"ท่านไม่อยู่จวน กระทั่งพวกบ่าวไพร่ยังกล้ากำเริบเสิบสานมารังแกหม่อมฉัน ! "
"หลู่เซียวคนนั้นไม่ยอมให้หม่อมฉันตามขบวนเสบียงไปหาท่าน เขาอ้างว่ากลัวหม่อมฉันจะได้รับอันตรายจากการเดินทาง แต่ความจริง... ความจริงแล้วเขาแค่ไม่อยากให้ท่านต้องเสียสมาธิเพราะเรื่องของเย่าจู่ต่างหาก เขาดูถูกพวกเราสองพี่น้อง ดูถูกตระกูลซุนของพวกเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว" ฮูหยินรองพึมพำกับตัวเองเสียงเบา แรกเริ่มน้ำเสียงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าตัดพ้อ แต่ต่อมาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นและอาฆาตมาดร้าย
เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนและวันนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะลอบกำหมัดแน่น ตอนที่อยู่หน้าพรรคฮวาจู๋ หลู่เซียวถึงกับกล้าตวาดใส่นาง ส่วนพวกทหารชั้นเลวใต้บังคับบัญชาของจวนอ๋องก็ยิ่งเหิมเกริม ถึงขั้นกล้าใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและโกรธแค้นมองมาที่นาง...
พวกมันไม่รู้หรือไงว่านางคือเจ้านายของพวกมัน มีฐานะสูงส่งโดยกำเนิด และมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายพวกมันได้ ?
เจ้านายก็คือเจ้านาย บ่าวก็คือบ่าว มีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน ต่อให้พวกทหารชั้นเลวของค่ายพิทักษ์จวนจะสร้างความดีความชอบในสนามรบมามากมายแล้วอย่างไรล่ะ ? แค่เพราะถูกเจ้านายดุด่าไม่กี่คำ ก็บังอาจเกิดความรู้สึกไม่เคารพในใจขึ้นมาได้เชียวหรือ ?
"พวกมันกำลังจะก่อกบฏชัด ๆ ! " บนใบหน้าอันงดงามของฮูหยินรอง ปรากฏร่องรอยของความดุร้ายขึ้นมา แม้นางจะแต่งเข้าจวนเจิ้นหนานอ๋องมาแล้ว แต่หลายปีมานี้ นางกลับไม่เคยเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับแม่ทัพอย่างแท้จริงเลย ในความเข้าใจของนาง ทหารกับแม่ทัพ ก็เหมือนกับเจ้านายและบ่าวรับใช้ทั่วไป สำหรับความต้องการของเจ้านาย บ่าวมีหน้าที่ต้องเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ห้ามมีความไม่พอใจหรือรำคาญใจใด ๆ ทั้งสิ้น
ต่อให้ข้อเรียกร้องนั้นจะไร้เหตุผลมากแค่ไหนก็ตาม สาเหตุหลักก็เป็นเพราะช่องว่างระหว่างวัยของนางกับเจิ้นหนานอ๋องค่อนข้างห่างกันมาก หลังจากพระชายาเอกสิ้นพระชนม์ไปสิบปี นางถึงได้ถูกรับเข้าจวนมาเป็นอนุภรรยา และเจิ้นหนานอ๋องแม้จะโปรดปรานนางเป็นพิเศษเพราะนางมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับพระชายาเอก ทว่ากลับไม่เคยสอนให้นางสัมผัสกับอำนาจการบัญชาการทหารของจวนอ๋อง หรือหลักการปกครองบ้านเมืองเลย
ในใจของเจิ้นหนานอ๋อง ฮูหยินรองผู้นี้ก็เป็นเพียง "แจกันดอกไม้" ที่เอาไว้ชดเชยความเสียใจในอดีตเท่านั้น แต่ละวันขอแค่นางอยู่ในสายตาให้ชื่นใจก็พอ ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวจัดการเรื่องอื่น ๆ ในจวนอ๋อง และนี่ก็ส่งผลให้ฮูหยินรองผู้นี้แม้จะมีฐานะสูงส่ง ทว่าวิสัยทัศน์และจิตใจกลับคับแคบยิ่งนัก
"รอท่านอ๋องกลับมาก่อนเถอะ ข้าจะให้เขาลงโทษไอ้พวกสารเลวพวกนี้อย่างหนักเลย ! " ข้อต่อนิ้วของฮูหยินรองซีดขาวไปหมดเพราะกำหมัดแน่นเกินไป
จังหวะนั้นเอง หน้าประตูก็มีเสียงฝีเท้าย่ำวุ่นวายดังขึ้น
ปัง !
ประตูห้องอุ่นถูกคนผลักเข้ามาจากด้านนอก สองสามีภรรยาชราคู่หนึ่งพุ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทันทีที่เข้ามาในห้องและเห็นฮูหยินรอง หญิงชราก็เดินตัวสั่นเทาเข้ามาหา น้ำตาไหลพรากราวกับเขื่อนแตก "ลูกเอ๊ย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? แม่ได้ยินคนเขาพูดกันว่าน้องชายเจ้าถูกพวกกบฏจับตัวไปแล้วรึ ? "
"นี่มันจะให้คนเป็นแม่ขาดใจตายหรือยังไง ! "
พอหญิงชราเข้ามาในห้อง ก็โผเข้ากอดฮูหยินรอง สองมือจับไหล่นางไว้แน่นแล้วร้องไห้โฮ
"ท่านพ่อ ท่านแม่... พวกท่านมาแล้ว..."
ฮูหยินรองรีบพยุงหญิงชราขึ้นมา สะอื้นไห้พลางเอ่ย "ลูกฟังพวกบ่าวไพร่รายงานมาว่า เป็นเพราะหลี่มู พวกกบฏจากเมืองอันผิงบุกมาหาเรื่องพรรคฮวาจู๋ถึงเมืองฉีโจว ผลคือเย่าจู่นำทหารไปขัดขวาง เกิดการปะทะกันอย่างหนักจนฝ่ายเราพ่ายแพ้และเขาถูกจับเป็นเชลยเจ้าค่ะ"
ผู้มาเยือนก็คือบิดามารดาของสองพี่น้องตระกูลซุนนั่นเอง
ซุนหม่านถังได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ร้อนรนกระวนกระวายใจ ตบโต๊ะอย่างแรงพลางตวาดลั่น "เจ้าเป็นพี่สาวประสาอะไร ? ทำไมถึงดูแลน้องชายตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้มันถูกคนจับตัวไปทั้ง ๆ ที่อยู่ในเขตเมืองฉีโจวได้ยังไง ! "
"เดิมทีพ่อคิดว่าเจ้าแต่งเข้าจวนอ๋องมา น้องชายเจ้าจะได้พึ่งใบบุญเจ้าไปด้วย คิดไม่ถึงเลยว่า... คิดไม่ถึงเลยว่ากลับต้องมาเจอเคราะห์ร้ายแบบนี้ เจ้าไปพูดยังไงกับบ้านสามีเจ้า ถึงได้จัดแจงตำแหน่งหน้าที่แบบนี้ให้มัน ? " บิดาตระกูลซุนเปิดฉากก็สาดคำตำหนิติเตียนใส่ชุดใหญ่
ฮูหยินรองพยายามแก้ตัวสองสามคำ
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มคุกรุ่นไปด้วยความโกรธแค้น หญิงชราจึงรีบห้ามปรามคนทั้งคู่เอาไว้ได้ทัน "เรื่องมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว เลิกทะเลาะกันเถอะ รีบช่วยกันคิดหาวิธีช่วยคนออกมาก่อนดีกว่า" หญิงชราปาดน้ำตา หันไปถามฮูหยินรอง "พี่เขยของเย่าจู่... เจิ้นหนานอ๋องสามีเจ้า ไม่ได้บอกว่าจะส่งทหารไปช่วยรึ ? "
"ท่านอ๋องพาทหารไปที่ชายแดนแล้ว ช่วงนี้มีพวกคนเถื่อนมาก่อความวุ่นวาย ท่านอ๋องกับพวกผู้บัญชาการก็เลยไปกันหมด ในเมืองฉีโจวเหลือทหารอยู่แค่ไม่กี่ร้อยนาย... เมื่อคืนก็ถูกพวกกบฏอัดซะยับเยินไปแล้ว" ฮูหยินรองตอบตามความจริง "วันนี้ข้าก็ไปหาคนของกองบัญชาการทหารรักษาเมืองแล้วด้วย แต่แม่ทัพรักษาการณ์คนนั้นกลับไม่ยอมช่วย เอาแต่พูดจาเฉไฉไปเรื่องอื่น"
วันนี้นางพยายามคิดหาวิธีต่าง ๆ นานาเพื่อช่วยซุนเย่าจู่แล้ว ถึงขั้นยอมลดตัวเดินทางไปที่กองบัญชาการทหารเมืองฉีโจวด้วยตัวเอง ทว่าหลังจากได้พบกับแม่ทัพรักษาการณ์ นางเสนอข้อเรียกร้องให้เขาส่งทหารไปปราบปรามกบฏที่เมืองอันผิง กลับถูกอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แม่ทัพรักษาการณ์แห่งเมืองฉีโจวอ้างว่าตนเองอยู่ใต้บังคับบัญชาของราชสำนัก หากไม่มีราชโองการลงมา ก็จะไม่มีทางส่งทหารไปยังเมืองอื่นโดยพลการเด็ดขาด
และตอนที่ฮูหยินรองยกชื่อเจิ้นหนานอ๋องขึ้นมาอ้าง อีกฝ่ายกลับอ้างว่าท่านอ๋องก่อนไปได้กำชับเอาไว้เป็นพิเศษ ว่าให้กองบัญชาการทหารเมืองให้ความร่วมมือกับทหารของจวนอ๋องในการปกป้องชายแดน คอยคุ้มกันเสบียง และดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นภายในชายแดนใต้ ส่วนเรื่องการช่วยเหลือรน้องชายของนางน่ะหรือ ย่อมไม่อยู่ในเงื่อนไขเหล่านี้อย่างแน่นอน
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องหาทางส่งจดหมายไปให้สามีเจ้า" บิดาตระกูลซุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้ง
"น้องเมียตัวเองถูกพวกกบฏจับตัวไปทั้งคน เขายังจะมีกะจิตกะใจไปรบอะไรที่ชายแดนอีก ? "
"ชีวิตของพวกชาวบ้านชั้นต่ำที่ชายแดน จะไปมีค่าเท่ากับคนในครอบครัวของเราได้ยังไง ? "
ฮูหยินรองขมวดคิ้ว วันนี้นางก็คิดอยากจะแจ้งเรื่องนี้ให้เจิ้นหนานอ๋องทราบอยู่แล้ว แต่หลู่เซียวกลับพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง ซ้ำยังอธิบายเหตุผลยาวเหยียด แม้ฮูหยินรองจะเก็บตัวอยู่แต่ในจวนอ๋องมานาน แต่นางก็รู้ว่าการรับมือกับพวกคนเถื่อนคือเรื่องใหญ่ หากพวกคนเถื่อนบุกเข้ามาในชายแดนใต้ได้ อย่าว่าแต่ชาวบ้านธรรมดาเลย กระทั่งพวกชนชั้นสูงขุนนางใหญ่โตอย่างพวกนางก็ต้องอพยพหนีตายเช่นกัน
"ท่านพ่อ ท่านแม่... ท่านอ๋องเขา..." ฮูหยินรองลังเลอยู่นาน เพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะพูด ก็ถูกมารดาของตนขัดขึ้นเสียก่อน
"จิ้งซู เจ้าจะต้องส่งข่าวไปบอกสามีเจ้า ให้เขาส่งทหารกลับมาช่วยคนให้ได้นะ" หญิงชรากุมมือนางไว้ เอ่ยว่า "นี่ไม่ได้ทำเพื่อเย่าจู่เท่านั้น แต่เพื่อตัวเจ้าและอนาคตของครอบครัวเราด้วย"
"เจ้าเข้าจวนอ๋องมาตั้งหลายปีแต่ก็ยังไม่มีทายาทสืบสกุล ผู้ชายน่ะเปลี่ยนใจง่ายที่สุดนะ หากวันหน้าเจ้าแก่ตัวลงแล้วก็ยังไม่มีลูก มีหวังคงถูกคนใหม่มาแย่งตำแหน่งไปแน่..."
"แต่ถ้าเย่าจู่ยังสามารถรับราชการในจวนอ๋องต่อไปได้ ซ้ำยังได้เลื่อนขั้นเป็นใหญ่เป็นโต กลายเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพของจวนอ๋อง หากเป็นเช่นนั้น ฐานะของเจ้าในวันหน้าถึงจะมั่นคง ไม่ว่าสามีเจ้าจะเปลี่ยนใจ หรืออ๋องน้อยจะขึ้นสืบทอดตำแหน่ง ก็ต้องเกรงใจเจ้าบ้างเพราะเห็นแก่น้องชายเจ้า"
น้ำเสียงของหญิงชราสั่นเครือ "แต่ถ้าเย่าจู่ตายไป ไม่เพียงแต่ตระกูลซุนของเราจะไร้ผู้สืบสกุล แต่เมื่อเจ้าตกอับในจวนอ๋องเมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็นลูกพลับนิ่มที่ใครจะมาบีบขยำย่ำยีก็ได้"
ฮูหยินรองได้ยินคำพูดเหล่านี้ ความลังเลเพียงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในใจก็มลายหายไปจนหมดสิ้นในพริบตา
นั่นสินะ... ข้าเข้าจวนอ๋องมาตั้งหลายปีแต่ก็ยังไม่มีทายาทสืบสกุล แม้จะไม่มีใครกล้าพูดอะไร แต่... นี่ก็คือระเบิดเวลาดี ๆ นี่เอง คำกล่าวที่ว่า 'แม่ได้ดีเพราะลูก' นั้นไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ ในครอบครัวชาวบ้านทั่วไป หากไร้บุตรสืบสกุลก็ยังต้องถูกเพื่อนบ้านรังแก แล้วนับประสาอะไรกับจวนอ๋องแห่งนี้ล่ะ ?
ทายาทสืบสกุล ก็คือความมั่นใจของสตรี ในฐานะอนุภรรยาคนโปรดของผู้มีอำนาจ ตอนที่ยังสาวและสวย ย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะหมดความโปรดปราน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ใครจะกล้ารับประกันว่าความรู้สึกจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ? หากวันหน้าข้างกายเจิ้นหนานอ๋องปรากฏสตรีที่รู้จักเอาอกเอาใจมากกว่าตนเอง ตนเองควรจะทำเช่นไร ? ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองครอบครองอยู่ในยามนี้ เกรงว่าคงถูกแย่งชิงไปจนหมด เมื่อไม่มีทายาท ก็ทำได้เพียงหาวิธีอื่นมาเสริมสร้างฐานะของตนเองให้มั่นคง
"จริงด้วย จะเกิดเรื่องกับเย่าจู่ไม่ได้เด็ดขาด..." ฮูหยินรองพยักหน้ารัว ๆ เอ่ยเสียงสั่น "ข้าจะหาวิธีส่งจดหมายไปให้ท่านอ๋องเดี๋ยวนี้เลย"
สามคนตระกูลซุนปรึกษาหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็หาพู่กันและกระดาษมา เขียนเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนโดยเติมไข่ใส่สีลงไป เตรียมจะเรียกคนเดินสารมาส่งจดหมาย
จังหวะนั้นเอง นอกประตูก็มีสาวใช้ก้มหน้าเดินเข้ามา เอ่ยเสียงเบา "ฮูหยินเจ้าคะ มีคนมารออยู่ที่หน้าจวน ระบุชื่อเจาะจงว่าต้องการพบท่านเจ้าค่ะ"