เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 342 มหาศึกมาเยือน

ตอนที่ 342 มหาศึกมาเยือน

ตอนที่ 342 มหาศึกมาเยือน


ตอนที่ 342 มหาศึกมาเยือน

"ท่านแม่ทัพ ทหารของกองบัญชาการทหารเมืองหงโจวเข้าสู่อาณาเขตเมืองอันผิงแล้ว ยามนี้แบ่งกำลังออกเป็นหกสาย โอบล้อมอำเภอของเราจากทั้งสี่ทิศ เหนือ ใต้ ออก ตก ขอรับ"

ภายในเต็นท์บัญชาการ เจี่ยชวนสวมชุดเกราะ สีหน้าเคร่งเครียด ชี้ไปยังแผนที่บนโต๊ะพลางรายงาน "นอกจากนี้ กองกำลังที่ประกอบด้วยทหารรักษาเมืองและมือปราบจากอำเภอซื่อสุ่ย ชิงสุ่ย และอำเภอเหรินเจ๋อ ก็ได้ปิดตายเส้นทางน้ำและเส้นทางสัญจรเล็ก ๆ ทั้งหมดแล้วด้วย"

"ยามนี้เมืองอันผิงทั้งเมืองถูกปิดล้อมจนมดสักตัวก็เล็ดลอดออกไปไม่ได้แล้วขอรับ"

หลี่มูลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย เมื่อได้ยินข่าวศัตรูบุกมาประชิด ไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกหวาดหวั่น ทว่าแววตากลับทอประกายตื่นเต้นฮึกเหิม

"ในที่สุดก็มาเสียที รอมาหลายวันจนข้าชักจะหงุดหงิดแล้วสิ"

"ถ่ายทอดคำสั่งทหารของข้า ให้เฉาต้าจู้และสือโถวนำทหารราบสามร้อยนายไปรักษาการณ์ที่ประตูทิศใต้ ! "

"เสี่ยวอู่ และหลิ่วจื่อ นำทหารราบสองร้อยนายไปรักษาการณ์ที่ประตูทิศตะวันตก ! "

"เจี่ยชวน เจียงหู่ นำทหารม้าสองร้อยนายและทหารสวมเกราะที่เหลือตามข้าออกนอกเมือง ไปปะทะกับกองทัพศัตรูซึ่ง ๆ หน้า ! "

เมืองอันผิงมีขนาดไม่ใหญ่นัก มีเพียงประตูเมืองทิศใต้และทิศตะวันตกเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ต้องแบ่งกำลังพลไปรักษาการณ์มากนัก อีกทั้งเมืองแห่งนี้กำแพงเมืองทั้งสูงและแข็งแกร่ง หากคิดจะตีแตกด้วยการปีนกำแพงบุกทะลวง ย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัส เมื่อหลี่มูได้ยินว่ากองทัพของกองบัญชาการทหารแบ่งกำลังเป็นหกสาย เขาก็ล่วงรู้ถึงแผนการของอีกฝ่ายทันที หลิวจี้ต้องการอาศัยความได้เปรียบด้านจำนวนคนมาขยายแนวรบ เพื่อให้ฝ่ายตนต้องวิ่งรอกจนเหนื่อยหอบ เขาต้องยอมรับเลยว่าแผนการนี้ได้ผลจริง ๆ

หากหลิวจี้รวบรวมกำลังทหารทั้งหมดไว้ที่เดียว หมายจะเปิดศึกแตกหักที่นอกเมืองอันผิงล่ะก็ หลี่มูเพียงแค่อัญเชิญกองทัพเป้ยกุยออกมาเป็นทัพหน้า แล้วให้ทหารสวมเกราะของตนตามเก็บกวาด ก็สามารถฆ่าล้างศัตรูจนทิ้งเกราะถอดหมวก รู้ผลแพ้ชนะได้ในศึกเดียว ทว่ายามนี้อีกฝ่ายกลับกระจายกำลังพลไปตามทิศทางต่าง ๆ หากเขาต้องการใช้ป้ายเสือเรียกทัพ อย่างมากที่สุดก็สามารถตีให้แตกพ่ายได้เพียงสายเดียวภายในเวลาที่กำหนด ป้ายเสือเรียกทัพเหลือโอกาสใช้งานอีกเพียงสองครั้ง หากไม่ถึงคราวคับขันจริง ๆ หลี่มูก็ไม่อยากนำออกมาใช้ ถึงอย่างไร นอกจากกองบัญชาการทหารเมืองหงโจวแล้ว ในดินแดนชายแดนใต้อันกว้างใหญ่นี้ ยังมีจวนเจิ้นหนานอ๋องที่คอยจ้องตะครุบเขาอยู่และยังไม่ยอมเคลื่อนไหวอยู่อีก ไม่ว่าจะมองในมุมของเหตุผลหรืออารมณ์ เขาก็จำต้องเก็บไพ่ตายบางส่วนเอาไว้ !

ภายในค่ายทหาร บรรดาอดีตพี่น้องทีมล่าสัตว์ ซึ่งยามนี้กลายเป็นนายกองร้อยและรองแม่ทัพ ต่างรับคำสั่งของหลี่มูอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาดและฉับไว การเข้าเมืองครั้งนี้หลี่มูนำทหารมาด้วยทั้งสิ้นแปดร้อยนาย บวกรวมกับชายฉกรรจ์ที่ได้ยินข่าวและแห่กันมาเข้าร่วมในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้กำลังพลในเมืองอันผิงที่สามารถใช้งานได้ มีมากกว่าสองพันนายแล้ว ส่วนที่ภูเขาต้าหลง... หลี่มูไม่ได้กังวลเลยว่ากองบัญชาการทหารจะยกให้ภูเขาต้าหลงเป็นเป้าหมายในการโจมตี

ภูเขาต้าหลงเส้นทางคดเคี้ยวสลับซับซ้อน ซ้ำยังมีปราการธรรมชาติคอยขัดขวาง ตั้งรับง่ายแต่บุกตียาก ยิ่งไปกว่านั้น ภายในค่ายทหารบนภูเขาก็มีเพียงบรรดาครอบครัวสตรี คนแก่ และเด็กเท่านั้น การไปโจมตีที่นั่นไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลย สาเหตุที่กองบัญชาการทหารยกทัพมาปราบปรามหลี่มู เป็นเพราะเขายึดครองเมืองอันผิง ท้าทายอำนาจการปกครองของราชสำนัก และสิ่งที่หลิวจี้ต้องทำก็คือการยึดเมืองแห่งนี้คืนมา เพื่อให้ทหารของตนได้กลับเข้าไปประจำการในที่ว่าการอำเภออีกครั้ง เป็นการประกาศความชอบธรรมต่อชาวเมืองอันผิง ดังนั้นจุดชี้ชะตาของสงครามครั้งนี้ก็คือเมืองแห่งนี้ ไม่ใช่สถานที่อื่น

เมื่อก้าวออกจากเต็นท์บัญชาการ ทหารสวมเกราะด้านนอกก็ตั้งแถวรอรับคำสั่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว หลี่มูกวาดสายตามองไปที่ใบหน้าของพวกเขา ชายฉกรรจ์สวมชุดเกราะเต็มยศเหล่านี้ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ทหารใหม่บางคนถึงกับหายใจหอบแรง ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย ซ้ำยังแอบใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อร้อน ๆ ที่ฝ่ามืออยู่บ่อยครั้ง บรรดาทหารผ่านศึกในกองทัพของเขา แม้ในอดีตจะเคยติดตามเขาไปปราบอันธพาล โจรและสังหารเศรษฐี ทว่าหากพูดถึงการก้าวขึ้นสู่สนามรบจริง ๆ นี่ก็นับว่าเป็นครั้งแรก ซ้ำศัตรูที่ต้องเผชิญหน้ายังเป็นถึงกองทัพหลวงของราชสำนักต้าฉีอีก ความกดดันในใจของพวกเขาย่อมสามารถจินตนาการได้

"เหล่าทหารกล้าทั้งหลาย" หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก เอื้อมมือไปดึงธงรบที่อยู่หน้าสุดขึ้นมาชูไว้เหนือหัว

"ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเพิ่งเคยเข้าสู่สนามรบเป็นครั้งแรก ความขลาดกลัว ความหวาดผวา ความกังวล... ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายเลย"

"ประเดี๋ยวพอเจอหน้ากองทัพศัตรู พวกเจ้าเพียงแค่ตามหลังข้าพุ่งทะลวงไป ตามธงรบผืนนี้ไปก็พอ ! "

"ข้าจะไม่เหมือนกับแม่ทัพคนอื่น ๆ ที่สั่งให้พวกเจ้าไปเสี่ยงตายอยู่แนวหน้า ส่วนตัวเองนั่งชูคอเป็นคนเดินหมากอยู่แนวหลัง ข้าจะ... อยู่เคียงข้างพวกเจ้าตลอดไป ! "

น้ำเสียงของหลี่มูดังกังวานกึกก้อง ส่งไปถึงหูของทหารทุกนาย ธงรบในมือของเขาโบกสะบัดพริ้วไหวรับสายลม คันธงตั้งตระหง่านราวกับกระบี่คมกริบที่ชี้ตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ตัวอักษรคำว่า "ฉางหนิง" บนผืนธงพลิกม้วนและกางออกตามแรงลม ประทับเข้าสู่สายตาของทุกคน เหล่าทหารรู้สึกได้ถึงกระแสความร้อนผ่าวที่พลุ่งพล่านออกมาจากหัวใจ ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เรียกว่าความเลือดเดือดและขวัญกำลังใจกำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขับไล่ความหวาดผวาที่ปกคลุมจิตใจของทุกคนไปจนหมดสิ้น จริงด้วยสิ... กระทั่งท่านแม่ทัพยังยืนหยัดอยู่เคียงข้างพวกเรา แล้วยังมีอะไรต้องกลัวอีกล่ะ ? พวกเราคือคนลงเรือลำเดียวกัน หากชนะ ก็ร่วมแบ่งปันเกียรติยศ หากแพ้ ก็จูงมือกันลงนรกไปพร้อมกัน !

"ต้องชนะ ! " เจี่ยชวนชักกระบี่ออกจากฝักเสียงดังเคร้ง แผดเสียงคำรามลั่นดุจราชสีห์คลั่ง

"ต้องชนะ ! ต้องชนะ ! " เหล่าทหารใช้ด้ามหอกและง้าวในมือกระแทกพื้นอย่างแรง ส่งเสียงโห่ร้องตอบรับดังกึกก้องราวกับคลื่นยักษ์ถล่มทลาย

……

ภายนอกเมืองอันผิง หลิวจี้สั่งให้คนตั้งค่ายพักแรมในลานกว้างแห่งหนึ่ง หลังจากควบตะบึงมาตลอดสามวันสองคืน กองทัพที่เขานำมาก็เหนื่อยล้าอ่อนเพลียและหิวโหยจนไส้กิ่วกันหมดแล้ว เมื่อควันไฟพวยพุ่งขึ้น เหล่าทหารก็เริ่มตั้งหม้อหุงหาอาหาร

"ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้เหล่าทหารรีบพักผ่อนฟื้นฟูกำลังให้เร็วที่สุด" หลิวจี้ยืนอยู่หน้าสุดของขบวน ทอดสายตามองเมืองอันผิงภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้าแต่ไกล ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยสั่งการต่อ "ส่งทหารสื่อสารเข้าเมืองไปเกลี้ยกล่อมให้หลี่มูยอมแพ้ หากอีกฝ่ายยอมมอบอำนาจทหารและนำคนมาสวามิภักดิ์แต่โดยดี ก็จะละเว้นโทษตายให้"

เมื่อกลับมาเยือนเมืองอันผิงอีกครั้ง ในหัวของเขาก็มีภาพเงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวของกองทหารม้าที่หลี่มูนำมา ตอนที่ปะทะกับใต้เท้าต่งในวันวานผุดขึ้นมา... นั่นคือกองทหารม้าเกราะหนักที่น่ากลัวเหลือเกิน ราวกับเกิดมาเพื่อเข่นฆ่าสังหารโดยแท้ ไม่รู้จักความหวาดกลัวและการถอยร่นเลยแม้แต่น้อย

พูดกันตามตรง แม้หลิวจี้จะนำทหารมาหลายพันนายและเตรียมตัวมาอย่างดี ทว่าหากมีทางเลือก เขาก็ยังไม่อยากจะตั้งตนเป็นศัตรูกับกองทัพเป้ยกุยอยู่ดี !

"รับทราบ ! " รองแม่ทัพรับคำสั่งแล้วถอยออกไป ไม่นานนัก ทหารม้าหลายนายที่แบกธงรบตัวอักษร "หลิว" ก็ควบม้าออกจากค่าย มุ่งหน้าไปยังทิศทางของประตูเมืองอันผิงอย่างรวดเร็ว

ราว ๆ หนึ่งเค่อต่อมา บนกำแพงเมืองอันผิง หลี่มูทอดสายตามองไปสุดขอบฟ้า จู่ ๆ บนท้องฟ้าก็มีเสียงร้องอันดังกังวานของเหยี่ยวแว่วมา สายตาของเขาเพ่งมองไป ไม่นาน เขาก็มองเห็นจุดสีดำหลายจุดปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า และเมื่อมันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ ปรากฏเป็นเค้าโครงของทหารม้าหลายนาย

"นั่นมันทหารม้าลาดตระเวนของหลิวจี้ที่มาสอดแนมไม่ใช่รึ ? " แววตาของเจี่ยชวนสาดประกายดุดันวาบผ่าน

เห็นเพียงทหารม้าเหล่านั้นควบเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงหน้ากำแพงเมืองอันผิง เจี่ยชวนแค่นเสียงเย็นชา ง้างธนูเตรียมจะยิง ทว่ากลับได้ยินเสียงตะโกนอย่างร้อนรนดังมาจากเบื้องล่าง

"ช้าก่อน อย่าเพิ่งยิงธนู ! "

"พวกข้ารับคำสั่งจากท่านแม่ทัพรักษาเมืองหลิวจี้ ให้นำสารมาส่งให้หลี่มู ! "

ทหารม้าหลายนายดึงสายบังเหียนหยุดม้า พร้อมกับประกาศเจตนาของตน

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มูก็ยกมือขึ้นห้ามการกระทำของเจี่ยชวนไว้ ที่โบราณว่าไว้ สองทัพประจันหน้าไม่ฆ่าทูตสื่อสาร เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "เปิดประตูเมือง ให้พวกมันเข้ามา ข้าล่ะอยากจะฟังนัก ว่าหลิวจี้มีอะไรจะพูดกับพวกเรา"

จบบทที่ ตอนที่ 342 มหาศึกมาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว