- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 356 ปล้นกลางทาง
ตอนที่ 356 ปล้นกลางทาง
ตอนที่ 356 ปล้นกลางทาง
ตอนที่ 356 ปล้นกลางทาง
เป๊าะ ! หลี่มูดีดนิ้วเสียงดัง
"เหล่าเจี่ย ช่วงนี้หัวสมองเจ้าชักจะปราดเปรื่องขึ้นทุกวันแล้วนะ" หลี่มูคลี่ยิ้มบาง ๆ
เจตนาของเขาก็คือแบบนี้แหละ !
จริงอยู่ว่าเขาสามารถสั่งฆ่าทหารที่รับหน้าที่ขนย้ายผู้บาดเจ็บเหล่านั้นทิ้งให้หมดได้ การทำแบบนั้นอาจจะสะใจ ทว่าไม่อาจสร้างปัญหาที่ตามมาไม่รู้จบให้กับหลิวจี้ได้ ซ้ำยังเป็นการกระตุ้นความโกรธแค้นในใจของทหารแคว้นฉีเหล่านั้นอีกด้วย
แต่หากเลือกที่จะแค่สร้างบาดแผลโดยไม่เอาชีวิต เพื่อเป็นการรักษากำลังใจของกองทัพ หลิวจี้ก็จำต้องรับคนเหล่านี้กลับไปดูแลรักษาอย่างดี การดูแลทหารบาดเจ็บหนึ่งคน จำเป็นต้องแบ่งกำลังคนไปดูแลถึงสองสามคนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน บวกรวมกับต้องคอยวิ่งวุ่นหาสมุนไพรมาป้อนให้ ขอเวลาแค่อีกสิบกว่าวัน ทหารบาดเจ็บเพียงไม่กี่ร้อยคนก็มากพอที่จะลากกองทัพศัตรูที่มีกำลังคนมากกว่าตนหลายเท่าตัว ให้พังทลายลงไปเองได้อย่างช้า ๆ
"ทหารบาดเจ็บหลายร้อยนาย คงมากพอจะทำให้หลิวจี้หัวหมุนไปอีกนานเลยล่ะ แต่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่ามันจะหน้าด้านส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากกองบัญชาการทหารเมืองฉีโจวและเมืองปิงโจวหรือเปล่า"
เจี่ยชวนได้ยินก็หัวเราะร่วน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลเล็กน้อย "หากพวกมันสามารถระดมทหารหลวงในชายแดนใต้ได้ถึงสามหมื่นนายแล้วยกทัพมากดดันพวกเราจริง ๆ เกรงว่าพวกเราคงผ่านด่านนี้ไปได้ยาก"
"พวกมันไม่กล้าหรอก" หลี่มูตอบกลับอย่างหนักแน่นและเด็ดขาดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "ยามนี้พวกคนเถื่อนกำลังกำเริบเสิบสานอยู่ที่ชายแดน ไม่มีใครกล้าเสี่ยงโยกย้ายกำลังทหารทั้งหมดมาที่นี่ เพียงเพื่อทำสงครามภายในหรอก"
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้หลิวจี้ก็ตกอยู่ในสภาวะขี่หลังเสือลงยากแล้ว ยามนี้มีสายตานับไม่ถ้วนในชายแดนใต้กำลังจับจ้องมองมันอยู่ ทั้งจวนเจิ้นหนานอ๋อง หรือขุนนางในอีกสองเมือง บรรดารองแม่ทัพใต้บังคับบัญชา...
หากมันอุตส่าห์จัดทัพใหญ่มาถึงขนาดนี้ แต่สุดท้ายกลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับหลี่มู จนต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นอย่างน่าสมเพชล่ะก็ นับจากนี้ไป มันคงต้องกลายเป็นตัวตลกของแผ่นดินอย่างสมบูรณ์แบบ จะไม่มีใครให้ความสำคัญหรือเห็นหัวมันอีก ดังนั้น ต่อให้ตอนนี้ต้องกลืนเลือดที่กลบปากลงคอไป หลิวจี้ก็ไม่มีทางไปขอความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนเด็ดขาด
"ตอนนี้ข้าไม่ได้กังวลเรื่องกองบัญชาการทหารของเมืองอื่นหรอก แต่เป็นจวนเจิ้นหนานอ๋องต่างหาก ที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมเคลื่อนไหว ทำให้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจเอาเสียเลย..."
หลี่มูทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางทอดถอนใจยาว ในชายแดนใต้ สิ่งที่เขาระแวดระวังมากที่สุด ก็คือขุมกำลังอันมหาศาลของจวนเจิ้นหนานอ๋อง ฮ่องเต้ไร้บัลลังก์ตัวจริงแห่งแดนใต้ผู้นี้
แม้เขาและอีกฝ่ายจะเคยปะทะและสัมผัสกันเพียงครั้งเดียว ผ่านตัวฮว่าซานเยว่ ทว่ามันก็ฝากความประทับใจที่ตราตรึงลึกซึ้งไว้ในใจเขา ในฐานะขุมกำลังใต้สังกัดจวนอ๋อง แม้ฮว่าซานเยว่จะไม่ได้อยู่ในระดับสูงสุด ทว่ากองทหารม้าเกราะดำใต้บังคับบัญชาของเขากลับดุดันและไร้เทียมทานยิ่งนัก หากวันนั้นเขาไม่ได้ใช้ป้ายเสือเรียกทัพอัญเชิญกองทัพเป้ยกุยออกมา เกรงว่าหลี่มูคงกลายเป็นศพไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ในบรรดาศัตรูทั้งหมดที่หลี่มูเคยพบเจอมาจนถึงทุกวันนี้ ฮว่าซานเยว่นับว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อประเมินจากพลังรบของกองทัพฉางหนิงในปัจจุบัน หากต้องเผชิญหน้ากันในจำนวนคนที่เท่ากัน ย่อมไม่มีทางเป็นคู่มือของกองทหารม้าเกราะดำเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน
พูดถึงเรื่องเงิน จวนเจิ้นหนานอ๋องก็มีมากกว่าตน พูดถึงเรื่องยุทโธปกรณ์ ทหารของจวนอ๋องก็ล้ำเลิศไม่แพ้กัน พูดถึงเรื่องประสบการณ์ทำศึก อีกฝ่ายยิ่งเหนือกว่าเขาหลายขุม หลี่มูเชื่อว่าเหตุผลสำคัญที่อีกฝ่ายยังไม่ยอมลงมือ เป็นเพราะหวาดระแวงกองทัพเป้ยกุย คนในยุคสมัยนี้ไม่อาจจินตนาการถึงสิ่งที่มีชื่อว่า [ระบบ] ได้ และคนที่มีฐานะระดับเจิ้นหนานอ๋อง ย่อมไม่มีทางเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจหรือสิ่งลี้ลับใด ๆ
อีกฝ่ายน่าจะทึกทักเอาเองว่า กองทัพเป้ยกุยเป็นกองทัพลับที่หลี่มูแอบฝึกฝนขึ้นมาเป็นการส่วนตัว และคิดว่าเบื้องหลังของเขาจะต้องมีขั้วอำนาจใหญ่หนุนหลังอยู่อย่างแน่นอน มิเช่นนั้น ลำพังแค่นายพรานและอันธพาลไร้อนาคตในหมู่บ้านเมื่อไม่กี่เดือนก่อนอย่างเขา จะสร้างปาฏิหาริย์อย่างต่อเนื่องในเวลาอันสั้นเช่นนี้ได้อย่างไร ?
"ข้ากลับคิดว่า จวนเจิ้นหนานอ๋องอาจจะไม่ลงมือจัดการพวกเราหรอก ท่านอ๋องผู้นั้นเป็นคนฉลาด หลังจากได้เห็นจุดจบของขุนนางอย่างใต้เท้าต่งและพรรคพวก เขาก็น่าจะรู้ตัวแล้ว ว่าควรจะผูกมิตรหรือตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเรา" เจี่ยชวนเอ่ยเสียงขรึม
"ช่างเถอะ... เลิกคิดเรื่องนี้ดีกว่า ทหารมาขุนพลต้าน น้ำมาดินกลบ หากเจิ้นหนานอ๋องคิดจะกวาดล้างพวกเราจริง ๆ อย่างมากข้าก็แค่พากองทัพเป้ยกุยแฝงตัวเข้าไปในเมืองฉีโจว แล้วจัดการเด็ดหัวเขาซะก็สิ้นเรื่อง"
ยามนี้หลี่มูมีป้ายเทวะท่องพันลี้ และป้ายเสือเรียกทัพอยู่ในมือ เขาสามารถเดินทางเคลื่อนย้ายไปที่ใดก็ได้ภายในรัศมีพันลี้อย่างอิสระ
ทหารม้าเกราะหนักเป้ยกุยสามร้อยนาย หากอยู่ในสมรภูมิก็สามารถบุกทะลวงไร้ผู้ต่อต้าน แต่หากอยู่ในเมือง ยิ่งสามารถสร้างความปั่นป่วนจนฟ้าถล่มแผ่นดินทลายได้ นี่คือไพ่ตายที่หลี่มูมีไว้สำหรับการพลิกกระดาน
"ขบวนเสบียงของหลิวจี้ยังมาไม่ถึงอีกรึ ? " เขาดึงสติกลับมา หันไปถามเจี่ยชวน
"คนของพวกเราดักซุ่มดูอยู่ตามทางแยกทุกเส้นทาง ขอเพียงมีความเคลื่อนไหว ก็จะรีบกลับมารายงานทันที"
หลี่มูพยักหน้า "ดี ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้ทหารม้ารีบพักผ่อนและกินดื่มให้เต็มอิ่ม หากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน จะต้องรวมพลให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งก้านธูป ห้ามชักช้าเด็ดขาด"
……
อีกด้านหนึ่ง บริเวณร่องเขาเฉาจื่อโกว หลิวจี้มองดูทหารแคว้นฉีที่นอนร้องโหยหวนอยู่เต็มพื้น รู้สึกเพียงว่าหัวสมองอื้ออึงไปหมด
"ใต้เท้า พี่น้องที่บาดเจ็บเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนพิการไปแล้วขอรับ หลายคนถูกฟันเส้นเอ็นขาด ข้อต่อถูกทุบจนแหลก ต่อให้รักษาได้ทันเวลาจนรอดชีวิตมาได้ วันหน้าก็ไม่มีทางกลับมายืนได้อีกแล้วขอรับ" หมอทหารที่รีบรุดหน้ามารายงานตามความเป็นจริง
"เจ้าหมายความว่า... พวกมันกลายเป็นเศษวะไปแล้วงั้นรึ ? " หลิวจี้หอบหายใจหนักหน่วง เอ่ยถาม
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ขอรับ" หมอทหารก้มหน้าลง
หลิวจี้หว่างคิ้วกระตุกอย่างรุนแรง ความอัดอั้นตันใจก้อนหนึ่งจุกอยู่ที่อกราวกับจะระเบิดออก มือของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงขณะเอ่ยถาม "ไม่มีวิธีรักษาเลยรึ ? "
"หากส่งตัวพวกเขากลับเมืองหลวง แล้วให้หมอหลวงทำการรักษา ก็อาจจะยังพอมีความหวังอยู่บ้างขอรับ" หมอทหารตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของหลิวจี้ก็ดับวูบลงอย่างสมบูรณ์ นี่มันพูดเรื่องไร้สาระชัด ๆ อย่าเพิ่งพูดถึงเลยว่าชายแดนใต้อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงแค่ไหน ยามนี้ไฟสงครามจากการก่อกบฏของลัทธิโพกผ้าเหลืองได้ลุกลามไปหลายเมืองแล้ว กว่าจะส่งทหารเหล่านี้กลับไปถึงเมืองหลวง เกรงว่าคงต้องใช้เวลาครึ่งค่อนปี พวกมันจะทนมีชีวิตรอดไปถึงตอนนั้นได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น หมอหลวงก็มีหน้าที่รับใช้แต่ราชวงศ์เท่านั้น ต่อให้อยู่ในวังหลวง ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาจากหมอหลวง ก็มีเพียงสนมและองค์ชายชั้นสูงเท่านั้น อย่าว่าแต่ทหารระดับล่างพวกนี้เลย กระทั่งตัวหลิวจี้เองก็ยังไม่มีคุณสมบัตินั้น
"ใต้เท้า ท่านจะจัดการกับพี่น้องเหล่านี้อย่างไรดีขอรับ ? " รองแม่ทัพนายหนึ่งเดินเข้ามา เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง เกรงว่าจะไปกระตุกหนวดเสือเข้า
หลิวจี้กวาดสายตามองเหล่าทหารบาดเจ็บ ในใจลอบคำนวณอย่างเงียบ ๆ
ในการปะทะกับหลี่มู กองทัพของเขามีทหารบาดเจ็บกว่าหกร้อยคน ในจำนวนนี้มีสามร้อยคนที่บาดเจ็บสาหัสจนลุกไม่ขึ้น ยามนี้เมื่อรวมกับทหารคุ้มกันกว่าร้อยนายที่เพิ่งจะโดนเล่นงาน ยอดทหารบาดเจ็บสาหัสก็พุ่งสูงถึงห้าร้อยคนแล้ว ทหารแคว้นฉีที่ตั้งค่ายอยู่ที่หมู่บ้านหวงซานมีทั้งสิ้นเกือบสองพันคน ส่วนกองทัพสายอื่น ๆ ก็แยกย้ายกันไปตั้งค่ายอยู่ตามหมู่บ้านใกล้เคียง
"ทหารบาดเจ็บสาหัสห้าร้อยคน... แค่ดูแลพวกมันในแต่ละวันก็ต้องผลาญเรี่ยวแรงไปมหาศาลแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปรับมือกับหลี่มูอีก ? ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้รักษาจนหาย พวกมันก็กลายเป็นแค่เศษสวะ ไม่มีทางกลับไปจับอาวุธฆ่าศัตรูในสนามรบได้อีกแล้ว" แววตาของหลิวจี้สาดประกายอำมหิตวาบผ่าน
วินาทีนั้นเอง เขาก็บังเกิดจิตสังหารขึ้นมาจริง ๆ แทนที่จะต้องมาผลาญเวลา ทรัพยากร และเงินทองมากมายเพื่อดูแลทหารที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้ มิสู้ลงดาบเดียวส่งพวกมันไปลงนรกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยไม่ดีกว่ารึ ทว่าความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมา ก็ถูกเขาปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพราะมีทหารเห็นภาพเหตุการณ์นี้มากเกินไปนั่นเอง
ตอนที่เดินทางมายังร่องเขาเฉาจื่อโกว เพื่อป้องกันการลอบโจมตีจากหลี่มู หลิวจี้จึงนำทหารหลายร้อยนายติดตามมาด้วย ยามนี้ทหารเหล่านี้กำลังมองดูสหายที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา นอนเกลือกกลิ้งร้องโหยหวนขอความช่วยเหลืออยู่บนพื้น ภายในใจของพวกเขาจะไม่มีความรู้สึกสะเทือนใจได้อย่างไร ?
หากตนสั่งให้ "ปิดบัญชี" ทหารบาดเจ็บเหล่านี้เพื่อตัดปัญหา เกรงว่าคงเกิดการก่อกบฏในกองทัพขึ้นทันที !
"หากเปลี่ยนเส้นทางใหม่ แล้วเพิ่มกำลังคุ้มกัน ส่งพี่น้องเหล่านี้ออกไปทีละกลุ่มล่ะขอรับ ? " รองแม่ทัพที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยเสนอแนะเสียงเบา
หลิวจี้ได้ยินก็ส่ายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าหลี่มูจ้องเล่นงานพวกเราแล้ว หากขืนเสี่ยงส่งคนออกไปอีก ก็ต้องถูกลอบโจมตีอีกแน่ นอกจากจะทำให้จำนวนคนเจ็บเพิ่มขึ้นแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย"
ขบวนขนย้ายทหารเจ็บนั้นแตกต่างจากขบวนทัพปกติ ความเร็วในการเคลื่อนที่เชื่องช้ามาก ซ้ำยังต้องคอยพะวงดูแลคนเจ็บ หากถูกซุ่มโจมตีกะทันหัน ก็ยากที่จะตั้งขบวนรับมือได้ทันท่วงที
"ท่านแม่ทัพ ข้ามีแผนขอรับ จะลองให้ทหารที่ไม่บาดเจ็บ ปลอมตัวเป็นทหารบาดเจ็บเพื่อเป็นเหยื่อล่อ แกล้งทำเป็นขนย้ายผู้บาดเจ็บอีกครั้ง แล้วให้คนไปดักซุ่มรออยู่ตามเส้นทางล่วงหน้า หากหลี่มูส่งคนมาโจมตีอีก คราวนี้ พวกเราก็สามารถตีโอบสังหารพวกมันกลับได้ ! " รองแม่ทัพกระซิบเสียงแผ่ว
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของหลิวจี้ก็สว่างวาบขึ้นมาทันที นี่เป็นแผนการที่ไม่เลวเลยทีเดียว เขาครุ่นคิดอยู่นานก็พยักหน้า "เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน"
"พาคนเจ็บพวกนี้กลับไปหมู่บ้านหวงซานก่อน คืนนี้คัดเลือกกำลังพลให้พร้อม พรุ่งนี้ค่อยลงมือตามแผน"
……
เวลาล่วงเลยไป ความมืดมิดเริ่มมาเยือน พร้อมกับการที่ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไป โลกทั้งใบก็ถูกความมืดมิดปกคลุมอย่างช้า ๆ บนถนนสายเล็กที่มืดสลัว ปรากฏแสงจากคบเพลิงสว่างไสวขึ้น พร้อมกับการเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ของคบเพลิง เสียงล้อรถบดทับพื้นถนนก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
"เร็วเข้า ๆ เร่งมือหน่อย ! " ชายคนหนึ่งที่เป็นผู้นำขบวน เอ่ยเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"ใต้เท้าหลิวกับเจ้าเมืองเฉินกำหนดเวลาไว้ว่าต้องถึงก่อนค่ำ พวกเราเสียเวลาไประหว่างทางมากเกินไป นี่ก็ถือว่าเลยเวลามาแล้วนะ"
"ประเดี๋ยวพอไปถึงหมู่บ้านหวงซานแล้วเจอหน้าใต้เท้าทั้งสอง เกรงว่าคงโดนเฆี่ยนหลังลายแน่ ! "
ภายใต้แสงคบเพลิงสาดส่อง เผยให้เห็นชัดเจนว่านี่คือขบวนรถม้าที่บรรทุกสินค้ามาเต็มคัน ขบวนรถมีรถม้าหลายสิบคัน ทอดยาวไปหลายร้อยเมตร สองข้างทางมีผู้คุ้มกันที่สวมชุดมือปราบและเกราะหนัง บวกรวมกับพวกคนขับรถม้าและแรงงานแบกหาม ดูแล้วก็มีจำนวนถึงหลายร้อยคนเลยทีเดียว
เพียะ ! เพียะ !
เสียงแส้หวดลงบนตัวล่อและม้าดังก้องกังวานชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันยามค่ำคืน
"หัวหน้า ข้าได้ยินมาว่าวันนี้ใต้เท้าทั้งสองนำทหารตั้งหลายพันนายไปรบกับหลี่มู แต่ผลคือพ่ายแพ้ยับเยินจนต้องถอยร่นกลับมางั้นรึ ? "
ท่ามกลางฝูงชน มือปราบหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีดำนายหนึ่ง ดึงแขนเสื้อของอาจารย์ที่เดินอยู่ข้างหน้า ก่อนจะกดเสียงต่ำเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ข่าวนี้มันจริงหรือเท็จกันแน่ ? "
หัวหน้ามือปราบผู้เป็นอาจารย์หันไปมองซ้ายขวาอย่างระมัดระวังก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสนใจบทสนทนาของพวกเขา จึงกระซิบที่ข้างหูของลูกศิษย์ "จะปลอมได้ไงล่ะ ? โดนตีจนทิ้งเกราะถอดหมวกหนียังไม่พอ กระทั่งใต้เท้าหลิวและเจ้าเมืองเฉินยังตกใจกลัวจนต้องหนีตายเอาดาบหน้า เกือบถูกจับเป็นไปแล้วเชียวล่ะ"
ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือ การแพร่กระจายของข่าวสารย่อมไม่รวดเร็วเท่ากับโลกอนาคต
ทว่าในศึกวันนี้ หลิวจี้ได้ระดมทหารรักษาเมืองและมือปราบจากอำเภอใกล้เคียงมาร่วมศึกเป็นจำนวนมาก และหลังจากพ่ายแพ้ หลิวจี้ก็ได้ส่งทหารสื่อสารไปเร่งรัดให้หน่วยต่าง ๆ ส่งเสบียงมาสนับสนุน ทหารสื่อสารบางคนก็คือพวกมือปราบนั่นแหละ คนพวกนี้ปากโป้งมาแต่ไหนแต่ไร จึงเอาข่าวการพ่ายแพ้ไปแพร่งพรายตั้งแต่ตอนที่ไปแจ้งให้หน่วยส่งเสบียงของอำเภอเตรียมตัวแล้ว ซ้ำยังเล่าเสียจนออกรสออกชาติ เล่ารายละเอียดปลีกย่อยได้ราวกับตาเห็น
"หลี่มูผู้นั้นเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวรึ อาจารย์ แล้วพวกเราจะเอาชนะเขาได้ไหม ? " น้ำเสียงของมือปราบหนุ่มเจือความหวาดหวั่นอยู่บ้าง
หัวหน้ามือปราบลูบจมูกตัวเองพลางเอ่ย "ต่อให้หลี่มูจะเก่งกาจแค่ไหน ท้ายที่สุดมันก็เป็นแค่โจรป่าชาวบ้านเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนทหาร ศักยภาพด้านการส่งกำลังบำรุง หรือขนาดของอาณาเขต ย่อมไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับราชสำนักได้เลย"
"พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้ทหารของกองบัญชาการทหารตายหมดเกลี้ยง ก็สามารถเกณฑ์คนใหม่มาเติมเต็มได้อย่างรวดเร็ว แต่มันน่ะต่างออกไป"
"หากทหารของมันล้มตายจนหมด จะมีชาวบ้านธรรมดา ๆ คนไหนกล้าเอาคอไปพาดเขียงยอมเป็นศัตรูกับราชสำนัก ไปทำงานให้มันอีกล่ะ ? "
มือปราบหนุ่มพยักหน้าอย่างครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย
"ในมุมมองของข้านะ อย่างมากก็แค่สองเดือน หลี่มูก็ต้องถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก..." หัวหน้ามือปราบวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน และแสดงความคิดเห็นของตนออกมา
ทว่าคำพูดของเขายังไม่ทันขาดคำ เสียงแหวกอากาศอันแหลมปรี๊ดก็ดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันยามราตรี
ฉึก !
ล่อตัวหนึ่งที่เดินอยู่หน้าสุดของขบวนเสบียง ถูกธนูยิงล้มลง ร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดก่อนจะล้มฟาดพื้น
"ใครน่ะ ? " ขุนนางผู้ดูแลขบวนเสบียงชักดาบยาวออกมา กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว สิ่งที่ตอบรับคำถามของเขา คือห่าฝนลูกธนูที่หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม !
เห็นเพียงลูกธนูจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากความมืดมิด ทิ่มแทงลงบนรถม้าและร่างของเหล่าผู้คุ้มกัน ชั่วพริบตานั้น สถานการณ์ก็ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการระดมยิงไปเพียงไม่กี่ระลอก คนส่วนใหญ่ในขบวนเสบียงก็ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ส่วนคนที่โชคดีรอดมาได้ ก็พากันไปหลบซ่อนตัวอยู่หลังรถม้าด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นพั่บ ๆ
จนกระทั่งเวลานี้ ถึงได้ปรากฏกองทหารม้ากลุ่มหนึ่ง โผล่มาจากสุดปลายถนนสายนี้ ผู้ที่นำหน้าขี่ม้าสีแดงพุทรา ในมือกำคันธนูยาว นัยน์ตาสาดประกายเจิดจ้าดุจดวงดาราบนท้องฟ้า เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน: "ข้าคือ เฉินหลิน นายกองร้อยแห่งกองร้อยอี่ สังกัดกองทัพฉางหนิง รับคำสั่งจากท่านแม่ทัพหลี่ มารอพวกเจ้าอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว ! "