เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 416 เตรียมการรีดไถ

ตอนที่ 416 เตรียมการรีดไถ

ตอนที่ 416 เตรียมการรีดไถ


ตอนที่ 416 เตรียมการรีดไถ

"อะไรนะ ? " พอได้ยินประโยคนี้ อาหมางแทบจะคิดว่าหูของตนเองมีปัญหาอะไรไปแล้ว

ยามนี้ลู่ซิ่วหลินคือแกนนำหลักที่แท้จริงของลัทธิโพกผ้าเหลือง ชะตากรรมของผู้คนนับแสนใต้สังกัดลัทธิล้วนฝากฝังไว้บนบ่าของเขาเพียงคนเดียว แล้วกองทัพเถี่ยอี้ คือตัวตนระดับไหนกัน ?

พวกมันคือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดของลัทธิโพกผ้าเหลือง และเป็นกลุ่มคนที่อยากจะกำจัดลู่ซิ่วหลินมากที่สุด

ตามหลักตรรกะแล้ว คนทั่วไปในยามนี้แทบจะอยากหนีห่างจากอีกฝ่ายให้ไกลที่สุด กลัวว่าอีกฝ่ายจะตามร่องรอยของตนเจอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

ทว่ายามนี้ลู่ซิ่วหลินกลับเสนอที่จะเป็นฝ่ายไปพบกับอีกฝ่าย ซ้ำยังไม่พาองครักษ์ไปแม้แต่คนเดียว บุกเดี่ยวไปตามนัด !

นี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ

"ท่านเจ้าลัทธิ ! นี่มันอันตรายเกินไปแล้ว หรือท่านคิดจะอาศัยเพียงลมปากไปเกลี้ยกล่อมให้พวกสุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของราชสำนักยอมถอยทัพอย่างนั้นหรือ ? "

ใบหน้าของอาหมางเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เอ่ยห้ามปรามด้วยน้ำเสียงร้อนรน: "พวกแม่ทัพของกองทัพเถี่ยอี้พอได้เห็นท่าน ย่อมไม่มีกะจิตกะใจจะมาเจรจาอะไรด้วยแน่ พวกมันจะต้องรีบจับตัวท่านไปรับรางวัลในทันทีเลยนะขอรับ"

การจับเป็นหัวหน้าลัทธิโพกผ้าเหลือง นี่มันเป็นความดีความชอบใหญ่หลวงเพียงใด ?

เกรงว่าในราชสำนักต้าฉีคงไม่มีใครสามารถปฏิเสธความเย้ายวนใจเช่นนี้ได้ !

"ทำตามที่ข้าบอกเถอะ" ลู่ซิ่วหลินโบกมือ เอ่ยเสียงเบา "นี่คือความพยายามครั้งสุดท้ายแล้ว หากไม่สำเร็จล่ะก็..." เขาไม่ได้พูดจนจบประโยค แต่ไม่ว่าจะเป็นอาหมางหรือตัวเขาเองต่างก็รู้ดีแก่ใจ

หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำศึกกับกองทัพเถี่ยอี้ในครั้งนี้ได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคงจะสาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก ราษฎรในเมืองหลายแห่งจะต้องได้รับผลกระทบจากไฟสงคราม ส่วนชายแดนก็จะไร้คนปกป้องคุ้มครอง รอจนทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกันจนบาดเจ็บล้มตายทั้งคู่ พวกทูเจวี๋ย ก็จะฉวยโอกาสบุกเข้ามา... สงครามครั้งนี้ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ บทสรุปก็ถูกกำหนดไว้แล้ว พวกทูเจวี๋ยจะกลายเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย องค์ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรในวังหลวง รวมไปถึงเหล่าขุนนางใต้เบื้องพระยุคลบาท ดูเหมือนจะถูกการลุกฮือครั้งใหญ่ของลัทธิโพกผ้าเหลืองทำให้ตกใจจนขาดสติไปแล้ว ถึงขั้นยอมละทิ้งการรักษาชายแดนเพื่อมาปราบปรามลัทธิโพกผ้าเหลือง

ปลายนิ้วของลู่ซิ่วหลินลากผ่านบนแผนที่ เขากลับสามารถเข้าใจปฏิกิริยาของราชวงศ์ต้าฉีในครั้งนี้ได้ หลายปีมานี้ แม้พวกทูเจวี๋ยจะคอยรุกรานชายแดนแคว้นฉีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่พวกมันก็ไม่ได้ยึดครองดินแดน ทำเพียงปล้นสะดมครั้งใหญ่แล้วก็จากไป หรือไม่ก็เรียกร้องให้แคว้นฉีมอบวัวแกะและทรัพย์สมบัติเงินทอง เพื่อแลกกับความสงบสุข สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินมาหลายปีแล้ว

ในสายตาของราชวงศ์แคว้นฉี พวกทูเจวี๋ยก็เป็นเหมือนกลุ่มโจร จุดประสงค์ของพวกมันก็แค่ต้องการกอบโกยผลประโยชน์จากแคว้นฉีเท่านั้น ไม่ได้สั่นคลอนอำนาจการปกครองและรากฐานของประเทศเลย แม้หลายปีมานี้เพื่อจะไล่ตะเพิดพวกทูเจวี๋ย แคว้นฉีจะต้องสูญเสียเงินทองไปไม่น้อย แต่... เรื่องนี้กลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของบรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้นเลย ปล่อยให้ราษฎรทนทุกข์ลำบากสักหน่อย แล้วเพิ่มภาษีอีกสักนิด ก็ย่อมสามารถรวบรวมเงินเหล่านี้มาได้เสมอ !

หลังจากเรื่องจบ ฮ่องเต้ก็ยังคงเป็นฮ่องเต้ ขุนนางใหญ่ก็ยังคงเป็นขุนนางใหญ่

แต่ลัทธิโพกผ้าเหลืองล่ะ ? นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ก็ใช้ข้ออ้างผดุงความยุติธรรมแทนสวรรค์ โค่นล้มราชสำนักต้าฉี จากนั้นก็รวบรวมผู้คนนับแสนไปยึดเมืองถึงสามแห่ง ในสายตาของเหล่าขุนนางใหญ่แห่งแคว้นฉี ระดับความอันตรายของลู่ซิ่วหลินนั้นมากกว่าพวกทูเจวี๋ยหลายเท่านัก และก็น่ารังเกียจกว่ามากด้วย !

สำหรับฮ่องเต้แล้ว พวกทูเจวี๋ยก็แค่ต้องการเงิน ต่อให้บุกฝ่าเข้ามาในแคว้นได้ อย่างมากก็แค่ฆ่าราษฎรตาดำ ๆ แล้วปล้นวัวแกะและฉุดคร่าสตรีไปก็เท่านั้น แต่ลู่ซิ่วหลินอย่างเจ้ากลับต้องการชีวิตของเขา... สิ่งไหนเบาสิ่งไหนหนัก สำหรับราชสำนักแล้วย่อมมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

……

หลังจากพักผ่อนมาตลอดทั้งวัน พอตกเย็น หลี่มูก็รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าทั่วทั้งร่างได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เขาเรียกเจี่ยชวนและเจียงหู่มาหา สอบถามอีกฝ่ายว่าวันนี้ที่เมืองฉีโจวมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือไม่ นับตั้งแต่ก่อตั้งกองทัพฉางหนิงมา ในฐานะรองแม่ทัพ เจี่ยชวนก็ได้คัดเลือกทหารที่เฉลียวฉลาดและมีความสามารถจำนวนหนึ่ง ให้ปกปิดตัวตนแฝงตัวเข้าไปในเมืองและอำเภอต่าง ๆ ทั่วชายแดนใต้เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา นี่ก็คือเครือข่ายข่าวกรองขั้นพื้นฐานที่สุด แม้หูตาเหล่านี้จะมีจำนวนไม่มากนัก ในเวลาอันสั้นย่อมไม่อาจเจาะลึกเข้าไปในทุกสาขาอาชีพ เพื่อล้วงข้อมูลทุกรายละเอียดภายในเมืองได้อย่างครบถ้วน ทว่าหากใช้แค่เพื่อจับตาดูเป้าหมายเฉพาะบางกลุ่ม ก็ยังถือว่าไม่มีปัญหา เมื่อคืนหลังจากลอบโจมตีเมืองฉีโจว บรรดาสายข่าวที่แฝงตัวอยู่ในเมืองก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

"เมื่อคืนหลังจากที่พวกเราจากมา ได้ยินว่าฮูหยินรองแห่งจวนเจิ้นหนานอ๋องผู้นั้น... อ้อ ก็คือพี่สาวของซุนเย่าจู่นั่นแหละ เดินทางไปที่พรรคฮวาจู๋ด้วย ดูเหมือนจะพูดจาไร้สาระอะไรสักอย่าง จนเกือบจะทำให้เกิดการก่อกบฏขึ้นมา..."

เจี่ยชวนเกาหัว เนื่องจากสายข่าวที่พวกเขาส่งไปเพิ่งจะฝังตัวในพื้นที่ได้ไม่นานนัก ข่าวสารหลายอย่างจึงได้มาจากการหลอกถามทางอ้อม ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงข้อมูลคร่าว ๆ ย่อมไม่อาจรู้รายละเอียดเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน:

"ยามนี้ทหารค่ายพิทักษ์จวนที่เหลือรอดของจวนอ๋องถูกหลู่เซียวดูแลชั่วคราว วันนี้เขาก็เรียกพวกลูกกระจ๊อกของพรรคฮวาจู๋มารวมตัวกัน แล้วก็ทำหน้าที่คุ้มกันเสบียงอาหารและยารักษาโรคส่งไปยังชายแดนต่อไป"

"ฮูหยินรองผู้นั้นดูเหมือนจะโวยวายขอตามขบวนส่งเสบียงไปชายแดนด้วย แต่ก็ถูกขวางเอาไว้"

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา ฮูหยินรองผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว การที่นางอยากจะตามขบวนส่งเสบียงไปชายแดนด้วย ก็เป็นเพราะอยากจะไปฟ้องร้องแทนน้องชายของตัวเองนั่นเอง ทว่าหลู่เซียวก็ยังถือว่ามีสติสัมปชัญญะดีเยี่ยม เขารู้ว่ายามนี้เจิ้นหนานอ๋องกำลังติดพันศึกหนักกับพวกคนเถื่อน จะปล่อยให้เรื่องอื่นไปรบกวนสมาธิไม่ได้เด็ดขาด หากเป็นเพราะซุนเย่าจู่จนทำให้พวกคนเถื่อนบุกฝ่าด่านเข้ามาได้... ใครหน้าไหนก็รับผิดชอบความผิดนี้ไม่ไหว

"เจิ้นหนานอ๋องงั้นรึ... ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าได้ยินมาตลอดว่าเขาเป็นคนที่มีชั้นเชิงและวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะเหมือนกับโจวโยวหวัง ที่ยอมทำเรื่องโง่เขลาถึงขนาดทิ้งบ้านเมืองเพียงเพื่อแลกกับรอยยิ้มของหญิงงามหรือไม่ ? " หลี่มูลูบปลายคาง มุมปากเผยให้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ

แม้เขาจะได้ยินกิตติศัพท์ของเจิ้นหนานอ๋องมาตลอด แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ก็มีหลายคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังเกินกว่าความสามารถที่แท้จริง และก็ยังมีฮ่องเต้บางองค์ที่ตอนหนุ่ม ๆ เก่งกาจปราดเปรื่อง แต่พอแก่ตัวลงก็กลับกลายเป็นพวกงมงายไร้เหตุผล หากอยากจะรู้จักใครสักคนอย่างถ่องแท้ ก็อย่าเอาแต่ฟังคำวิจารณ์ของคนอื่น ต้องดูจากทัศนคติและการตัดสินใจเวลาที่อีกฝ่ายลงมือทำเรื่องต่าง ๆ ด้วยตาตัวเอง

"โจวโยวหวังคือใครรึ ? " เจี่ยชวนได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ในหัวตั้งครึ่งค่อนวัน ทว่าก็ยังนึกไม่ออกว่าคือบุคคลใด จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"ก็แค่ไอ้โง่ที่มีแต่ผู้หญิงอยู่ในหัวน่ะ" หลี่มูตอบส่ง ๆ เพื่อเปลี่ยนเรื่อง พลางลูบปลายคางเอ่ยว่า "การที่ฮูหยินรองถูกปฏิเสธไม่ให้ไปชายแดน ยามนี้นางจะต้องร้อนใจจนแทบทนไม่ไหวแล้วแน่ ๆ "

"เหลาเจี่ย ให้คนไปส่งจดหมายที่จวนอ๋อง บอกนางว่าหากอยากให้ซุนเย่าจู่ปลอดภัยล่ะก็ ให้ส่งเงินมาให้ข้าสักหนึ่งแสนตำลึงก่อน"

ขบวนเสบียงออกเดินทางไปแล้ว อย่างมากก็แค่สามถึงห้าวันก็น่าจะถึงเมืองหน้าด่านชายแดน ถึงตอนนั้นหากเจิ้นหนานอ๋องรู้เรื่องนี้เข้า ตัวเขาคงยากที่จะรีดไถเงินจากสตรีผู้นี้ได้อีก ดังนั้นจึงต้องรีบลงมือแข่งกับเวลา

"ขอรับ ! " เจี่ยชวนรับคำสั่ง ก่อนจะเอ่ยถามหยั่งเชิง "พี่หลี่ เงินหนึ่งแสนตำลึงมันไม่ถูกไปหน่อยหรือ ? ถึงอย่างไรพวกเรายังรีดเงินจากคหบดีเศรษฐีในเมืองหงโจวมาได้ตั้งสองสามแสนตำลึง อีกฝ่ายเป็นถึงอนุภรรยาของท่านอ๋องเชียวนะ... แค่น้องเมียคนเดียว เงินหนึ่งแสนตำลึงสำหรับพวกเขามันเล็กน้อยมากเลยนะ ! "

หลี่มูหัวเราะร่วน ส่ายหน้าพลางเอ่ย "เงินหนึ่งแสนตำลึง เป็นแค่ค่าคุ้มครองให้ซุนเย่าจู่ปลอดภัย และไม่ถูกทรมานในคุกเท่านั้น"

"ข้ายังไม่ได้พูดเลยนะว่ารับเงินแค่นี้มา... แล้วข้าจะปล่อยตัวมันไป ! "

จบบทที่ ตอนที่ 416 เตรียมการรีดไถ

คัดลอกลิงก์แล้ว