- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 382 บัตรเชิญร่วมงานเลี้ยง
ตอนที่ 382 บัตรเชิญร่วมงานเลี้ยง
ตอนที่ 382 บัตรเชิญร่วมงานเลี้ยง
ตอนที่ 382 บัตรเชิญร่วมงานเลี้ยง
เวลาหนึ่งคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว รุ่งอรุณของวันถัดมา หลี่มูไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องการลอบสังหารเมื่อคืนให้ครึกโครมแต่อย่างใด ทว่ากลับสั่งให้เฉินหลินนำพี่น้องหลายสิบคนเดินทางจากเมืองอันผิงมุ่งหน้าสู่เมืองฉีโจว เพื่อสืบข่าวคราวความเคลื่อนไหวของพรรคฮวาจู๋และจวนเจิ้นหนานอ๋องในยามนี้ กองทัพฉางหนิงเพิ่งเกณฑ์ทหารใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ยามนี้กำลังขาดแคลนเงินทุน พรรคฮวาจู๋ศัตรูเก่าดันมาแกว่งเท้าหาเสี้ยนในเวลาแบบนี้พอดิบพอดี... หากไม่จัดการพวกมันซะ วันหน้าหลี่มูจะเอาหน้าไปปกครองลูกน้องได้อย่างไร ?
ในขณะเดียวกัน เจี่ยชวนก็ได้ส่งคนเดินทางไปยังอำเภออื่น ๆ ทั่วทั้งเมืองหงโจว เพื่อส่งบัตรเชิญร่วมงานฉลองวันเกิดในนามของหลี่มู ไปยังบรรดาเศรษฐี พ่อค้าวาณิช หรือกระทั่งศาลาว่าการอำเภอในท้องถิ่น
ทันทีที่บัตรเชิญเหล่านี้ถูกส่งออกไป ก็ก่อให้เกิดคลื่นลมลูกใหญ่ตามมาทันที ปฏิกิริยาของบรรดาพ่อค้าและเศรษฐีในแต่ละอำเภอนั้นไม่ได้รุนแรงเท่าใดนัก ถึงอย่างไรเรื่องพรรค์นี้พวกเขาก็เคยประสบพบเจอมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว... ในยุคสมัยเช่นนี้ คนที่สามารถสะสมทรัพย์สินได้เป็นหมื่น ๆ ล้วนไม่มีใครโง่เขลาเลยสักคน ในยามปกติพวกเขาใช้อำนาจบาตรใหญ่รีดไถชาวบ้าน เงินที่หามาได้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำไปติดสินบนขุนนางและพวกนักเลงหัวไม้ในท้องถิ่น คนของทางการมักจะใช้ข้ออ้างอย่าง "ฉลองวันเกิด" "ขึ้นบ้านใหม่" "แต่งอนุภรรยา" และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเรียกร้องเงินทองจากพวกเขา ปากก็บอกว่าเป็นของขวัญ แต่แท้จริงแล้วก็คือการเรียกเก็บ "ค่าคุ้มครอง" ทางอ้อมนั่นเอง บรรดาเศรษฐีต่างคุ้นชินกับเรื่องนี้ดี กระทั่งยังมองว่ามันเป็นช่องทางสำคัญในการผูกมิตรกับขุนนางอีกด้วย
เมื่อก่อนในเมืองหงโจว หลิวจี้มีอำนาจล้นฟ้า บรรดาพ่อค้าในแต่ละท้องที่หากต้องการจะเกาะแข้งเกาะขาเขา มักจะต้องอาศัยเส้นสายหาหนทางเพื่อส่งมอบของขวัญไปให้ถึงมืออีกฝ่ายให้จงได้
ทว่ายามนี้หลี่มูได้ปลิดชีพแม่ทัพรักษาการณ์ผู้นี้ไปแล้ว ศึกใหญ่เพียงครั้งเดียว ก็ได้ตอกย้ำถึงสถานะอันไร้เทียมทานของเขาในเมืองหงโจวได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ บรรดาเศรษฐีในแต่ละอำเภอต่างก็มีความคิดที่อยากจะผูกมิตรและประจบสอพลอเขาอยู่แล้ว...
ยามนี้เมื่อหลี่มูเป็นฝ่ายส่งบัตรเชิญให้พวกเขามาร่วมงานเลี้ยงด้วยตัวเอง ย่อมถือเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มาเยือนถึงที่และเสนอหน้าทำความรู้จัก พวกเขาดีใจแทบไม่ทัน ย่อมไม่มีทางขุ่นเคืองเพียงเพราะต้องเสียเงินและของขวัญไปเล็ก ๆ น้อย ๆ แน่
ทว่าการกระทำเช่นนี้กลับสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับบรรดาศาลาว่าการอำเภอต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอำเภอซื่อสุ่ย ที่เคยสมรู้ร่วมคิดกับพรรคหมาป่าอินทรี และผูกใจเจ็บต่อหลี่มูอย่างสุดซึ้ง !
"ปัง ! " ภายในห้องโถงศาลาว่าการอำเภอ เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว เห็นเพียงนายอำเภอซื่อสุ่ยจ้องมองจดหมายเชิญบนโต๊ะด้วยสีหน้าดำมืดจนน่ากลัว เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า "ความอัปยศอดสู นี่มันความอัปยศอดสูชัด ๆ ... ไอ้โจรชั่วหลี่มูมันจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ! "
วันวาน ตอนที่หลี่มูเพิ่งเริ่มต้นแผนการสร้างชื่อเสียง เขาก็ใช้อำเภอซื่อสุ่ยเป็นเป้าหมายแรก พรรคหมาป่าอินทรีฝังรากลึกอยู่ในอำเภอนี้มานานปี แผ่อิทธิพลอย่างกว้างขวาง แม้จะทำเรื่องชั่วช้ามานานปี ทว่าด้วยความที่ส่งส่วยผลประโยชน์ให้ทางการอย่างมหาศาล สถานะของพวกมันจึงมั่นคงดั่งภูผา
ทว่าเมื่อหลี่มูนำคนบุกมายังซื่อสุ่ย แล้วกวาดล้างพรรคหมาป่าอินทรีจนเลือดนองเป็นสายน้ำ พละกำลังของพรรคนี้ก็ถูกบั่นทอนลงอย่างหนัก ชาวบ้านในท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่ถูกกดขี่ข่มเหงมานานปีต่างก็รวมตัวกัน ราวกับตีหมาตกน้ำ เริ่มออกกวาดล้างพวกนักเลงหัวไม้ที่หลงเหลืออยู่... เมื่อพรรคหมาป่าอินทรีล่มสลายลง ตลาดและบ้านเมืองในอำเภอซื่อสุ่ยก็สงบสุขขึ้นมาก ทว่าคนของศาลาว่าการกลับต้องเผชิญกับความยากลำบาก ไม่มีใครส่งเงินสกปรกให้พวกเขาอีกต่อไป ลำพังแค่เบี้ยหวัดที่ราชสำนักแจกจ่ายให้ทุกเดือน ย่อมไม่มีทางเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเคยชินกับพฤติกรรมการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย จับจ่ายใช้สอยราวกับเทน้ำเทท่า ไม่นานนักชีวิตความเป็นอยู่ก็เริ่มขัดสนชักหน้าไม่ถึงหลัง พวกเขาย่อมต้องโยนความผิดเรื่องนี้ไปให้หลี่มู
"ใต้เท้า ไอ้โจรชั่วหลี่มูสังหารท่านแม่ทัพหลิวไปแล้ว ยามนี้ทหารทั้งเมืองหงโจวต่างก็ไร้ผู้นำ บรรดารองแม่ทัพก็ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปในเมืองอันผิง..."
กุนซือที่อยู่ด้านข้างลดเสียงลงต่ำ เอ่ยเสียงสั่น "ตอนนั้นพวกเราส่งคนไปช่วยท่านแม่ทัพหลิวกวาดล้างโจรไม่น้อย การที่หลี่มูเชิญท่านไปเมืองอันผิงย่อมไม่ใช่เจตนาดีแน่... เกรงว่าคงจะเป็นงานเลี้ยงหงเหมิน (งานเลี้ยงเพื่อลอบสังหาร) กระมังขอรับ ? "
นายอำเภอซื่อสุ่ยเงียบไป แม้เขาจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ ทว่าร่างกายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดขุนนางกลับเริ่มสั่นเทาขึ้นมาแล้ว
"บัดซบ หลี่มูมันฆ่าขุนนางของราชสำนักไปตั้งหลายคน ทำไมฝ่าบาทถึงยังไม่ส่งกองทัพมากวาดล้างมันอีก ? " นายอำเภอซื่อสุ่ยกัดฟันกรอด กุนซือได้ยินก็ไม่เอ่ยอะไร
อันที่จริงทั้งสองต่างก็รู้อยู่แก่ใจดี ยามนี้ฮ่องเต้แคว้นฉีกำลังปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่กับการปราบปรามกบฏโพกผ้าเหลือง จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจเรื่องทางชายแดนใต้ ?
"ทางจวนเจิ้นหนานอ๋องล่ะ..." นายอำเภอเอ่ยขึ้น ในสถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนทางรอดเดียวก็คือการขอความช่วยเหลือจากจวนเจิ้นหนานอ๋องเท่านั้น
"ใต้เท้า ข้าได้ยินมาว่าหลายวันนี้จวนอ๋องปิดประตูเงียบ ปฏิเสธการรับแขก ดูเหมือนจะเกิดเรื่องใหญ่บางอย่างขึ้นขอรับ" น้ำเสียงของกุนซือหนักอึ้งยิ่งขึ้น
เจิ้นหนานอ๋องมีกองทัพที่เกรียงไกรและม้าศึกที่แข็งแกร่ง ประจำการอยู่ที่ชายแดนใต้ ถือเป็นฮ่องเต้น้อยแห่งดินแดนแถบนี้อย่างแท้จริง บนดินแดนแห่งนี้ ยังมีเรื่องอะไรที่ทำให้พวกเขาต้องให้ความสำคัญถึงเพียงนี้อีก ?
"หรือว่าท่านอ๋องจะป่วยหนัก ? "
นายอำเภอซื่อสุ่ยขมวดคิ้วมุ่น ขบคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก การป้องกันชายแดน เดิมทีก็เป็นหน้าที่ของกองบัญชาการทหารรักษาเมืองอยู่แล้ว ทว่าเนื่องจากหลิวจี้ถูกสังหาร และราชสำนักก็ยังไม่ได้แต่งตั้งผู้บัญชาการคนใหม่มาแทนที่ จึงส่งผลให้กองทัพในเมืองหงโจวไร้ผู้นำ ข่าวการรุกรานของพวกคนเถื่อนจึงไม่สามารถส่งต่อไปยังแต่ละอำเภอได้ทันท่วงที เมื่อราชสำนักไร้ซึ่งคำสั่ง การขอความช่วยเหลือจากจวนเจิ้นหนานอ๋องก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน...
นายอำเภอซื่อสุ่ยลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยปากออกมาราวกับตัดสินใจเรื่องที่ยากลำบากที่สุด "ช่างเถอะ ข้าดูแล้วหลี่มูมันก็แค่ต้องการเงิน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซือเหย๋ เจ้าจงไปเมืองอันผิงแทนข้า แล้วมอบเงินให้มันไปก้อนหนึ่งซะ ! "
"ถือซะว่าจ่ายเงินซื้อความสงบสุขก็แล้วกัน..."
หลังจากพูดประโยคนี้จบ นายอำเภอซื่อสุ่ยก็รู้สึกว่าการกระทำของตนนั้นช่างน่าอับอายขายหน้า จึงเอ่ยแก้เกี้ยวว่า "ไม่สิ ถือซะว่า... โยนกระดูกให้หมาหิวโซกินก็แล้วกัน ! "
……
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว สามวันก็ผ่านพ้นไป ภายในหอสุ่ยเซียน บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง หลี่มูสวมชุดหรูหรานั่งอยู่กลางห้องโถง จิบชาด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ส่วนด้านข้างก็มีทหารสวมเกราะของกองทัพฉางหนิงยืนขนาบอยู่ทั้งสองฝั่ง สีหน้าเคร่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร วันนี้คือ "วันคล้ายวันเกิด" ของเขา !
อันที่จริง หลี่มูก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันเกิดของร่างเดิมคือวันไหน ทว่าสำหรับเขาแล้ววันที่นั้นไม่สำคัญเลยสักนิด งานฉลองวันเกิดครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็คือการขู่กรรโชกทรัพย์ในรูปแบบหนึ่งต่างหาก
"หลิวซงหมิง ผู้นำตระกูลหลิวแห่งอำเภอชิงชุย มาถึงแล้ว ! " สิ้นเสียงตะโกนแจ้งของคนรับรองแขก ก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดหรูหราเดินเข้ามาทางประตู ด้านหลังยังมีผู้ติดตามอีกหลายคนช่วยกันแบกหีบไม้ขนาดใหญ่เข้ามาด้วย เมื่อหีบไม้วางลงบนพื้น ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ซุบซิบกับคนรับรองแขกสองสามประโยค ก่อนที่คนรับรองแขกจะตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังกังวานอีกครั้ง
"ผู้นำตระกูลหลิวมอบของขวัญวันเกิด สิงโตหยกขาวหนึ่งคู่ เงินสดแปดพันตำลึง ! "
พรึ่บ !
หีบไม้ถูกเปิดออก เห็นเพียงแสงประกายระยิบระยับของเงินตำลึงสาดส่องออกมาในชั่วพริบตา จากนั้นก็มีคนอีกคนเดินตามหลังมา ชูถาดในมือขึ้นสูง เห็นเพียงสิงโตหยกสองตัวที่ถูกสลักเสลาอย่างประณีตราวกับมีชีวิตปรากฏแก่สายตาทุกคน มันถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง เนื้อหยกก็เป็นของชั้นเลิศ มูลค่าของมันย่อมไม่ต่ำกว่าห้าพันตำลึงอย่างแน่นอน
"ท่านแม่ทัพหลี่ ผู้น้อยเลื่อมใสศรัทธาท่านมาเนิ่นนาน วันนี้ได้พบหน้า ช่างสง่างามสมคำร่ำลือจริง ๆ ! "
สายตาของหลิวซงหมิงกวาดมองไปรอบหอสุรา ไม่นานก็หยุดลงที่หลี่มู เขารีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาค้อมเอวโค้งคำนับอย่างประจบสอพลอถึงขีดสุด:
"การที่ได้มาร่วมงานฉลองวันเกิดของท่าน นับเป็นวาสนาสามชาติของผู้น้อยจริง ๆ !"
"พี่หลิวไม่ต้องเกรงใจไป ผู้มาเยือนล้วนเป็นแขก เชิญนั่ง" หลี่มูยิ้มรับอย่างอ่อนโยน
"พี่หลิวอุตส่าห์เดินทางมาไกล แถมยังต้องเสียเงินเสียทองตั้งมากมาย ทำให้ข้ารู้สึกเกรงใจยิ่งนัก"
"ท่านแม่ทัพหลี่กล่าวหนักไปแล้ว ! การที่ได้ผูกมิตรกับท่านถือเป็นบุญวาสนาของข้า ของนอกกายแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ ? "
หลิวซงหมิงทำหน้าราวกับถูกลบหลู่เกียรติอย่างใหญ่หลวง ตบหน้าอกตัวเองฉาดใหญ่พลางเอ่ย "อย่าว่าแต่ของขวัญแค่นี้เลย ขอเพียงท่านพอใจ ต่อให้ต้องการชีวิตของข้า ข้าก็ยินดีมอบให้ด้วยความเต็มใจ"
เมื่อได้ยินคำป้อยออันแสนจะเสแสร้งนี้ สีหน้าของหลี่มูก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า "การที่พี่หลิวมาเข้าร่วมงานฉลองวันเกิดของข้าได้ วันหน้าพวกเราก็คือเพื่อนกันแล้ว ! "
หลิวซงหมิงได้ยินก็ดีใจจนเนื้อเต้น ไม่นานก็มีคนเดินเข้ามา นำทางเขาไปนั่งที่โต๊ะภายในห้องโถง
"เจียงหู่ มีคนมาเท่าไหร่แล้ว?" หลี่มูวางถ้วยชาลง เงยหน้าขึ้นถาม
"พวกเศรษฐีกับพรรคต่าง ๆ จากอำเภอรอบ ๆ ทยอยกันมาสิบกว่ากลุ่มแล้วล่ะ พี่หลี่ดูสิ ของขวัญจะกองเป็นภูเขาอยู่แล้ว ! "
เจียงหู่ที่กำลังรับหน้าที่ต้อนรับแขกฉีกยิ้มกว้าง ชี้ไปยังบริเวณโต๊ะข้างเคียงของหอสุ่ยเซียน เห็นเพียงตรงนั้นเต็มไปด้วยของล้ำค่าหายากนานาชนิด ทั้งพระพุทธรูปทองคำแท้ งานแกะสลักหยกใสกระจ่าง ภาพเขียนและโบราณวัตถุ... และแน่นอน สิ่งที่มีมากที่สุดก็คือหีบใส่เงินตำลึง !
คำนวณคร่าว ๆ มูลค่าของสิ่งของเหล่านั้นก็น่าจะเกินสามแสนตำลึงเข้าไปแล้ว
หลี่มูทอดถอนใจออกมาเบา ๆ วันวานยามที่เขาต้องการเงิน ยังต้องนำทัพไปปล้นชิงด้วยตัวเอง ทว่ายามนี้ เพียงแค่เอ่ยปาก ก็มีคนแย่งกันเอามาประเคนให้ถึงหน้าประตูบ้าน นี่แหละคือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากการมีอำนาจบารมี
และในขณะที่เขากำลังทอดถอนใจอยู่นั้น เสียงจากหน้าประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"กุนซือซุน แห่งศาลาว่าการอำเภอซื่อสุ่ย มาถึงแล้ว ! "
หลี่มูได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้น
"นายอำเภอซื่อสุ่ยคนนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาซะเลย... ตัวเองไม่ยอมมา กลับส่งกุนซือมาเป็นตัวแทนพวกเรางั้นรึ ? " น้ำเสียงของเจียงหู่เจือไปด้วยความไม่พอใจ
หลี่มูลูบคาง บรรดาพ่อค้าและเศรษฐีที่มาร่วมงานในวันนี้ ล้วนเป็นระดับเถ้าแก่ใหญ่หรือผู้นำตระกูลทั้งสิ้น ไม่มีใครกล้าส่งลูกน้องมาแทนเลยสักคน ศาลาว่าการอำเภอซื่อสุ่ยแห่งนี้... นับเป็นรายแรก !
"อย่าเพิ่งใจร้อน รอดูไปก่อนว่าพวกเขาส่งอะไรมาเป็นของขวัญ" หลี่มูเอ่ยเสียงเรียบ