เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 341 แผนการของหลิวจี้

ตอนที่ 341 แผนการของหลิวจี้

ตอนที่ 341 แผนการของหลิวจี้


ตอนที่ 341 แผนการของหลิวจี้

"จวนเจิ้นหนานอ๋องไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เลยรึ ? "

เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่มูก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างกะทันหัน สำหรับเขาแล้ว ทั่วทั้งชายแดนใต้ สิ่งที่ควรค่าแก่การระแวดระวังมีเพียงกองทัพชั้นยอดใต้บังคับบัญชาของเจิ้นหนานอ๋องเท่านั้น ส่วนกองทหารของศาลาว่าการอำเภอและพวกทหารยามหรือมือปราบตามเมืองต่างๆ ล้วนเป็นแค่พวกสวะที่เก่งแต่เปลือกนอก ไม่คู่ควรให้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

เขาวางรายชื่อในมือลง แล้วนวดคลึงหว่างคิ้วเบาๆ

"ที่จวนอ๋องใช้ความนิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว อาจเป็นเพราะต้องคอยระวังพวกคนเถื่อนที่ชายแดน เลยแบ่งกำลังมาจัดการพวกเราไม่ได้... หรือว่าเพียงแค่อยากจะยืมมือกองทัพของทางการให้เป็นหินถามทางกันแน่ ? "

เจี่ยชวนวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างจริงจัง "หากเป็นอย่างแรกก็แล้วไปเถอะ แต่หากเป็นอย่างหลัง พวกเราจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด"

หลายปีมานี้ เจิ้นหนานอ๋องซ่องสุมกำลังพลอย่างต่อเนื่อง มีเจตนาจะสร้างชายแดนใต้ให้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวของตน ในฐานะขุนนางใหญ่ระดับเจ้าเมืองหรือแม่ทัพรักษาเมืองของทั้งสามเมืองย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะถูกจวนอ๋องติดสินบนและดึงตัวไปเป็นพวก ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ลัทธิโพกผ้าเหลืองก่อกบฏที่เมืองปั๋วหยาง ราชสำนักก็มัวแต่วุ่นวายอยู่กับการปราบกบฏ ทำให้อำนาจการควบคุมชายแดนใต้ลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ

ขุนนางบู๊ที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักอย่างหลิวจี้และฮั่วอวิ๋นเฟิง ลับหลังย่อมต้องแอบหาทางหนีทีไล่เพื่ออนาคตของตัวเองไว้อย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะแอบทำข้อตกลงลับ ๆ กับจวนอ๋อง และลงเรือลำเดียวกันไปตั้งนานแล้วก็ได้ แม้ยามนี้จะดูเหมือนมีเพียงกองทัพของศาลาว่าการอำเภอเคลื่อนไหว ทว่าภายในนั้นจะมีกองทัพชั้นยอดของจวนอ๋องแฝงตัวมาด้วยหรือไม่ ก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้...

"พรรคฮวาจู๋เป็นสุนัขรับใช้ของจวนอ๋อง หม่าขุยตายทั้งคน ไม่ว่าจะมองในมุมของเหตุผลหรืออารมณ์ จวนอ๋องย่อมไม่มีทางยอมเลิกราง่าย ๆ " หลี่มูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยามนี้แม้เขาจะมีสายสืบแฝงตัวคอยเคลื่อนไหวอยู่ตามอำเภอโดยรอบและในตัวเมืองหงโจว ทว่าก็ยังไม่มีศักยภาพมากพอที่จะส่งสายลับแทรกซึมเข้าไปถึงจวนอ๋องในเมืองฉีโจวได้

ในเมื่อไม่อาจสืบหาข้อมูลของจวนอ๋องได้ ก็ทำได้เพียงพลิกแพลงตามสถานการณ์เท่านั้น

"ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้ทั้งกองทัพเตรียมพร้อมรบเต็มอัตราศึก คุ้มกันเมืองให้ดี ไม่ว่าศัตรูที่มาจะเป็นคนของราชสำนักหรือคนของจวนอ๋อง พวกเราก็จะฟาดฟันไม่ยั้ง ! "

……

ในเวลาเดียวกัน บนถนนหลวงนอกเมืองหงโจว ธงทิวโบกสะบัดพริ้วไหว เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องกัมปนาทปานอสนีบาต ทหารหลายพันนายในชุดเครื่องแบบที่แตกต่างกันตั้งแถวเรียงราย ถือหอกและง้าว มุ่งหน้าสู่เมืองอันผิงภายใต้การนำของกองทัพแนวหน้า ตลอดสองข้างทาง กองทัพนี้ดึงดูดสายตาของชาวบ้านและชาวนาให้หยุดมองและซุบซิบนินทากันอย่างเซ็งแซ่

หลิวจี้ แม่ทัพรักษาเมืองแห่งเมืองหงโจว ขี่ม้าศึกสีแดงพุทราอยู่หน้าสุดของกองทัพ เขาสวมชุดเกราะทองแดงตัวใหม่เอี่ยม ท่าทางองอาจผ่าเผย ส่วนชายที่อยู่เคียงข้างเขาคือชายในชุดขุนนางลายนกกระเรียน เขาผู้นี้ก็คือ เฉินป๋อ ใต้เท้าเฉิน เจ้าเมืองหงโจวคนใหม่จากฝ่ายขุนนางบู๊ ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งแทนเจ้าเมืองติงที่เพิ่งหมดอำนาจไปเมื่อไม่นานมานี้

"พี่หลิว การไปปราบกบฏที่เมืองอันผิงในครั้งนี้ นอกจากจะระดมทหารสี่พันนายจากกองบัญชาการทหารเมืองหงโจวของเราแล้ว ยังเกณฑ์พวกมือปราบและทหารรักษาเมืองจากอำเภอต่าง ๆ มาสมทบอีก รวม ๆ แล้วกำลังพลมีเกือบหมื่นนายเลยนะ"

เจ้าเมืองเฉินลูบหนวดเคราที่คาง ขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ย "แค่จะไปจัดการกับตัวหมากเล็ก ๆ ในอำเภอเล็ก ๆ ถึงกับต้องยกทัพใหญ่โตขนาดนี้ มันไม่ดูเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนไปหน่อยหรือ ? "

หลิวจี้ได้ยินก็ถอนหายใจ เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "พี่เฉิน โปรดอย่าได้ประมาทหลี่มูผู้นี้เชียว แม้ชื่อเสียงของมันจะเทียบกับลู่ซิ่วหลินไม่ได้ ทว่าหากพูดถึงความรับมือยากและความเจ้าเล่ห์เพทุบาย มันอาจจะเหนือกว่าลู่ซิ่วหลินเสียด้วยซ้ำ"

"มันมักจะงัดไพ่ตายออกมาพลิกสถานการณ์ได้เสมอ ในยามที่คนนอกคิดว่ามันพ่ายแพ้อย่างราบคาบไปแล้ว" พูดมาถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็หยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเล่ารายละเอียดการปะทะกันกับใต้เท้าต่งในวันวานและวีรกรรมของหลี่มูให้ฟังอย่างละเอียด

"คนผู้นี้ถึงกับมีกองทหารม้าเกราะหนักที่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ราวกับภูตผีปีศาจด้วยรึ ? "

สีหน้าของเจ้าเมืองเฉินแข็งค้างไป ในฐานะขุนนางฝ่ายบู๊ เขาย่อมรู้ดีว่ากองทหารม้าเกราะหนักนั้นมีพลังรบที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด ในยุคสมัยนี้ ในการทำศึกประจันหน้ากองทหารม้าเกราะหนัก ก็ไม่ต่างอะไรกับรถบดถนนที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง ทว่าในทางกลับกัน ทรัพยากรและเงินทองที่ต้องใช้ในการเลี้ยงดูกองทหารม้าเกราะหนักสักกอง ก็เป็นจำนวนที่มหาศาลจนน่าสยดสยองเช่นกัน รวบรวมงบประมาณทางทหารและกำลังทรัพย์ของทั้งเมืองหงโจว เกรงว่าคงยากที่จะเลี้ยงดูกองทหารม้าเกราะหนักสามพันนายได้

แต่หลี่มูที่อยู่ในอำเภอเล็ก ๆ อย่างอันผิง ทำการค้าขายหมุนเวียนอยู่แค่ในไม่กี่อำเภอ กลับมีกำลังทรัพย์เลี้ยงดูกองทหารม้าเกราะหนักได้เชียวรึ ?

"หากไม่มีกองทหารม้ากลุ่มนั้น หลี่มูคงหัวหลุดจากบ่าไปตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว" หลิวจี้แค่นเสียงเย็นชา

เจ้าเมืองเฉินหันไปมองทหารของฝั่งตนที่เดินตามอยู่ด้านหลัง กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกริก ๆ อย่างไม่รู้ตัว เขาย่อมรู้ดีว่าสันดานของทหารใต้บังคับบัญชาของตนเป็นอย่างไร คนพวกนี้ถ้าเอาไปรับมือกับพวกโจรป่าหรืออันธพาลพทั่วไปก็ยังพอถูไถ แต่หากต้องไปเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งจริง ๆ เกรงว่าคงถูกทุบตีจนทิ้งเกราะถอดหมวกหนีเตลิดเปิดเปิงอย่างรวดเร็วแน่

เมื่อเห็นสีหน้าของเจ้าเมืองเฉิน หลิวจี้ย่อมเข้าใจถึงความกังวลในใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี จึงคลี่ยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ย "ทว่าพี่เฉินก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก การที่พวกเรายกทัพใหญ่มาในครั้งนี้ ก็เพื่อกระจายกำลังพลบุกโจมตีจากหลายทิศทางพร้อม ๆ กัน"

"กองทหารม้าของหลี่มูมีแค่สองสามร้อยนาย พวกมันแยกร่างไม่ได้หรอก ไม่มีทางที่จะป้องกันแนวรบสิบกว่าจุดได้พร้อมกันแน่"

"ขอแค่ส่งกองทหารสักสองสามกองไปแสร้งทำเป็นโจมตีเพื่อดึงความสนใจพวกมันไว้ ไม่ไปปะทะด้วยตรง ๆ ก็เพียงพอที่จะสร้างโอกาสในการโจมตีให้กับคนอื่น ๆ แล้ว ! "

หลิวจี้ยืดเส้นยืดสาย เขาเป็นขุนนางบู๊ ย่อมต้องมีความรู้เรื่องพิชัยสงครามอยู่บ้าง ต่อให้กองทหารม้าเกราะหนักของหลี่มูจะดุดันและไร้เทียมทานแค่ไหน ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือไม่ไปปะทะด้วยตรง ๆ แต่เป็นการหลบเลี่ยงจุดแข็งและใช้กลยุทธ์ตีโอบ

ข้อได้เปรียบของตนคือมีกำลังพลมากมาย เสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์ เช่นนั้นก็ต้องขยายแนวรบให้กว้างที่สุด อาศัยจำนวนคนที่มากกว่าบดขยี้ ทำให้กองทหารม้าเกราะหนักของหลี่มูต้องวิ่งรอกจนเหนื่อยหอบ และค่อย ๆ ลากพวกมันไปสู่ความตาย !

"ข้าได้ยินมาว่านอกจากกองทหารม้ากลุ่มนั้นแล้ว หลี่มูยังเกณฑ์ทหารใหม่มาอีกตั้งพันกว่านายไม่ใช่รึ ? " เจ้าเมืองเฉินเอ่ยถาม

เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของหลิวจี้ก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน โบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางเอ่ย "กองกำลังที่เพิ่งรวบรวมขึ้นมาได้ไม่ถึงครึ่งปี จะไปมีน้ำยาอะไรได้ ? คนพวกนี้พอเข้าสู่สนามรบจริง ๆ เกรงว่าคงกลัวจนฉี่ราดกางเกงกันหมด... ไม่เห็นน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ! "

เขาย่อมได้ยินเรื่องการเกณฑ์ทหารของหลี่มูมาบ้าง ทว่ากลับไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลย ในฐานะขุนนางบู๊ เขารู้ดีว่ากองทัพที่มีคุณภาพจะต้องผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน ถึงจะมีพลังรบที่แท้จริงได้

แต่ในสายตาของเขา หลี่มูไม่ได้เกิดมาในครอบครัวทหาร เดิมทีก็เป็นแค่นายพรานคนหนึ่ง ทหารที่เกณฑ์มาแบบฉุกละหุกส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ชาวนา... กองทัพแบบนี้ จะไปสร้างภัยคุกคามอะไรได้ ?

หากต้องมาทำศึกกันจริง ๆ เกรงว่ากระทั่งฟังสัญญาณคำสั่งก็ยังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ !

ขุนนางบู๊ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากราชสำนักอย่างหลิวจี้ ย่อมมีความรู้สึกเหนือกว่า ข่มขุนศึกเถื่อนอย่างหลี่มูและลู่ซิ่วหลินโดยธรรมชาติ

เขาหลงคิดไปเองว่าตนมีประสบการณ์ในการนำทัพและฝึกทหารอย่างโชกโชน คิดว่าหลี่มูไม่มีทางฝึกกองทัพให้มีพลังรบได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้นในก้นบึ้งของจิตใจเขา จึงมองว่าศัตรูตัวฉกาจมีเพียงกองทหารม้าเกราะหนักอันลึกลับนั้นเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ... ก็เป็นแค่ไก่ดินสุนัขกระเบื้อง พวกไร้น้ำยาเท่านั้น

เมื่อฟังคำพูดของหลิวจี้ แม้ในใจของใต้เท้าเฉินจะยังมีความคลางแคลงใจอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก

……

เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าตรู่ของวันหนึ่ง ขณะที่แสงอรุณสาดส่องไปทั่วผืนปฐพี กองทัพที่นำโดยหลิวจี้ ก็ได้ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของเมืองอันผิงแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 341 แผนการของหลิวจี้

คัดลอกลิงก์แล้ว