เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 343 ชิงลงมือเป็นฝ่ายรุก

ตอนที่ 343 ชิงลงมือเป็นฝ่ายรุก

ตอนที่ 343 ชิงลงมือเป็นฝ่ายรุก


ตอนที่ 343 ชิงลงมือเป็นฝ่ายรุก

ประตูเมืองอันหนักอึ้งถูกดึงเปิดออกอย่างช้า ๆ

ทหารหกนายพลิกตัวลงจากหลังม้า เมื่อเข้าเมืองมาก็ถูกพาตัวมาอยู่เบื้องหน้าหลี่มู

"หลิวจี้ให้พวกเจ้ามาส่งข้อความอะไร ? " หลี่มูช้อนตาขึ้นมองทหารเหล่านี้ เอ่ยเร่งเร้าอย่างตรงไปตรงมาและเด็ดขาด "เวลาของข้ามีไม่มาก หากเป็นคำพูดไร้สาระจำพวกข่มขู่หรือเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนล่ะก็... ไม่ต้องพูดให้เปลืองน้ำลายหรอก"

สิ้นประโยคนี้ ทหารที่เป็นหัวหน้าก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาเอ่ยว่า "ท่านแม่ทัพหลี่ แม้ยามนี้ท่านจะยึดครองเมืองอันผิง มีทหารในสังกัดนับพัน ทว่าในสายตาของราชสำนัก ท่านก็เป็นแค่ตัวหมากเล็ก ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น ! "

"ท่านคงไม่ได้หลงคิดไปจริง ๆ หรอกนะ ว่าจะอาศัยกำลังทหารเพียงแค่นี้ มาต้านทานกองทัพใหญ่ของกองบัญชาการทหารได้ ? "

ทหารนายนั้นหยุดชะงักไปเล็กน้อย แล้วเอ่ยต่อ "ชายแดนใต้มีเมืองหงโจว เมืองปิงโจว และเมืองฉีโจว สามเมืองใหญ่ กองทหารรักษาเมืองและมือปราบต่าง ๆ รวมกันก็มีจำนวนทะลุสามหมื่นนายไปตั้งนานแล้ว"

"กำลังพลสามหมื่นนาย มากพอที่จะบดขยี้แคว้นเล็ก ๆ แคว้นหนึ่งได้สบาย ๆ นับประสาอะไรกับเมืองอันผิงเล็ก ๆ แค่นี้ ! "

หลี่มูรับฟังคำพูดของอีกฝ่าย โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

เขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องโกหก แคว้นต้าฉีมีเมืองรวมทั้งสิ้นสิบเก้าเมืองแต่ละเมืองล้วนมีกำลังทหารเกือบหมื่นนาย และในฐานะสามเมืองชายแดนใต้ที่ตั้งอยู่ติดกับชายแดน จำนวนทหารย่อมไม่มีทางน้อยแน่ ตัวเลขสามหมื่นเป็นเพียงการประเมินแบบต่ำสุดแล้ว หากบวกรวมกองหนุน ทหารเกณฑ์แรงงาน และกองทหารนักโทษเข้าไปด้วย เกรงว่าจำนวนคงเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

"หลี่มู เจ้าบังอาจฆ่านายอำเภอเฉาและแม่ทัพรักษาเมืองหลินโดยพลการ ถือเป็นความผิดมหันต์ต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตร ทว่ายามนี้บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในช่วงวิกฤต ศึกในมีกบฏก่อความวุ่นวาย ศึกนอกก็มีชนเผ่าต่างชาติคอยจ้องตะครุบเหยื่อ"

"ใต้เท้าแม่ทัพรักษาเมืองของข้าฝากมาบอกว่า... ขอเพียงเจ้ายินดีนำทหารในสังกัดยอมจำนนและสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก เขาจะใช้หมวกขุนนางบนหัวเป็นประกัน ถวายฎีกาขอให้ราชสำนักเมตตาละเว้น ไม่เพียงแต่จะเว้นโทษตายให้เจ้า แต่ยังอาจจะประทานตำแหน่งขุนนางให้เจ้าอีกด้วย ! " ทหารนายนั้นเน้นเสียงหนักแน่น ทีละคำ ๆ "นี่คือความเมตตาอันยิ่งใหญ่ดุจฟ้าประทานเชียวนะ ! "

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการหลอกล่อเชิญชวน ทว่ามุมปากของหลี่มูกลับค่อยๆ เผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา ซื้อใจให้ยอมสวามิภักดิ์ ? ตั้งแต่โบราณกาลมา "กบฏ" ที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อทางการ ไม่เคยมีจุดจบที่ดีเลยสักราย

ยิ่งไปกว่านั้น สันดานของขุนนางพวกนี้ หลี่มูเข้าใจทะลุปรุโปร่งมาตั้งนานแล้ว แม้หลิวจี้จะปากหวานสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์มากมาย ทว่าขอเพียงเขาตอบตกลง ทหารใต้บังคับบัญชาก็จะต้องถูกจับแยกย้ายไปสังกัดกองทหารอื่นอย่างแน่นอน กองทัพฉางหนิงจะต้องถูกยุบโดยสมบูรณ์ แม้ตัวเขาจะได้ตำแหน่งขุนนางมาครอง ทว่าก็คงเป็นได้แค่ตำแหน่งลอย ๆ ที่ไร้อำนาจที่แท้จริง และเมื่อใดที่หลี่มูถูกริบรอนอำนาจจนหมดสิ้น ถึงตอนนั้นหลิวจี้ก็จะพลิกหน้าหักหลัง ยัดข้อหาอะไรสักอย่างเพื่อประหารชีวิตเขาทิ้ง... ถึงอย่างไรในฐานะแม่ทัพรักษาเมือง เขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้มีปัจจัยที่ไม่สงบและควบคุมยากอย่างหลี่มู อยู่ในสังกัดของตนเป็นแน่

บนกำแพงเมืองตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายลมจากแดนไกลที่พัดโหยหวน สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปที่หลี่มู เฝ้ารอคำตอบจากเขา

"เมื่อครู่ข้าพูดไปแล้ว... คำพูดเกลี้ยกล่อมไร้สาระไม่ต้องเอามาพูด" หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก จู่ ๆ ก็พุ่งพรวดคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้อย่างรวดเร็ว เอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "เจ้าบอกว่าชายแดนใต้มีทหารหลวงสามหมื่นนาย ถ้างั้นก็ให้พวกมันแห่กันมาให้หมดเลย ขอเพียงพวกเจ้าแบกรับผลลัพธ์ที่จะตามมาไหว ข้า หลี่มูผู้นี้ก็พร้อมจะสู้ยิบตาจนถึงที่สุด ! "

ปัง !

เขาผลักอีกฝ่ายออกไปอย่างแรง

ทหารนายนั้นยืนไม่อยู่ ซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว แผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงเมืองอย่างจัง ใบหน้าซีดเผือด

"หลี่มู เจ้าคิดให้ดีนะ ! นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวในชีวิตของเจ้าแล้ว ! หากกองทัพใหญ่ตีเมืองแตกเมื่อไหร่ ทั้งเจ้าและทหารหน้าโง่ของเจ้าจะไม่มีใครรอดชีวิตไปได้ พวกเจ้าทุกคนจะต้องตาย ! "

ทหารนายนั้นกัดฟันกรอด เค้นคำพูดที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตและการข่มขวัญออกมาจากไรฟัน

สิ้นประโยคนี้ ทหารสวมเกราะกองทัพฉางหนิงหลายสิบนายบนกำแพงเมืองก็มีสีหน้าถมึงทึง รังสีอำมหิตพวยพุ่ง บางคนที่อารมณ์ร้อนถึงกับชักดาบเตรียมจะพุ่งเข้าไปสับหัวมันทันที

"หืม ? " หลี่มูยกมือขึ้นห้ามทหารใต้บังคับบัญชาไว้ จากนั้นก็หันไปมองทหารแคว้นฉีที่กล้าเอ่ยปากข่มขู่เอาชีวิต หัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยถาม "เจ้าชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร ? "

"ทหารม้าลาดตระเวน สังกัดกองทัพถุนเจี่ย ค่ายหย่ง กองร้อยที่สาม แห่งเมืองหงโจว นามว่า หลิวเอ้อหย่ง" เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่าคำพูดเมื่อครู่ของตนนั้นล่วงเกินอีกฝ่ายมากเกินไป เขากัดฟันถาม "เจ้าจะฆ่าข้ารึ ? "

"ทหารม้าลาดตระเวนหลิวเอ้อหย่ง ไสหัวกลับค่ายของเจ้าไปซะ ข้าหวังว่าเจ้าจะพยายามเอาชีวิตรอดให้ได้นะ รอดให้ถึงวันที่สงครามครั้งนี้จบลง" หลี่มูโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "เพราะมีเพียงทำแบบนั้น เจ้าถึงจะได้เห็นกับตาตัวเอง ว่าข้าบดขยี้กองทัพของพวกเจ้ายังไง ! "

"รองแม่ทัพเจี่ย ส่งพวกมันออกจากเมือง ! "

เจี่ยชวนก้าวยาว ๆ เดินเข้ามาหา ยกมือขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "เชิญ ! "

หลิวเอ้อหย่งกัดฟันอัดอั้นอยู่นาน ท้ายที่สุดก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก นำทหารด้านหลังรีบเร่งเดินทางออกจากเมืองอันผิงไป

เมื่อมองดูแผ่นหลังของทหารม้าลาดตระเวนที่ค่อยๆ ห่างออกไป หลี่มูก็เอามือยันกำแพงเมืองไว้ เอ่ยเสียงขรึม "หลิวจี้และพรรคพวกเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน ทหารใต้บังคับบัญชาต้องเหนื่อยล้าอ่อนเพลียอย่างแน่นอน ข้าสังเกตเห็นทหารไม่กี่นายเมื่อครู่นี้ ในตามีเส้นเลือดแดงก่ำ ใบหน้าซีดเซียว พลังรบจะต้องลดทอนลงไปมากอย่างแน่นอน"

"ยามนี้แหละ คือโอกาสทองที่สุดที่พวกเราจะเป็นฝ่ายชิงบุกโจมตีก่อน ! "

หลี่มูสีหน้าเคร่งเครียด หันไปสั่งเจี่ยชวน "ถ่ายทอดคำสั่งของข้า ระดมพล ตรวจสอบอาวุธ อีกหนึ่งเค่อ ออกเดินทางไปปล้นค่ายพวกมัน ! "

ท่ามกลางหมู่เมฆบนท้องฟ้าอันไกลโพ้น เงาร่างของเสี่ยวไป๋หลง กำลังโบยบินโฉบเฉี่ยว มันบินสะกดรอยตามพวกหลิวเอ้อหย่งไปติด ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถส่งข่าวเกี่ยวกับค่ายทหารของหลิวจี้ให้หลี่มูรับรู้ได้ทันท่วงที

ฮี้ ! ! สิ้นเสียงคำสั่งของหลี่มู ทหารม้ากองทัพฉางหนิงหลายร้อยนายที่เตรียมพร้อมรออยู่นานแล้ว ก็ควบทะยานออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าพุ่งตรงไปยังเส้นขอบฟ้า

……

สิบลี้นอกเมืองอันผิง

หลิวจี้และเจ้าเมืองเฉินรับฟังรายงานจากทหารที่ส่งไปส่งสาร สีหน้าก็ยิ่งดูทะมึนทึนทึกลงไปอีก

"ไอ้หลี่มูมันรนหาที่ตายจริง ๆ ในเมื่อไว้หน้าแล้วไม่ต้องการ งั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องปรานีมันอีก" หลิวจี้ใช้มีดแล่เนื้อแกะย่างสีเหลืองทองชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ พลางสั่งการ: "ถ่ายทอดคำสั่งไปยังรองแม่ทัพของกองทัพอีกห้าสาย อีกสองชั่วยามให้เริ่มบุกโจมตีเมืองอันผิงพร้อมกันจากสี่ทิศ เหนือ ใต้ ออก ตก ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ไม่ต้องสนผลลัพธ์ที่จะตามมา ต้องยึดเมืองนี้มาให้ได้ในเวลาที่สั้นที่สุด ! "

เจ้าเมืองเฉินที่นั่งอยู่ด้านข้าง ได้ยินคำพูดของหลิวจี้ก็เลิกคิ้วขึ้น รอจนทหารสื่อสารรับคำสั่งถอยออกไปแล้ว จึงเอ่ยถามขึ้น "ใต้เท้าหลิว ข้าได้ยินมาว่าหลี่มูผู้นี้มีชื่อเสียงในเมืองอันผิงไม่เบา ชาวบ้านมากมายต่างก็เคารพเลื่อมใสเขา ต่อให้ตีเมืองอันผิงแตกได้ แต่การจะทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย"

"ชาวบ้านรึ ? หึ ก็แค่ฝูงแพะแกะเท่านั้นแหละ รอให้ยึดเมืองได้เมื่อไหร่ จับมาฆ่าทิ้งสักรอบ พวกมันก็จะว่าง่ายยอมฟังคำสั่งเองนั่นแหละ" หลิวจี้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ไม่ได้เก็บเอาเรื่องนี้มาใส่สมองเลย

เจ้าเมืองเฉินได้ยินก็อ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าวินาทีนั้นเอง เขากลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้า ในฐานะขุนนางบู๊ เขาย่อมคุ้นเคยกับความเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นอย่างดี นี่คือสัญญาณที่เกิดขึ้นจากการควบตะบึงของม้าศึกจำนวนมหาศาลพร้อม ๆ กัน

ขวับ ! เจ้าเมืองเฉินเงยหน้าขวับมองไปแดนไกล ที่สุดเส้นขอบฟ้าเห็นกองทหารม้ากลุ่มหนึ่งกำลังควบตะบึงพุ่งทะยานตรงดิ่งมายังค่ายทหารของพวกตน ท่ามกลางแสงอรุณยามเช้า ธงรบที่มีตัวอักษร "ฉางหนิง" กำลังโบกสะบัดพริ้วไหวรับสายลมดังกึกก้อง !

จบบทที่ ตอนที่ 343 ชิงลงมือเป็นฝ่ายรุก

คัดลอกลิงก์แล้ว