เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 352 หลังสงคราม

ตอนที่ 352 หลังสงคราม

ตอนที่ 352 หลังสงคราม


ตอนที่ 352 หลังสงคราม

ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านดังก้องไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนยาวนาน ไม่จางหายไปเสียที...

……

"เรียนท่านแม่ทัพ พบร่องรอยของกองทัพศัตรูแล้วขอรับ พวกหลิวจี้ไปตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่หมู่บ้านหวงซานซึ่งห่างออกไปสิบกว่าลี้ ส่วนกองทัพสายอื่น ๆ ก็กระจายกำลังอยู่บริเวณใกล้เคียง มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เห็นได้ชัดว่ากำลังป้องกันไม่ให้พวกเราไปปล้นค่ายขอรับ"

ในเมืองอันผิง ยามบ่าย ทหารสอดแนมนายหนึ่งเข้ามารายงาน เอ่ยด้วยความรวดเร็ว

"นอกจากนี้ ข้ายังสืบรู้มาว่าพวกมันกำลังเกณฑ์เสบียงอาหารและแรงงานจากหมู่บ้านรอบ ๆ ดูเหมือนว่าจะเตรียมสร้างค่ายทหารที่นั่น เพื่อปักหลักเผชิญหน้ากับพวกเราในระยะยาวแล้วขอรับ"

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น หลิวจี้ผู้นี้ช่างไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาเสียจริง ๆ ศึกนองเลือดนอกเมืองอันผิง ยงไม่สามารถทำให้มันตาสว่างขึ้นมาได้อีกหรือนี่ ผ่านการสู้รบในครั้งนี้ หลี่มูก็พอจะเข้าใจระดับพลังรบของกองทัพแคว้นฉีมาบ้างแล้ว ขนาดกองทัพชั้นยอดที่หลิวจี้นำมาเอง ยังต้านทานการพุ่งทะลวงของฝ่ายเขาไม่ได้ แล้วกองทัพที่เหลือก็ยิ่งเป็นแค่กองทัพชั้นสาม หากวันนี้ไม่ได้รับผลกระทบหลังการเสริมพลังจากธงโลหิตสิ้นสุดลงล่ะก็ เขาไม่กลัวเลยที่จะต้องเปิดศึกปะทะกับกองทัพอีกหลายสายของศัตรูแบบซึ่ง ๆ หน้า

"แล้วทหารที่บาดเจ็บของพวกมันล่ะ ? " หลี่มูลูบคางพลางเอ่ยถาม ศึกในวันนี้ กองทัพหลวงที่หลิวจี้นำมาล้มตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก พวกศพนั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง ตอนที่กองทัพฉางหนิงเก็บกวาดสนามรบก็เอาไปกองรวมกันแล้วเผาทิ้งหมดแล้ว ทว่ากองทัพแคว้นฉียังเหลือทหารที่บาดเจ็บหนักเบาปะปนกันไปอีกหลายร้อยคน ภายใต้อากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจนแผลกำเริบ ยอดผู้เสียชีวิตอาจจะพุ่งสูงขึ้นอีก

"หลิวจี้กำลังสั่งให้คนไปตามหาหมอและยาสมุนไพรตามหมู่บ้านใกล้เคียง ซ้ำยังส่งทหารสื่อสาร ไปแจ้งขุนนางในอำเภอชิงสุ่ย อำเภอหลินอัน และอำเภออื่น ๆ ให้เร่งส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์มาสนับสนุนขอรับ" ทหารสอดแนมตอบ

ที่โบราณว่าไว้ กองทัพยังไม่เคลื่อน เสบียงต้องนำไปก่อน แต่หลิวจี้ในฐานะแม่ทัพรักษาเมืองหงโจว เห็นได้ชัดว่าก่อนจะยกทัพมา เขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการส่งกำลังบำรุงและเสบียงอาหารเลยสักนิด นั่นเป็นเพราะด้วยตำแหน่งขุนนางของเขา เขาสามารถสั่งเกณฑ์ทรัพยากรจากอำเภอและเมืองใกล้เคียงเมืองอันผิงได้ตามใจชอบ  อีกทั้งเขาก็คงคาดไม่ถึงว่าศึกแรกจะจบลงอย่างรวดเร็วและน่าอนาถขนาดนี้ ตามแผนเดิมของเขา คงตั้งใจจะให้กองทัพตั้งค่ายพักแรมให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยสั่งให้คนไปรวบรวมเสบียงจากบริเวณใกล้เคียง ซึ่งใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วยามก็เพียงพอแล้ว และเมื่อต้องเผชิญกับการถูกปิดล้อมทว่าหลี่มูเลือกที่จะเป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อน นี่ทำให้แผนการของหลิวจี้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

"หมอตามหมู่บ้านใกล้เคียงงั้นรึ ? ส่งคนไปขนเสบียงและยุทโธปกรณ์มาสนับสนุนงั้นรึ ? " หลี่มูได้ยินก็เผยรอยยิ้มที่มุมปาก ในยุคสมัยนี้ หมอจัดว่าเป็นบุคลากรที่สำคัญมาก หมอที่เก่งกาจและมีฝีมือจริง ๆ ในรัศมีสิบลี้แปดลี้อาจจะมีแค่หนึ่งหรือสองคนเท่านั้น และในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลี่มูก็แทบจะกว้านซื้อตัวหมอชาวบ้านที่มีฝีมือทั้งหมดให้มาทำงานใต้บังคับบัญชาของตนแล้ว ถึงอย่างไรหน้าที่ของกองทัพก็คือการต่อสู้ทำสงคราม โอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บมีสูงมาก เรื่องการดูแลรักษาพยาบาลจึงต้องเตรียมพร้อมให้มั่นคงที่สุด

ยามนี้คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในเมืองอันผิงและในภูเขาต้าหลง ส่วนหมอที่ยังหลงเหลืออยู่ตามหมู่บ้านนอกเมือง ก็แทบจะเป็นแค่หมอเถื่อนที่รักษาได้แค่อาการปวดหัวตัวร้อนนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น หากหลิวจี้คิดจะพึ่งพาคนพวกนี้ไปรักษาทหารที่บาดเจ็บสาหัสของตนล่ะก็ ไม่ต่างอะไรกับการจับเป็ดขึ้นคอน บังคับทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ชัด ๆ

"สั่งให้คนไปดักซุ่มอยู่ตามเส้นทางหลักที่เข้าออกเมืองอันผิง ปลอมตัวเป็นชาวบ้านคอยจับตาดูไว้ให้ดี หากพบเห็นขบวนรถขนเสบียงจากอำเภออื่นโผล่มาเมื่อไหร่ ให้รีบมารายงานข้าทันที"

หลี่มูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขานึกแผนการที่ดีกว่าในการจัดการกับหลิวจี้ออกแล้ว อีกฝ่ายยกทัพเกือบหมื่นนายมาที่เมืองอันผิง ตัดสินใจตั้งค่ายทำสงครามยืดเยื้อ เสบียงที่กองทัพขนาดนี้ต้องกินต้องใช้ในแต่ละวัน ย่อมเป็นตัวเลขที่มหาศาลจนน่าตกใจ ในเมื่อพวกมันหาเสบียงจากในพื้นที่เมืองอันผิงไม่ได้ ก็ทำได้เพียงเกณฑ์มาจากอำเภอข้างเคียง ตนเองเพียงแค่ไปดักปล้นขบวนขนเสบียงของพวกมัน ทำให้กองทัพใหญ่นี้ตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนเสบียง ก็สามารถบดขยี้พวกมันให้แตกพ่ายได้อย่างง่ายดายแล้ว

"รับทราบ ! " ทหารสอดแนมรับคำสั่งแล้วจากไป

หลี่มูมองดูแผ่นหลังของทหารสอดแนมที่จากไป พลางระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ เขานวดคลึงหัวไหล่ของตนเอง เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้าอย่างรุนแรงอันเป็นผลกระทบหลังจากการใช้ธงโลหิตสิ้นสุดลง ยามนี้ใต้บังคับบัญชาของเขามีทั้งทหารและขุนพล ทหารแทบทุกนายล้วนสวมชุดเกราะเต็มยศ ต่อให้ต้องเปิดศึกประจันหน้ากับกองทัพของหลิวจี้ โอกาสชนะก็ยังมีสูงมาก แต่หลี่มูกลับเลือกใช้วิธีโจมตีขบวนเสบียง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีทำสงครามที่เห็นผลช้าและไม่สะใจเอาเสียเลย นี่ไม่ใช่เพราะเขาขี้ขลาดหรือกลัวว่าจะรบแพ้ ทว่าเป็นเพราะเขาต้องการคว้าชัยชนะมาด้วยความสูญเสียที่น้อยที่สุดต่างหาก

ศึกในวันนี้ ฝ่ายหลิวจี้ล้มตายและบาดเจ็บอย่างหนัก ส่วนฝ่ายเขากลับสูญเสียเพียงน้อยนิด เรียกได้ว่าเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ แต่ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาก็เป็นคนเหมือนกัน มีเลือดมีเนื้อ มีครอบครัวที่รอคอยการกลับมาของพวกเขาอยู่ที่ค่ายทหารบนภูเขา ศึกในวันนี้ มีทหารกองทัพฉางหนิงพลีชีพไปสิบกว่านาย บาดเจ็บและพิการอีกหลายสิบคน... ในภาพรวมของกองทัพฉางหนิง ความสูญเสียแค่นี้อาจจะไม่นับว่าเป็นอะไรเลย

ทว่าสำหรับครอบครัวของทหารเหล่านั้นและตัวทหารเอง มันคือฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ในกองทัพหลวงของต้าฉี แม่ทัพผู้บัญชาการอาจจะถูกโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งด้วยเหตุผลทางการเมือง ดังนั้นแม่ทัพส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยมีความผูกพันลึกซึ้งกับกองทัพที่ตนควบคุมนัก เพราะส่วนใหญ่พวกเขาก็แค่มารับตำแหน่ง ปกครองกองทัพที่ถูกสร้างมาเสร็จสรรพแล้ว

ทว่าหลี่มูนั้นต่างออกไป ทหารกองทัพฉางหนิงทุกนายล้วนเป็นคนที่เขารับเข้ามาด้วยตัวเอง ซ้ำยังร่วมฝึกซ้อมและร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา ไม่ใช่แค่แม่ทัพกับพลทหารธรรมดา ๆ อีกต่อไป การตายของทหารทุกนาย ล้วนเป็นสิ่งที่หลี่มูทำใจยอมรับได้ยากยิ่ง

"ความเมตตาไม่อาจนำทัพ ความมีน้ำใจไม่อาจคุมทรัพย์... สัจธรรมข้อนี้ข้าย่อมเข้าใจดี" หลี่มูระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ไม่รู้ว่ากำลังอธิบายให้เจี่ยชวนที่อยู่ข้าง ๆ ฟัง หรือกำลังพูดกับตัวเองกันแน่

"แต่ในเมื่อมีทางเลือก ข้าก็ยอมเสียเวลาลงแรงเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพื่อลดโอกาสที่พี่น้องของข้าจะต้องไปเสี่ยงตายให้ได้มากที่สุด"

เจี่ยชวนได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างสุดซึ้ง

"คนในกองทัพก็ล้วนเป็นพี่น้องที่มาจากครอบครัวยากจนข้นแค้นเหมือนกับพวกเรานั่นแหละ ยามนี้พวกเราได้ดิบได้ดีแล้ว จะไม่เห็นค่าชีวิตของพวกเขาก็คงไม่ได้"

"อีกอย่าง การทำสงครามก็ไม่ได้มีแค่การบุกทะลวงในสนามรบเท่านั้น การใช้กลยุทธ์ตีโอบ กองโจร ปล้นเสบียง ลอบโจมตี หรือกระทั่งแกล้งยอมแพ้ ล้วนเป็นกลวิธีในการทำศึกทั้งสิ้น ยามนี้ลองฝึกใช้ให้หลากหลายเอาไว้ วันหน้าจะได้พลิกแพลงได้คล่องแคล่วชำนาญยิ่งขึ้น"

หลี่มูลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างแล้วผลักออก สายลมหนาวที่พัดปะทะใบหน้าทำให้เขารู้สึกสดชื่นตื่นตัวขึ้น เขาลูบถูใบหน้าไปมา ร่างแผนการรบขั้นต่อไปในหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถ่ายทอดรายละเอียดทั้งหมดให้เจี่ยชวนฟัง เมื่อทั้งสองปรึกษาหารือรายละเอียดกันจนเสร็จสิ้น ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนฟื้นฟูกำลัง เพื่อสะสมเรี่ยวแรงไว้สำหรับศึกครั้งต่อไป

……

หมู่บ้านหวงซาน หลิวจี้ เจ้าเมืองเฉิน และรองแม่ทัพอีกหลายคนกำลังนั่งล้อมวงผิงไฟอยู่ในบ้านเก่า ๆ หลังหนึ่ง บนกองไฟยามนี้กำลังย่างไก่บ้านเนื้อนุ่มตัวอวบอ้วน หนังสีเหลืองทองเยิ้มไปด้วยน้ำมัน ส่งกลิ่นหอมฉุยฟุ้งกระจายไปทั่ว บนโต๊ะด้านข้างยังมีกับข้าวอีกสองสามจานและชาร้อนวางอยู่

หลิวจี้ยกชามใบใหญ่ขึ้นมาจิบคำหนึ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนไปก่อนจะพ่นพรวดออกมา หว่างคิ้วกระตุกริก ๆ "นี่มันน้ำบ้าอะไรเนี่ย ? ทั้งขมทั้งฝาด ! "

"ในบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ หาไอ้นี่มาให้ดื่มได้ก็ถือว่าบุญแล้ว" เจ้าเมืองเฉินยื่นมือไปฉีกน่องไก่ยัดเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ สองสามคำแล้วเอ่ยชม "แต่รสชาติไก่ย่างนี่ใช้ได้เลยนะ ท่านลองชิมดูสิ"

หลิวจี้มองดูไก่ย่างด้วยสายตารังเกียจ ดูเหมือนจะไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด เขาลุกขึ้นยืน เรียกทหารสื่อสารที่อยู่ด้านนอกเข้ามาแล้วเอ่ยถาม "ขบวนเสบียงจากอำเภอหลินอันและชิงสุ่ย จะมาถึงเมื่อไหร่ ? "

"เรียนใต้เท้า พวกเขาออกเดินทางมาแล้วขอรับ อย่างช้าก่อนค่ำวันนี้ก็น่าจะมาถึง" ทหารสื่อสารตอบ

หลิวจี้เพิ่งจะเผยสีหน้าโล่งใจออกมาได้ชั่วครู่ เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังแว่วมาจากด้านนอก

"เป็นทหารบาดเจ็บที่เพิ่งกลับมาถึงขอรับ แขนขาด เลือดไหลไม่หยุดเลย" ทหารสื่อสารชำเลืองมองออกไปนอกลานบ้าน เอ่ยอธิบายเสียงเบา หลังจากกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่นี่ ก็ได้ส่งสัญญาณออกไป ทำให้ทหารแคว้นฉีที่บาดเจ็บและแตกพ่ายกระจัดกระจายไป ทยอยพากันเดินทางมาสมทบที่หมู่บ้านหวงซาน จากการนับคร่าว ๆ จำนวนทหารบาดเจ็บเหล่านี้มีเกือบหกร้อยคน บางคนแขนขาดขาขาด บางคนโดนดาบฟันหรือถูกธนูยิง และยังมีบางคนที่ถูกพวกเดียวกันและม้าเหยียบย่ำตอนที่วิ่งหนีตาย แต่ละคนสภาพเลือดอาบชุ่มไปทั้งตัว ดูน่าสยดสยองและเวทนายิ่งนัก

จบบทที่ ตอนที่ 352 หลังสงคราม

คัดลอกลิงก์แล้ว