เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 387 ตั้งข้อสงสัย

ตอนที่ 387 ตั้งข้อสงสัย

ตอนที่ 387 ตั้งข้อสงสัย


ตอนที่ 387 ตั้งข้อสงสัย

เปลวเพลิงที่พวยพุ่งเสียดฟ้าสาดส่องท้องฟ้ากว่าครึ่งค่อนเมืองอันผิงให้กลายเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต เบื้องล่างหอหยวนเฟิง ทหารสวมเกราะลาดตระเวนยามวิกาลจำนวนมากกำลังระดมขนน้ำจากทุกสารทิศมาช่วยกันดับไฟ ทว่าเปลวเพลิงกลับลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับปีศาจร้ายที่เผยสัญชาตญาณดิบเถื่อนกำลังกลืนกินสิ่งปลูกสร้างหลังนี้อย่างไม่หยุดหย่อน มีทหารลาดตระเวนนำผ้าฝ้ายมาคลุมร่าง ราดน้ำเย็นจนเปียกชุ่ม แล้วเสี่ยงตายพุ่งฝ่าเข้าไปในกองเพลิง หวังจะช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ข้างในออกมา ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงของโรงเตี๊ยม ทัศนวิสัยของเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยควันโขมงและแสงเพลิงจนสิ้น

กร๊อบ !

หน้าต่างและคานไม้เหล่านั้นบิดเบี้ยวเสียรูปทรงจากการถูกเปลวเพลิงแผดเผา ส่งเสียงปริแตกเพราะทนรับน้ำหนักไม่ไหว แล้วร่วงหล่นลงมา มีคนกรีดร้องด้วยความหวาดผวาอยู่บนชั้นสอง พยายามจะวิ่งหนีลงมาตามบันไดที่กำลังติดไฟ ทว่าทันทีที่เท้าของเขาเหยียบลงไป แผ่นไม้ที่ผุพังจวนจะถล่มแหล่มิถล่มแหล่ก็หักสะบั้นลงตรงกลาง เขาร้องโหยหวนเสียงหลง ร่างพลัดตกลงมาจากความสูงห้าหกเมตร ร่วงกระแทกเข้ากับกองเพลิงที่กำลังลุกโชนอยู่เบื้องล่างอย่างจัง แทบจะในชั่วพริบตา เสื้อผ้าบนร่างของเขาก็ลุกติดไฟพรึบ

"อ๊าก ! "

"ช่วยด้วย... ช่วยข้าด้วย..."

เขากลายร่างเป็นมนุษย์เพลิง กรีดร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาพลางวิ่งเตลิดไปทางประตูโรงเตี๊ยม ทหารลาดตระเวนเห็นดังนั้นก็รีบดึงผ้าห่มเปียกบนร่างออก วิ่งเข้าไปหาหวังจะช่วยดับไฟบนร่างของอีกฝ่าย ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น เสาค้ำยันต้นเขื่องที่ถูกไฟเผาจนขาดสะบั้นก็พังครืนลงมา ทับร่าง "มนุษย์เพลิง" ผู้นั้นไว้เบื้องล่างพอดิบพอดี เขา... แน่นิ่งไปในทันที

โรงเตี๊ยมหยวนเฟิงทั้งหลังก็เริ่มทรุดเอียงพังทลายลงมา กระเบื้องหลังคาและแผ่นไม้ที่ติดไฟร่วงกราวลงมาดังเปรี๊ยะปร๊ะ ราวกับห่าฝนก็ไม่ปาน

"รีบออกมาเร็วเข้า ! " นอกประตูมีเสียงทุ้มหนักตะโกนลั่น

"คนข้างในช่วยไม่ได้แล้ว... อย่าเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเลย ! "

ทหารนายนั้นที่มีชื่อว่า 'เสี่ยวเอ้อ' กัดฟันแน่น จ้องมองอาคารโรงเตี๊ยมที่กำลังค่อยๆ ทรุดตัวลง ก่อนจะหันหลังก้าวยาว ๆ วิ่งหนีออกมา หลังจากที่เขาก้าวเท้าพ้นประตูโรงเตี๊ยมออกมาได้เพียงสามอึดใจ พร้อมกับเสียงดังกึกก้อง

"ครืน ! " คลื่นความร้อนและแสงเพลิงลูกใหญ่ก็ม้วนตัวกวาดซัดออกไปรอบทิศทาง โรงเตี๊ยมหยวนเฟิง... พังถล่มลงมาแล้ว

"ป้าบ ! " ฝ่ามือข้างหนึ่งตบลงบนไหล่ของเสี่ยวเอ้อ เขาหันขวับไปมอง เมื่อสายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของคนผู้นั้น ร่างกายก็เกร็งเขม็งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นขึงขัง

"ท่านแม่ทัพ ! "

เป็นหลี่มูที่เพิ่งได้รับข่าวและรีบรุดมาถึงนั่นเอง !

"มีคนหนีออกมาไม่ได้กี่คน ? " หลี่มูกดเสียงต่ำเอ่ยถาม น้ำเสียงมีจังหวะหยุดชะงักไปเล็กน้อย

เสี่ยวเอ้อคือสือจ่าง ของหน่วยลาดตระเวนยามวิกาล และเป็นเขาที่พบเห็นเหตุเพลิงไหม้พร้อมกับเข้าช่วยเหลือเป็นคนแรก สถานการณ์ในยามนี้ เขาคือคนที่รู้ดีที่สุด !

"เรียนท่านแม่ทัพ พอข้ากับพี่น้องพบว่าไฟไหม้ ก็เริ่มเป่าแตรแจ้งเหตุทันที แล้วก็บุกเข้าไปช่วยคนในโรงเตี๊ยมขอรับ..." เสี่ยวเอ้อรายงานตามความเป็นจริง

"แต่ไฟลุกลามเร็วมากจริง ๆ นอกจากแขกยี่สิบกว่าคนที่รู้ตัวทันและหนีรอดออกมาได้เองแล้ว พวกเราช่วยออกมาได้แค่สิบหกคนเท่านั้นขอรับ"

หลี่มูเงยหน้ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นเพียงท่ามกลางฝูงชนในที่ไกลออกไป มีแขกเหรื่อสามสิบสี่คนที่สวมเพียงเสื้อซับในกำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางลมหนาว บนใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันดำปี๋ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา

"ไปหาเสื้อฝ้ายมาให้พวกเขาใส่ที"

หลี่มูหันไปสั่งการลูกน้อง จากนั้นก็เบนสายตากลับไปยังโรงเตี๊ยมหยวนเฟิงที่ถูกไฟเผาจนพังทลาย หว่างคิ้วอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิก ๆ โรงเตี๊ยมแห่งนี้คือสถานที่ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้แขกเหรื่อที่มาร่วมงานฉลองวันเกิดเข้าพัก แขกที่พักอยู่ที่นี่ในคืนนี้ รวมกับบรรดาบ่าวไพร่และผู้ติดตามแล้ว มีจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยชีวิต ทว่ายามนี้คนที่หนีรอดออกมาได้กลับมีไม่ถึงครึ่ง!

ไม่สิ หากนับรวมเถ้าแก่และลูกจ้างคนอื่นๆ ในโรงเตี๊ยมเข้าไปด้วย อัตราส่วนนี้ก็ยิ่งลดต่ำลงไปอีก คนที่รอดชีวิตมาได้ น่าจะมีแค่ราว ๆ หนึ่งในสามเท่านั้น !

หลี่มูกำหมัดแน่น บรรดาเศรษฐีและพ่อค้าจากแต่ละอำเภอเหล่านี้ แม้จะไม่ได้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งอะไรกับตน ทว่าพวกเขาก็คือ "ถุงเงิน" ที่ตนหมายตาเอาไว้ วันหน้ายังต้องพึ่งพาการรีดนาทาเร้นสูบผลประโยชน์จากพวกเขาระยะยาว ทว่าบัดนี้ เพลิงกัลป์เพียงกองเดียวกลับคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายถึงเพียงนี้... ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อแผนการของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ บรรดาเศรษฐีเหล่านี้ วันหน้าเกรงว่ากระทั่งเมืองอันผิงก็คงไม่กล้าเหยียบย่างเข้ามา และยิ่งไม่กล้าข้องแวะอะไรกับหลี่มูอีกแล้ว !

"สาเหตุของเพลิงไหม้คืออะไร ? " หลี่มูเอ่ยถาม นี่คือปัญหาที่เขาสนใจมากที่สุด วันนี้เขาจัดแจงให้แขกเหรื่อทั้งหมดเข้าพักที่โรงเตี๊ยมหยวนเฟิง แล้วบังเอิญกลางดึกก็เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นพอดี... บนโลกใบนี้จะมีเรื่องบังเอิญปานนี้เชียวรึ ?

"เหมือนว่าเปลวเทียนในห้องพักสักห้องจะไปติดผ้าม่านเข้าขอรับ แขกทุกคนล้วนดื่มจนเมามาย หลับสนิท... ลูกจ้างที่รับหน้าที่เฝ้ายามก็แอบอู้งีบหลับ กว่าจะมารู้ตัวตอนที่ไฟลุกลามใหญ่โต ก็ช่วยอะไรไม่ทันแล้วขอรับ" เสี่ยวเอ้อชี้ไปยังเด็กรับใช้สวมชุดผ้าป่านสีชิง ที่อยู่ไกลออกไปพลางเอ่ย "เขาคือลูกจ้างเฝ้ายามของโรงเตี๊ยมหยวนเฟิงขอรับ"

หลี่มูกวักมือเรียก อีกฝ่ายก็รีบเดินตัวสั่นงันงกเข้ามาหาทันที

ตุ้บ !

ทันทีที่เด็กรับใช้เดินเข้ามา หลี่มูยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม เขาก็เข่าอ่อนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ใบหน้าซีดเผือด เอ่ยอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงน่าเวทนา "ท่านแม่ทัพหลี่... ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่น่าแอบอู้เลย ท่านโปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดขอรับ ! "

"ชีวิตข้าน้อยมันไร้ค่า ต่อให้ฆ่าข้าทิ้ง... ก็ชดใช้ชีวิตของแขกคนสำคัญของท่านมากมายเพียงนี้ไม่ได้หรอกขอรับ"

ข่าวที่หลี่มูจัดงานเลี้ยงรับรองแขกที่เมืองอันผิงในวันนี้ ย่อมถูกลือสะพัดไปทั่วเมืองตั้งนานแล้ว

ในมุมมองของเด็กรับใช้ แขกที่พักอยู่ในโรงเตี๊ยมหยวนเฟิงในคืนนี้ ล้วนแต่เป็นสหายและแขกคนสำคัญของหลี่มูทั้งสิ้น ทว่าคนเหล่านี้กลับต้องมาจบชีวิตลงเพราะความสะเพร่าของเขา ไม่ว่าจะมองมุมไหน เขาก็ต้องชดใช้ให้กับเรื่องนี้

ชดใช้ด้วยอะไรน่ะรึ ? ย่อมเป็นความตายอย่างแน่นอน !

"ถ้าอยากรอดตาย ก็ตอบคำถามข้ามาตามความจริง" หลี่มูเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "ไฟเริ่มไหม้จากห้องไหน ? "

เด็กรับใช้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "น่าจะเป็นห้องอักษรตี้ หมายเลขสาม สี่ และห้า ขอรับ ห้องไหนแน่... ข้าเองก็บอกไม่ได้ ตอนที่ข้าพบว่าไฟไหม้ ไฟในสามห้องนี้ลุกโชนรุนแรงที่สุด เห็นได้ชัดว่าไหม้มาพักใหญ่แล้ว ส่วนที่อื่น ๆ กับห้องอื่น ๆ เหมือนเพิ่งจะติดไฟได้ไม่นานขอรับ"

"ห้องอักษรตี้หมายเลขสาม สี่ และห้า..." หลี่มูพึมพำครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกดเสียงต่ำถาม "แขกที่พักอยู่ในสามห้องนี้ หนีออกมาไม่ได้งั้นรึ ? "

"ไม่ได้ขอรับ" เด็กรับใช้หน้าซีดเผือดส่ายหน้ารัว

"เจียงหู่ หลังจากดับไฟเสร็จแล้ว ไปค้นหาศพแขกในสามห้องนี้ดู" กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหลี่มูกระตุกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เขาทอดสายตามองกองเพลิงที่กลายเป็นซากปรักหักพังด้วยสีหน้าดำมืดจนน่ากลัว: "ข้าอยากจะรู้นักว่านี่มันเป็นแค่อุบัติเหตุ หรือมีคนอยู่เบื้องหลังกันแน่ ! "

อีกด้านหนึ่ง บรรดาแขกที่โชคดีหนีตายรอดพ้นจากโรงเตี๊ยมมาได้ ยามนี้ก็พากันแห่กรูกันเข้ามา พวกเขามองดูกองเพลิง เอ่ยด้วยความหวาดผวาและขวัญหนีดีฝ่อ

"ท่านแม่ทัพหลี่... นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ? "

"..." หลี่มูหรี่ตาลง "ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ ข้าจะให้คำตอบแก่พวกท่านอย่างแน่นอน"

แม้ยามนี้เขาจะมีทั้งขุนพลและกำลังทหาร ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังหรือความแข็งแกร่งก็สามารถบดขยี้บรรดาพ่อค้าเศรษฐีเหล่านี้ได้อย่างราบคาบ ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็ไม่อาจใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้อื่นได้ ถึงอย่างไรคนเหล่านี้ก็เดินทางมาร่วมงาน "ฉลองวันเกิด" ของตน ยามนี้กลับต้องมาล้มตายและบาดเจ็บมากมายในเมืองอันผิง

หากไม่สามารถหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลมาให้ได้ ชื่อเสียงของเขาคงพังป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี

บรรดาแขกเหรื่อได้ยินก็พากันซุบซิบนินทา จับเข่าคุยกันเสียงเบา จู่ ๆ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีแผลถูกไฟลวกบนใบหน้าก็กัดฟันแน่น แหวกฝูงชนเดินเข้ามา เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันเกรี้ยวกราด "หลี่มู... ไฟไหม้ครั้งใหญ่นี้ คงไม่ใช่ฝีมือการวางเพลิงของเจ้าเองหรอกกระมัง ? "

"เจ้าคิดจะฆ่าล้างบางพวกเราทุกคนในเมืองอันผิง เพื่อยึดครองทรัพย์สมบัติของพวกเราใช่หรือไม่ ! "

จบบทที่ ตอนที่ 387 ตั้งข้อสงสัย

คัดลอกลิงก์แล้ว