- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 357 กลับมาพร้อมของเต็มคันรถ
ตอนที่ 357 กลับมาพร้อมของเต็มคันรถ
ตอนที่ 357 กลับมาพร้อมของเต็มคันรถ
ตอนที่ 357 กลับมาพร้อมของเต็มคันรถ
"กองทัพกบฏของหลี่มู ! "
"แย่แล้ว ศัตรูบุก ! "
สิ้นเสียงประกาศตัวของเฉินหลิน ทหารกองขบวนขนส่งก็แผดเสียงร้องตะโกนด้วยความหวาดผวา ขุนนางคุมขบวนที่อยู่หน้าสุดกัดฟันกรอด คว้าอาวุธหมายจะนำกำลังพลเข้าต่อต้าน ทว่าวินาทีต่อมา ดาบในมือยังไม่ทันง้างขึ้น ก็ถูกเฉินหลินยิงธนูปักเข้ากลางอกเสียก่อน หัวธนูเสียบทะลุรอยต่อของชุดเกราะเข้าไปอย่างแม่นยำไร้ที่ติ มุมปากของขุนนางคุมขบวนมีเลือดสายหนึ่งไหลซึมออกมา เขาก้าวซวนเซถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะล้มจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น
"พวกเจ้าฟังให้ดี ข้ากับพวกเจ้าไม่ได้มีความแค้นต่อกัน หากยอมวางอาวุธแล้วไสหัวไปแต่โดยดี ข้าจะละเว้นชีวิตพวกเจ้าสักครั้ง"
เฉินหลินยังคงรักษาท่ายิงธนูเอาไว้ ทอดสายตามองกลุ่มทหารขบวนขนส่งที่กำลังขวัญหนีดีฝ่อด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
"แต่หากยังดื้อด้านไม่รู้ผิดชอบชั่วดี อยากจะลองดีกับลูกธนูของข้า... ข้าก็พร้อมจะจัดให้ ! "
ระยะห่างระหว่างเฉินหลินกับขบวนเสบียงมีอย่างน้อยเกือบสิบจั้ง ภายใต้สถานการณ์ที่วิสัยทัศน์ย่ำแย่ในยามวิกาลเช่นนี้ การที่เขาสามารถยิงธนูโดนขุนนางคุมขบวนได้อย่างแม่นยำ ฝีมือยิงธนูอันล้ำเลิศนี้ก็ได้ข่มขวัญทุกคนในที่นั้นจนตกตะลึงไปในพริบตา
"พวกเจ้าจะยืนบื้ออยู่ทำไม ? รู้หรือไม่ว่าในฐานะผู้คุ้มกันขบวน หากสินค้าถูกปล้นไป ก็มีโทษประหาร ตายสถานเดียว ! " ขุนนางคุมขบวนที่ถูกยิงกลางอกใช้แรงทั้งหมดที่มีแผดเสียงคำราม
"สู้ตายยังพอมีทางรอด ยอมจำนนก็มีแต่ตายเท่านั้น"
"หากก่อนตายสามารถฆ่าพวกกบฏได้สักสองสามคน ไม่แน่ว่าวันหน้าใต้เท้าทั้งหลายอาจจะพิจารณาความดีความชอบ มอบเงินปลอบขวัญก้อนโตให้กับครอบครัวของพวกเราก็ได้ ! "
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทหารเหล่านั้นก็กัดฟันกรอด ตัดสินใจเด็ดขาดคว้าอาวุธพุ่งพรวดออกมาจากที่กำบัง แผดเสียงโห่ร้องพุ่งทะยานเข้าใส่พวกเฉินหลินทันที
เมื่อเห็นว่าข่มขวัญอีกฝ่ายไม่สำเร็จ เฉินหลินก็สบถด่าเสียงต่ำ
การมาครั้งนี้เขานำทหารมาไม่มากนัก เพราะกองกำลังที่ขนส่งสินค้าให้หลิวจี้ไม่ได้มีแค่ขบวนเดียว ทว่าออกเดินทางมาจากอำเภอหลินอัน ชิงสุ่ย ซื่อสุ่ย และอำเภออื่น ๆ รวมสี่ถึงห้าอำเภอ แบ่งเป็นสี่ห้าขบวน ด้วยเหตุนี้ เฉินหลินกับเจียงหู่ ต้าจู้ สือโถว และคนอื่นๆ จึงแยกย้ายกันไป นำกำลังพลคนละประมาณหนึ่งร้อยนายไปดักสกัดในเส้นทางที่ต่างกัน
เนื่องจากเมื่อช่วงเช้าเพิ่งจะผ่านศึกใหญ่มาหมาด ๆ บวกรวมกับผลกระทบด้านลบสองเท่าจากธงโลหิต ต่อให้ได้พักผ่อนมาหลายชั่วยามแล้ว ทหารกองทัพฉางหนิงก็ยังคงมีความเหนื่อยล้าหลงเหลืออยู่บ้าง
เดิมทีเฉินหลินตั้งใจจะข่มขวัญควบคุมสถานการณ์ไว้ หากสามารถบรรลุผลลัพธ์แบบสยบศัตรูโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อได้ย่อมดีที่สุด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแผนการที่วางไว้จะพังไม่เป็นท่าเสียแล้ว
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็สู้กันเลยก็แล้วกัน ! " แววตาของเฉินหลินสาดประกายดุดัน เขาคือคนที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาพี่น้องทีมล่าสัตว์ของหลี่มู ทว่าความอายุน้อยไม่ได้หมายความว่าพึ่งพาไม่ได้ ในทางกลับกัน พลังรบและความสามารถในการนำทัพของเขากลับอยู่ในระดับแนวหน้าในหมู่พี่น้องทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชายิงธนูของเขา กระทั่งหลี่มูก็ยังเทียบไม่ติด ในระยะร้อยก้าว หากเฉินหลินต้องการยิงตาซ้ายของใคร ก็จะไม่มีทางพลาดไปโดนตาขวาอย่างเด็ดขาด !
ตึง...
เฉินหลินง้างคันธนูยาว เล็งเป้าไปที่มือปราบที่วิ่งนำหน้าสุดแล้วปล่อยสาย ชั่วพริบตานั้น เลือดก็สาดกระเซ็น มือปราบผู้นั้นร้องครางอึกหนึ่ง ก่อนจะล้มพับลงไปอย่างหมดสภาพ
ส่วนทหารกองร้อยอี่ ด้านหลังเขาก็พากันทำตาม คันธนูยาวถูกง้างและปล่อยอย่างต่อเนื่อง ห่าฝนลูกธนูพุ่งเทลงมาจากท้องฟ้าราวกับห่าฝน เวลาผ่านไปไม่นาน บนพื้นดินก็มีซากศพเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบศพ ทว่าอาศัยการพุ่งทะลวงที่แลกมาด้วยชีวิตของสหาย ทหารแคว้นฉีในแถวหลังก็สามารถบุกประชิดตัวพวกเฉินหลินได้สำเร็จ
"เปลี่ยนอาวุธ ! "
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินหลินก็เคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาดฉับไว แขวนคันธนูยาวไว้ที่อานม้า แล้วชักดาบยาวที่มีความยาวของด้ามและตัวดาบพอ ๆ กันออกมาจากเอว
ทหารนับร้อยนายด้านหลังเขาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ ราวกับพิมพ์เดียวกันออกมา ทุกคนล้วนเก็บคันธนูยาวแล้วชักดาบยาวออกมา
เคร้ง !
เฉินหลินกระหนาบหน้าท้องม้า อาศัยแรงส่งจากการพุ่งทะยาน ตวัดดาบฟันขวางเข้าใส่ศัตรูเบื้องหน้า หอกยาวหลายเล่มแทงสวนมา วินาทีต่อมา ได้ยินเพียงเสียงเป๊าะดังขึ้น หอกยาวหลายเล่มนั้นถูกฟันขาดครึ่งท่อน ส่วนวิถีดาบกลับไม่ได้ลดทอนลงเลย พัดผ่านร่างของทหารที่ถือหอกเหล่านั้นไปราวกับสายลม
ฉึก ๆ ๆ !
เสียงคมดาบเชือดเฉือนเนื้อหนังดังระงมไปทั่วสมรภูมิ ทหารแคว้นฉีที่พุ่งนำหน้ามาคนแรกรู้สึกเพียงโลกหมุนเคว้ง วินาทีต่อมา เขามองเห็นโลกในคลองจักษุเริ่มสลับกลับหัวกลับหาง และสุดท้าย เขาก็มองเห็นแผ่นหลังของศพไร้หัวหลายศพ ซึ่งในจำนวนนั้น มีอยู่ร่างหนึ่ง... ดูเหมือนจะเป็นตัวข้าเอง ?
ทหารแคว้นฉีนายนั้นเบิกตากว้าง ถึงตอนนั้นถึงได้ตระหนักว่าหัวของตนได้ถูกเฉินหลินฟันขาดกระเด็นไปแล้ว ภาพโลกกลับหัวที่เห็นเมื่อครู่ เป็นเพราะหัวหลุดออกจากบ่าแล้วร่วงหล่นลงมา ทำให้เกิดภาพลวงตาต่างหาก !
เขาพยายามจะกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ทว่ากลับพบว่าไม่อาจเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้เลย สติสัมปชัญญะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอย่างรวดเร็ว
เฉินหลินตวัดดาบเดียวตัดหัวกระเด็นไปหลายหัว บนใบหน้าขาวผ่องมีหยดเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นใส่ เขามองดูศพไร้หัวหลายศพที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า มุมปากปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม มีคนจำนวนมากถูกเกมออนไลน์และผลงานภาพยนตร์ทำให้เข้าใจผิด คิดว่าพลธนูล้วนเป็นพวกอ่อนแอขี้โรค ขอเพียงถูกบุกประชิดตัวได้ก็เป็นได้แค่เหยื่อรอถูกเชือด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความคิดเช่นนี้ผิดมหันต์ คันธนูแข็งในยุคสมัยนี้ไม่ได้มีรอกผ่อนแรงเหมือนธนูทดแรง การจะง้างธนูปล่อยศรได้ ต้องอาศัยพละกำลังจากร่างกายล้วน ๆ เมื่อเวลาผ่านไป พลธนูแต่ละคนจึงถูกฝึกฝนจนมีรูปร่างกำยำล่ำสัน ท่อนแขนกระทั่งใหญ่กว่าต้นขาของคนธรรมดาทั่วไปเสียอีก
แม้รูปร่างของเฉินหลินจะดูไม่ได้กำยำล่ำสันจนน่ากลัวเหมือนเจียงหู่หรือต้าจู้ ทว่าการฝึกฝนเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน ก็ทำให้เขามีพละกำลังมหาศาลเช่นกัน บวกรวมกับแรงส่งจากการควบม้าพุ่งทะยาน ดาบนี้ฟันฉับลงไป การจะตัดหัวสองสามหัวจึงง่ายดายพลิกฝ่ามือ !
ไม่ใช่แค่เขา กระทั่งพลธนูที่คอยง้างธนูยิงอยู่ด้านหลังเฉินหลินเมื่อครู่ ยามนี้เมื่อเปลี่ยนอาวุธแล้ว แต่ละคนก็พุ่งทะยานราวกับพยัคฆ์ลงเขา บุกตะลุยเข้าไปในฝูงชนแล้วเริ่มฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง ชั่วพริบตานั้นก็เห็นเพียงเลือดเนื้อสาดกระเซ็น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังกึกก้อง
เมื่อเห็นภาพนี้ ทหารหลวงที่อุตส่าห์รวบรวมความกล้าเพื่อลุกขึ้นสู้ ก็ถูกทำให้ตกใจกลัวจนยืนอึ้งอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เคร้ง !
มือปราบคนหนึ่งมือไม้อ่อน ดาบในมือร่วงหล่นลงพื้น ส่งเสียงกระทบกันดังกังวาน และพร้อมกับเสียงนั้น เสียงอาวุธร่วงหล่นลงพื้นก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
"ขะ... ข้ายอมแพ้แล้ว ! "
"อย่าฆ่าข้าเลย ! "
มีคนร้องตะโกนพลางคุกเข่าลงกับพื้น
นี่คือการต่อสู้ที่ระดับต่างกันอย่างสิ้นเชิง กองร้อยอี่ที่เฉินหลินนำมา ถือเป็นกองทัพชั้นยอดในหมู่กองทัพฉางหนิง ส่วนทหารหลวงที่คอยคุ้มกันขบวนรถสินค้าเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นแค่พวกสวะที่รวบรวมมาจากพวกมือปราบและทหารยาม ยามปกติกระทั่งโจรป่ายังรับมือไม่ได้ด้วยซ้ำ...
"มัดพวกมันไว้ ! แล้วโยนไปทิ้งไว้ข้างทาง ! "
เมื่อเห็นว่าศัตรูสูญเสียความกล้าที่จะต่อต้านไปแล้ว เฉินหลินก็ไม่ได้ฆ่าล้างบางต่อ แต่สั่งให้ลูกน้องมัดมือมัดเท้าพวกมันแล้วโยนทิ้งไว้ข้างทาง
"ท่านแม่ทัพ สินค้าพวกนี้จะจัดการยังไงดีขอรับ ? " ทหารกองทัพฉางหนิงนายหนึ่งเดินเข้ามา ชี้ไปที่รถม้าบรรทุกสินค้าหลายสิบคันพลางเอ่ยถาม
"คันไหนดึงไปได้ก็ดึงไป" เฉินหลินเหลือบมองรถม้าเหล่านั้น มีรถม้าคันใหญ่หลายคันพลิกคว่ำจากการระดมยิงเมื่อครู่ สินค้าตกกระจายเกลื่อนพื้น แกนล้อก็หักสะบั้น
"ส่วนคันไหนดึงไปไม่ได้ ก็ให้ไปแจ้งชาวบ้านตามหมู่บ้านแถวนี้ ให้พวกเขากอบโกยเอาไปได้มากเท่าที่ต้องการเลย ! "
พวกเฉินหลินมาไวไปไว เขารู้ดีว่าข่าวเรื่องขบวนเสบียงถูกปล้น อีกไม่นานก็คงรู้ไปถึงหูของหลิวจี้ที่ตั้งค่ายอยู่ที่หมู่บ้านหวงซาน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกองทัพใหญ่ของอีกฝ่ายปิดล้อม จึงไม่กล้าอ้อยอิ่งอยู่แม้แต่น้อย รีบต้อนสัตว์พาหนะที่ลากรถม้าหลายสิบคันนั้นเปลี่ยนทิศทาง แล้วหายวับไปในความมืดมิดยามราตรีอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปราวหนึ่งจิบชา
ท่ามกลางความมืดมิดก็ปรากฏเงาร่างของคนจำนวนมากโผล่มาให้เห็นลาง ๆ นั่นคือกลุ่มชาวบ้านที่อดอยากหิวโหยจนตาลุกวาวเป็นแสงสีเขียวไปตั้งนานแล้ว พวกเขามองดูรถม้าที่พังเสียหายกับเสบียงอาหารและยารักษาโรคที่ตกเกลื่อนพื้น
ทันใดนั้นก็พากันกรูเข้าไปราวกับฝูงฉลามที่ได้กลิ่นเลือด เพียงชั่วพริบตาก็แย่งชิงข้าวของไปจนหมดเกลี้ยง กว่าหลิวจี้จะได้ข่าวแล้วส่งกองหนุนมาถึง สิ่งที่พวกเขาได้เห็น ก็มีเพียงซากความพินาศที่เหลือทิ้งไว้บนพื้นเท่านั้น !