- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 351 เชือดไก่ให้ลิงดู
ตอนที่ 351 เชือดไก่ให้ลิงดู
ตอนที่ 351 เชือดไก่ให้ลิงดู
ตอนที่ 351 เชือดไก่ให้ลิงดู
"ใต้เท้า ตาเฒ่านี่สิ้นใจแล้วขอรับ"
ไม่นาน ทหารนายหนึ่งก็ก้มลงไปอังจมูกดูร่องรอยการหายใจของลี่เจิ้ง ก่อนจะเลิกคิ้วแล้วหันมารายงาน
หลิวจี้ได้ยินก็ชะงักไป เห็นได้ชัดว่าเขาก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะบอบบางทนมือทนเท้าไม่ได้ขนาดนี้ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะโบกมือไล่ "ลากศพมันไปฝังนอกหมู่บ้าน แล้วเอาเงินให้ครอบครัวมันไปสักสองสามตำลึง... อ้อ รองแม่ทัพซุน เจ้ารีบพาคนไปเตรียมบ้านในหมู่บ้านเดี๋ยวนี้"
"80 หลัง ห้ามขาดแม้แต่หลังเดียว ! "
รองแม่ทัพรับคำสั่งแล้วจากไป
"พี่หลิวไยต้องบันดาลโทสะถึงเพียงนี้..." เจ้าเมืองเฉินเห็นหลิวจี้ได้ระบายความโกรธออกไปแล้ว ถึงได้เอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม
"เพื่อไพร่ชั้นต่ำแค่คนเดียว หากต้องมาทำให้เสียสุขภาพ มันจะได้ไม่คุ้มเสียนะ"
หลิวจี้แค่นเสียงเย็นชา ยัดแส้ม้าที่เปื้อนเลือดกลับเข้าที่เอว "ข้ากำลังอัดอั้นตันใจอยู่พอดี ตาเฒ่านี่กลับไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ต้องมาทิ้งชีวิตไป ก็ถือว่ามันดวงซวยเองก็แล้วกัน"
น้ำเสียงของทั้งสองเต็มไปด้วยความดูแคลน ไม่ได้เห็นชีวิตคนๆ หนึ่งอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ลี่เจิ้งแม้จะเป็นขุนนางระดับหมู่บ้านภายใต้การปกครองของต้าฉี ทว่าขุนนางชั้นผู้น้อยที่กระทั่งระดับขั้นยังไม่มีแบบนี้ ย่อมไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับขุนนางขั้นห้าที่กุมอำนาจล้นฟ้าอย่างพวกเขาได้ ในสายตาของหลิวจี้ ลี่เจิ้งก็ไม่ได้ต่างอะไรกับชาวบ้านธรรมดา ๆ ทั่วไปเลย ไม่นานนัก พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังขึ้น ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็ถูกรองแม่ทัพและเหล่าทหารขับไล่ออกจากบ้านอย่างเกรี้ยวกราด
"พวกท่านจะทำอะไร ? นี่มันบ้านของข้านะ มีสิทธิ์อะไรมาไล่พวกเราออกไป ? "
"พวกเราล้วนเป็นราษฎรที่ทำตามกฎหมายของต้าฉี พวกเราไม่เคยทำผิดกฎหมายเลยนะ..."
"ท่านเบามือหน่อยเถอะ ประตูบ้านข้าถูกเตะจนพังหมดแล้ว ! "
ชาวบ้านหลายร้อยคนถูกต้อนให้มารวมตัวกันที่ลานกว้างหน้าหมู่บ้าน แต่ละคนมีใบหน้าซูบผอมเหลืองซีด เสื้อผ้าที่สวมใส่เต็มไปด้วยรอยปะชุน พวกเขามองดูทหารที่อยู่ล้อมรอบด้วยสายตาหวาดกลัว มีบางคนที่ใจกล้าหน่อยเดินออกมาจากฝูงชน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ใต้เท้าทหาร ไม่ทราบว่าพวกท่านมีคำสั่งอันใดหรือขอรับ ? "
"ข้าคือ หลิวจี้ แม่ทัพรักษาเมืองแห่งกองบัญชาการทหารเมืองหงโจว รับราชโองการมาปราบปรามกบฏ ยามนี้ต้องการจะตั้งค่ายพักแรมที่นี่ จึงต้องขอยืมบ้านของพวกเจ้า มาใช้เป็นค่ายทหารชั่วคราว" หลิวจี้เอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาวบ้านต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาย่อมเคยได้ยินข่าวเรื่องที่หลี่มูฆ่านายอำเภอและแม่ทัพรักษาเมือง จนเป็นเหตุให้กองทัพหลวงต้องยกทัพมาปราบปรามมาบ้างแล้ว
ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าสงครามครั้งนี้จะลุกลามมาถึงตัวพวกเขาด้วย
"ใต้เท้าทหาร บ้านน่ะพวกข้ายกให้พวกท่านพักอาศัยได้ขอรับ แต่ข้าวของในบ้าน... พวกเราขอเอาไปด้วยได้หรือไม่ ? "
ชาวบ้านบางคนที่ตาไว สังเกตเห็นศพของลี่เจิ้งที่ยังไม่ได้ฝังกลบถูกทิ้งอยู่ริมทางดินรกร้าง คำโต้แย้งที่เพิ่งจะมาถึงริมฝีปากก็ถูกกลืนกลับลงคอไปด้วยความหวาดผวา ทำได้เพียงเอ่ยถามหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง
ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ทุกหมู่บ้านย่อมมีบ้านร้างผุพังอยู่ทั่วไป ต่อให้ต้องจำใจทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน ชาวบ้านก็ยังสามารถไปขออาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง หรือหาบ้านร้างในหมู่บ้านข้างเคียงซุกหัวนอนชั่วคราวได้ ทว่าเสบียงอาหารนี่สิคือสิ่งสำคัญที่สุด อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ยังต้องมาถูกไล่ที่ หากไม่เตรียมผ้าห่มและเสบียงอาหารไปด้วย เกรงว่าคงต้องหนาวตายหรืออดตายเป็นแน่
"หึ ! "
หลิวจี้ยังไม่ทันได้ตอบ เจ้าเมืองเฉินก็แค่นเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้น "ข้าวสารอาหารแห้ง เป็ดไก่หมูหมาในบ้านพวกเจ้า ล้วนอยู่ในขอบข่ายของสิ่งที่จะต้องถูกยืมไปใช้ในกองทัพทั้งสิ้น"
สิ้นคำกล่าวนั้น ชาวบ้านในลานกว้างก็พากันฮือฮาขึ้นมาทันที พวกเขาย่อมรู้ดีว่าหากทิ้งของพวกนี้ไว้ ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ยุคสมัยนี้การใช้ชีวิตนั้นแสนลำบากยากเข็ญ คนยากคนจนสะสมข้าวปลาอาหารและทรัพย์สินมาค่อนชีวิต หากตกไปอยู่ในมือของทหารพวกนี้ ย่อมต้องเป็นเหมือนซาลาเปาเนื้อขว้างปาหมาอย่างแน่นอน
"ใต้เท้าทหาร ! ได้โปรดเมตตาด้วยเถิด... พวกเราล้วนเป็นชาวนาที่ซื่อสัตย์ ฤดูเก็บเกี่ยวเมื่อปีที่แล้วก็เพิ่งจะจ่ายส่วยหลวงไป ยามนี้เหลือข้าวสารอยู่แค่ครึ่งกระสอบ เป็นดั่งเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงคนทั้งครอบครัวให้อยู่รอด" ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเดินค้อมตัวอย่างนอบน้อมเข้าไปหาเจ้าเมืองเฉิน โค้งตัวลงต่ำสุด ๆ ชี้มือไปยังหญิงสาวที่อุ้มเด็กน้อยอยู่ในฝูงชนพลางเอ่ย "ท่านดูสิขอรับ ลูกของข้าเพิ่งจะสองขวบกว่า หากไม่มีข้าวสารครึ่งกระสอบนี้ พวกเราทั้งครอบครัวก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว..."
เพียะ !
คำพูดของชายฉกรรจ์ยังไม่ทันจบ เจ้าเมืองเฉินก็คว้าคอเสื้อของเขาไว้แน่น น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นโกรธแค้นสุดขีด "เจ้ากล้ามาต่อรองกับข้าผู้เป็นขุนนางงั้นรึ ? "
บรรยากาศในบริเวณนั้นเย็นเยียบลงในชั่วพริบตา ชายฉกรรจ์ผู้นี้ใช้ชีวิตค่อนชีวิตทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอยู่ในทุ่งนา ไม่เคยพบเคยเจอผู้ยิ่งใหญ่ระดับเจ้าเมืองเฉินมาก่อน ยามนี้ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด กระทั่งขาทั้งสองข้างก็ยังสั่นเทาไม่หยุด แต่... เมื่อมองดูภรรยาที่มีสีหน้ากระวนกระวายใจ และลูกน้อยที่กำลังร้องไห้จ้าอยู่ในฝูงชน เขาก็กัดฟันคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ
"ใต้เท้า ข้าขอร้องท่านล่ะขอรับ"
"บังอาจขัดขืนคำสั่งทหาร ลากตัวมันไป โบยสามสิบไม้ ! " เจ้าเมืองเฉินตวัดเท้าเตะชายฉกรรจ์จนหงายหลังล้มตึง แล้วสะบัดมือสั่งการอย่างเลือดเย็น
ทหารร่างกำยำหลายนายรีบกรูกันเข้ามาหิ้วปีกชายฉกรรจ์ขึ้นมาทันที โดยไม่สนเสียงร้องอ้อนวอนของลูกเมียเขาเลยสักนิด พวกมันเงื้อกระบองทหารขึ้น แล้วกระหน่ำฟาดลงบนร่างของเขาอย่างแรง
ปัง ! ปัง ! ปัง !
เพียงไม่กี่ไม้ ชายฉกรรจ์ก็หนังถลอกเนื้อฉีกขาดเลือดอาบไปทั้งตัว
"จำใส่กะโหลกพวกเจ้าเอาไว้ ที่นี่คือแผ่นดินของต้าฉี ! คำสั่งของพวกข้า พวกเจ้ามีหน้าที่แค่ก้มหน้าปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์มาต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น" เจ้าเมืองเฉินกวาดสายตามองชาวบ้านที่กำลังตื่นตระหนกหวาดผวา เอามือไพล่หลังพลางเอ่ยเสียงขรึม "พวกเจ้าอย่าคิดนะว่าพอหลี่มูยึดเมืองอันผิงได้แล้ว ที่นี่จะไม่ขึ้นตรงต่อราชสำนักอีก ขอบอกไว้เลยนะว่า แผ่นฟ้าที่อยู่เหนือหัวพวกเจ้ามีเพียงผืนเดียวเท่านั้น กบฏ... จะต้องถูกบั่นคออย่างแน่นอน ! "
การกระทำของเจ้าเมืองเฉินในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู พวกเขารู้มานานแล้วว่าหลี่มูมีชื่อเสียงในเมืองอันผิงมากเพียงใด จึงกังวลว่าชาวบ้านเหล่านี้จะแอบติดต่อส่งข่าวให้หลี่มูแบบลับ ๆ ดังนั้นจึงจงใจใช้วิธีการอันเหี้ยมโหดและเด็ดขาด เพื่อข่มขวัญทุกคน อำนาจการปกครองของราชสำนัก เดิมทีก็เป็นสิ่งที่เผด็จการ ป่าเถื่อน และไม่อนุญาตให้ผู้ใดตั้งข้อสงสัยอยู่แล้ว ต่อให้จะตั้งกฎเกณฑ์ที่ไร้เหตุผลมากแค่ไหน ในฐานะผู้ใต้ปกครอง... ก็ควรจะต้องเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไขสิ !
ชาวบ้านมองดูภาพเหตุการณ์นี้ด้วยใบหน้าซีดเผือด บริเวณลานหน้าหมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงพูดคุยใด ๆ มีเพียงเสียงทึบ ๆ ของกระบองทหารที่กระทบกับเนื้อหนังเท่านั้น
เมื่อเห็นภาพนี้ เจ้าเมืองเฉินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าในวินาทีนั้นเอง หญิงสาวที่อุ้มเด็กอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมา แผดเสียงตะโกนอย่างสุดเสียง "พวกเจ้าเป็นขุนนางประสาอะไร ? เป็นทหารประสาอะไร ? ปล้นชิงทรัพย์สินชาวบ้าน ไม่เห็นค่าชีวิตคน พวกเจ้ามันเลวทรามยิ่งกว่าพวกโจรป่าที่ดักปล้นฆ่าคนซะอีก ! "
"เมื่อเอาไปเทียบกับหลี่มูแล้ว พวกเจ้าต่างหากที่เหมือนพวกโจรขบถ เป็นพวกเดรัจฉานที่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองและราษฎร ! "
ขวับ !
สายตาของหลิวจี้และเจ้าเมืองเฉินตวัดไปมองนางอย่างพร้อมเพรียง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มืดมนจนแทบจะบีบน้ำออกมาได้อยู่แล้ว !
"เจ้าว่าอะไรนะ ? " เจ้าเมืองเฉินกำหมัดแน่น เค้นถามทีละคำ
แววตาของหญิงสาวผู้นั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและชิงชัง นางหอบหายใจหนักหน่วงพลางหยัดกายลุกขึ้นยืน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันน่าเวทนา
"หลายปีมานี้ พวกเรายอมเป็นวัวเป็นม้าทำงานหนักมาตลอด ก็หวังเพียงแค่จะได้มีชีวิตรอดต่อไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า มีเพียงให้พวกขุนนางอย่างพวกเจ้าตายตกไปให้หมด... ไม่สิ ต้องให้แคว้นต้าฉีที่เน่าเฟะถึงแก่นนี้ล่มสลายไปต่างหาก พวกเราถึงจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น"
"ข้าเจ็บใจนักที่ตัวเองเกิดมาเป็นหญิง ไม่อย่างนั้นข้าจะต้องไปเข้าร่วมกับกองทัพของหลี่มู เพื่อฆ่าล้างโคตรพวกสุนัขอำมหิตอย่างพวกเจ้าให้สิ้นซาก ! "
ฉึก !
เสียงคมดาบทะลวงเนื้อดังขึ้น เจ้าเมืองเฉินมีสีหน้าโกรธแค้น เขาใช้กระบี่แทงทะลุหัวไหล่ของหญิงสาว ท่าทางดุร้ายราวกับภูตผีปีศาจ
"นังแพศยา รนหาที่ตายนัก ข้าก็จะส่งเจ้าไปลงนรกซะ ! "