- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 397 เจ้าคิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหน ?
ตอนที่ 397 เจ้าคิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหน ?
ตอนที่ 397 เจ้าคิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหน ?
ตอนที่ 397 เจ้าคิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหน ?
หลี่มูยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตูพรรคฮวาจู๋ โยนเยว่ปู้ผิงลงบนพื้นอย่างไม่ยี่หระ มุมปากเผยรอยยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ย "ยังเห็นไม่ชัดอีกรึ ? "
ทหารสวมเกราะสีทองของจวนเจิ้นหนานอ๋องเหล่านั้นมีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง ส่วนหลู่เซียวจ้องมองหลี่มูที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบ ๆ อย่างบ้าคลั่ง กำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ แทบจะเค้นคำพูดลอดไรฟันออกมาว่า "เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง ? "
"เจ้าคิดว่าในใต้หล้านี้ ไม่มีใครแตะต้องเจ้าได้แล้วใช่ไหม ! "
ความโกรธเกรี้ยวและจิตสังหารที่แฝงอยู่ในสองประโยคนี้ เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้
"..." หลี่มูส่ายหน้า เอ่ยเสียงแผ่วเบา "หากข้าคิดว่าตัวเองไร้เทียมทานในใต้หล้าจริง ๆ วันนี้ที่ข้าจะมาถล่มคงไม่ใช่แค่พรรคฮวาจู๋ แต่คงพุ่งตรงบุกเข้าไปในจวนอ๋องแล้วล่ะ"
สิ้นคำพูดนี้ บรรยากาศในบริเวณนั้นก็ราวกับระเบิดออก หลู่เซียวเบิกตากว้าง เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าหลี่มูจะใจกล้าเทียมฟ้าได้ถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่กล้ามาเหยียบจมูกก่อเรื่องถึงเมืองฉีโจว ทว่าในคำพูดคำจา กระทั่งจวนเจิ้นหนานอ๋องก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา
บ้าไปแล้ว! มันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ !
ลมหายใจของหลู่เซียวหอบถี่รัว ราวกับราชสีห์ที่กำลังเกรี้ยวกราด "หลี่มู เจ้าอย่าคิดนะว่าท่านอ๋องน้อยทรงโปรดปรานเจ้า แล้วเจ้าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้... พูดกันตามตรง ท่าทีที่จวนอ๋องมีต่อเจ้านั้น ถือว่าผ่อนปรนเมตตามากแล้ว"
"เจ้ายึดเมืองอันผิงตั้งตัวเป็นใหญ่ ซ้ำยังฆ่าหลิวจี้ ทว่าท่านอ๋องก็ไม่เคยถือสาหาความ ไม่ได้ส่งกองทัพใหญ่ไปปราบปราม ! "
"แต่เจ้ากลับไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ วันนี้ถึงกับกล้าวิ่งมาฆ่าคนถึงเมืองฉีโจว..." หลู่เซียวพูดไปพลาง ก้าวบีบคั้นเข้าไปหาทีละก้าว จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่มูแล้วตวาดกร้าว "เจ้ามันได้คืบจะเอาศอก กำเริบเสิบสานไม่เห็นหัวใคร ! "
เคร้ง !
เมื่อเห็นดังนั้น ทหารหุ้มเกราะฉางหนิงสองนายที่อยู่ด้านข้างก็ชูหอกเตรียมจะก้าวเข้าไปขวางอีกฝ่ายไว้ ทว่าหลี่มูกลับยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้น เขาก็ปาดหยดเลือดที่สาดกระเซ็นติดบนใบหน้าออก สบประสานกับดวงตาอันโกรธเกรี้ยวและดุดันของหลู่เซียวพลางเอ่ย "เจ้าบอกว่าข้าได้คืบจะเอาศอก ? ข้ากำเริบเสิบสาน ? "
"จวนเจิ้นหนานอ๋องผ่อนปรนเมตตาให้ข้างั้นรึ ? " จู่ ๆ เขาก็หัวเราะลั่น "หม่าขุย หัวหน้าพรรคฮวาจู๋ วันวานเคยจับสหายและพี่น้องของข้าไป ซ้ำยังวางแผนดักซุ่มฆ่าข้า กระทั่งยังวิ่งรอกไปถึงเมืองอันผิง ยุยงเฉาหยางอี้กับหลินเจี้ยนให้จับกุมคุมขังครอบครัวของข้า"
"หากไม่ใช่เพราะข้าล่วงรู้แผนการของพวกมันล่วงหน้า ยามนี้คงกลายเป็นกระดูกขาวโพลนอยู่ริมทางไปนานแล้ว"
"เจ้ากล้าพูดไหมล่ะ ว่าเรื่องพวกนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับจวนเจิ้นหนานอ๋องเลยสักนิด ? "
หลู่เซียวได้ยินก็กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเบา ๆ เขาคือครูฝึกกองกำลังรบของจวนเจิ้นหนานอ๋อง ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางอยู่บ้าง เรื่องที่พรรคฮวาจู๋มุ่งเป้าเล่นงานหลี่มู แม้เจิ้นหนานอ๋องจะไม่ได้ออกคำสั่งอย่างชัดเจน ทว่า... ก็ไม่ได้ห้ามปรามเช่นกัน นี่เป็นความจงใจปล่อยปละละเลยอย่างเห็นได้ชัด
"แต่หลังจากจบเรื่องนั้น พอเห็นแก่หน้าเซียวอวี๋... ข้าก็ไม่ได้คิดจะบุกมาถึงเมืองฉีโจว เพื่อกวาดล้างพรรคฮวาจู๋ให้สิ้นซาก" น้ำเสียงของหลี่มูเปลี่ยนไป เอ่ยด้วยคำพูดที่กึ่งจริงกึ่งเท็จ "เพราะข้ารู้ว่าพรรคฮวาจู๋ก็คือสุนัขรับใช้ของจวนอ๋อง ถึงยังไงข้าก็ควรจะไว้หน้าพวกเจ้าบ้าง หม่าขุยตายไปแล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าจบกันไป"
"แต่... หลังจากนั้นล่ะ ? " สีหน้าของหลี่มูเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นดุดันคุกคามเช่นกัน "ข้าเปิดรับสมัครทหารใหม่ พรรคฮวาจู๋ก็ส่งมือสังหารแฝงตัวเข้ามาในค่ายทหารเพื่อลอบสังหารข้า ข้าจัดงานเลี้ยงรับรองแขก พวกมันก็ส่งคนไปลอบวางเพลิงเผาโรงเตี๊ยม หวังจะให้ข้ากลายเป็นเป้าโจมตีของทุกคน และทำลายชื่อเสียงของข้าจนป่นปี้ ! "
หลู่เซียวชะงักไปเล็กน้อย เรื่องนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนจริง ๆ อีกทั้งนับตั้งแต่ชายแดนเกิดวิกฤต เจิ้นหนานอ๋องก็นำกองทหารออกเดินทางไปจากจวนอ๋องตั้งนานแล้ว จะไปมีเวลาสั่งการให้พรรคฮวาจู๋ลอบสังหารหลี่มูได้อย่างไร ?
นี่มันเห็นได้ชัดว่าเป็นพวกพรรคฮวาจู๋พลการทำกันไปเอง
"เรื่องจริงหรือเปล่า ? " หลู่เซียวก้มหน้ามองเยว่ปู้ผิงที่อยู่บนพื้น
"จ...จริงขอรับ" เยว่ปู้ผิงนั่งแหมะอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมาจากทุกทิศทุกทางทำเอาเขารู้สึกวิงเวียน แขนขาที่ขาดวิ่นและศพไร้หัวจำนวนมากเหล่านั้น ได้ทำลายความกล้าของเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว ยามนี้เขาไม่กล้าแม้แต่จะโกหกหรือแก้ตัวใด ๆ แม้จะเป็นถึงนักเลงเฒ่าที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ แต่ตลอดชีวิตนี้ เขาก็ไม่เคยเห็นภาพที่น่าสยดสยองและโหดร้ายทารุณปานนี้มาก่อนเลย การต่อสู้ฟาดฟันกันระหว่างพรรคพวกในยุทธภพ จะเอาไปเทียบเคียงกับการเข่นฆ่าบนสมรภูมิรบได้อย่างไร ?
"หม่าขุยมันก็ตายไปแล้ว มารดามันเถอะ ใครสั่งให้พวกเจ้าทำแบบนี้ ? " หลู่เซียวตวาดถาม
"เป็น... เป็นผลสรุปจากการปรึกษาหารือของเหล่าพี่น้องในพรรคขอรับ" เยว่ปู้ผิงตอบตามความจริง เขาตระหนักได้ว่านี่อาจจะเป็นหนทางเดียวที่เขาจะรอดชีวิตไปได้ จึงพยายามแก้ต่างให้ตัวเองอย่างสุดชีวิต: "พวกเขาต่างก็บอกว่าหัวหน้าพรรคสิ้นบุญไปแล้ว แต่ท่านอ๋องก็ไม่ได้แต่งตั้งผู้นำคนใหม่มาให้พวกเรา ดังนั้นรองหัวหน้าพรรคจึงบอกว่า หากใครสามารถสังหารหลี่มูเพื่อล้างแค้นให้หัวหน้าพรรคได้ ตำแหน่งนี้ก็จะเป็นของคนผู้นั้นขอรับ"
พอได้ฟังคำพูดเหล่านี้ หลู่เซียวก็รู้แล้วว่าเรื่องในวันนี้คงจัดการยากแล้ว การที่หลี่มูสติแตกบันดาลโทสะนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล เป็นพรรคฮวาจู๋เองที่รนหาที่แกว่งเท้าหาเสี้ยนก่อน หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงไม่มีใครทนกลืนความโกรธนี้ลงไปได้หรอก
หลู่เซียวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยปาก "น้องหลี่ เรื่องนี้เป็นไอ้พวกลูกเต่าเหล่านี้ที่ทำผิดก่อนจริง ๆ ข้าขอเป็นตัวแทนขอขมาเจ้าตรงนี้ก็แล้วกัน... เรื่องนี้ ข้าว่าให้มันจบลงแค่นี้เถอะ"
"เจ้านำทัพถอยออกจากเมืองฉีโจวไปซะ ปล่อยคนพวกนี้ที่เหลือรอดไป แล้วจวนอ๋องจะไม่ถือสาหาความเรื่องที่เจ้าบังอาจนำทัพบุกรุกเข้ามาฆ่าคนในคืนนี้"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ภายในแววตาของเยว่ปู้ผิงก็สาดประกายแห่งความหวังออกมา เขารีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างเอาเป็นเอาตาย
"ขอบพระคุณนายท่านหลู่ที่ช่วยชีวิตขอรับ ผู้น้อย... ผู้น้อยจะไม่ลืมพระคุณนี้เลย"
หลู่เซียวทอดถอนใจ เต็มไปด้วยความอับจนหนทาง เขาย่อมรู้ดีว่าการปล่อยให้หลี่มูจากไปเช่นนี้ เป็นการทำลายหน้าตาและเกียรติยศของจวนอ๋องอย่างรุนแรงเพียงใด อีกฝ่ายนำทัพบุกเข้าเมืองมาเข่นฆ่าผู้คน หากว่ากันตามกฎหมาย ถือเป็นความผิดฉกรรจ์ที่ไม่อาจให้อภัยได้ ทว่ายามนี้ทหารจวนอ๋องส่วนใหญ่ถูกเจิ้นหนานอ๋องพาไปหมดแล้ว ส่วนพวกกระดูกอ่อนในกองบัญชาการทหารรักษาเมือง ก็คงไม่มีความกล้าพอที่จะไปต่อกรกับทหารม้าหุ้มเกราะหลายร้อยนายได้ หากคืนนี้เกิดการปะทะแตกหักกับหลี่มูที่นี่ ย่อมต้องก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่านี้อย่างแน่นอน
"พรรคฮวาจู๋... วันหน้าก็หัดเก็บความตลบตะแลงของพวกแกไว้ซะ ห้ามแตะต้องเมืองอันผิงอีกเด็ดขาด หากมีครั้งหน้า ไม่ต้องรอให้น้องหลี่ลงมือ ข้าจะล้างบางพวกเจ้าทั้งโคตรเอง ! " หลู่เซียวตวาดใส่เยว่ปู้ผิงเสียงกร้าว
"ขอรับ ! ขอรับ ! ผู้น้อยทราบแล้วขอรับ ! " เยว่ปู้ผิงพยักหน้ารัว ๆ บนใบหน้าที่ยังคงตื่นตระหนก ปรากฏความดีใจที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เพิ่งจะเตรียมหมุนตัววิ่งหนีไปให้พ้นจากข้างกายหลี่มู
ทว่าวินาทีต่อมากลับมีดาบยาวเล่มหนึ่งยื่นออกมาจากด้านข้าง พาดลงบนลำคอของเขาพอดิบพอดี ขอเพียงก้าวไปข้างหน้าอีกแค่ครึ่งก้าว หลอดลมของเยว่ปู้ผิงก็จะต้องถูกเชือดจนขาดกระจุย สิ้นชีพในทันที ! และดาบยาวเล่มนั้น ยามนี้กำลังถูกกำกระชับอยู่ในมือของหลี่มูนั่นเอง !
"นายท่านหลู่..." เยว่ปู้ผิงรับรู้ได้ถึงความเจ็บแปลบที่ผิวหนังบริเวณลำคอ รีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางหลู่เซียว
"หลี่มู เจ้าหมายความว่ายังไง ? " หลู่เซียวขมวดคิ้วถาม
หลี่มูยืนอยู่บนขั้นบันได ทอดสายตามองคนผู้นี้และเหล่าทหารเกราะทองที่อยู่เบื้องหลังเขาจากมุมที่สูงกว่า เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง "หลู่เซียว ข้าไม่เห็นจำได้เลยนะ ว่าพวกเราสองคนสนิทชิดเชื้อกันถึงขั้นนี้"
"เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงคิดว่าหน้าของเจ้ามันใหญ่พอที่จะทำให้ข้าเปลี่ยนใจ ยอมปล่อยไอ้พวกสวะนี่ไป เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของเจ้ากัน ? " เขาหยุดไปชั่วอึดใจ มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ "พูดง่าย ๆ ประโยคเดียวเลยก็คือ..."
"เจ้า... คิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหนกัน ? "