- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 307 ออกเดินทาง
ตอนที่ 307 ออกเดินทาง
ตอนที่ 307 ออกเดินทาง
ตอนที่ 307 ออกเดินทาง
หลี่มูโบกมือส่งสัญญาณให้เหล่าทหารที่อยู่รอบ ๆ เข้ามาจัดการลากศพของพวกโจรภูเขาออกไปจากลานฝึกซ้อม รอจนถึงพรุ่งนี้เช้าค่อยนำไปโยนทิ้งในป่าเพื่อเป็นอาหารให้สัตว์ร้าย
โจรเถื่อนพวกนี้เดิมทีก็เป็นพวกเดนมนุษย์ที่ทำชั่วมานับไม่ถ้วน ต่อให้พวกมันตายตกไปจนหมดสิ้น ก็ไม่ทำให้หลี่มูรู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัด เขาจัดเวรยามสำหรับค่ำคืนนี้เสร็จสรรพ ก็กลับไปที่ห้องของตนแล้วหลับยาวไปจนถึงรุ่งสาง
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลี่มูแต่งกายอย่างรัดกุม เก็บกวาดข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องพกติดตัวเรียบร้อยแล้ว จึงสั่งให้คนไปเรียกตัวเหยาเฟิงมา
"พี่เหยา ข้าเตรียมตัวพร้อมแล้ว วันนี้พวกเราออกเดินทางกันได้เลย" หลี่มูสั่งให้คนจูงม้าพันธุ์ดีมาสองตัว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
พอได้ยินคำพูดนี้ เหยาเฟิงที่เดิมทียังมีท่าทีงัวเงียอยู่บ้างก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที เอ่ยด้วยความตกตะลึง "เร็วขนาดนี้เชียว ? ข้านึกว่าน้องหลี่จะต้องใช้เวลาเตรียมตัวอีกสักหลายวันเสียอีก ภายในหมู่บ้านมีงานรัดตัวมากมาย ท่านจะปลีกตัวออกมาง่าย ๆ เช่นนี้ได้เลยรึ ? "
"เรื่องน้อยใหญ่ในเมืองล้วนมีคนคอยรับผิดชอบดูแลอยู่แล้ว ข้าที่เป็นแม่ทัพ... ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ตำแหน่งลอย ๆ เท่านั้นแหละ อยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่ได้แตกต่างกันนักหรอก" หลี่มูยิ้มบาง ๆ พลางยื่นสายบังเหียนของม้าตัวหนึ่งไปให้
"อีกอย่าง ยุคสมัยนี้บ้านเมืองไม่ค่อยจะสงบสุขนัก เรื่องอะไรที่รีบจัดการให้เสร็จได้ ก็ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่ง"
"ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปจะเกิดเรื่องแทรกซ้อนได้ ! "
สาเหตุที่หลี่มูเลือกที่จะออกเดินทางอย่างเร่งรีบเช่นนี้ ประการหนึ่งเป็นเพราะเวลาที่เหลืออยู่มีไม่มากนักจริง ๆ ส่วนอีกประการหนึ่ง ก็เป็นเพราะเขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว ที่จะจับตาดูว่าเหยาเฟิงผู้นี้แท้จริงแล้วมาดีหรือมาร้ายกันแน่ !
ฐานะของเหยาเฟิงนั้นพิเศษมาก หากเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป หลี่มูคงไม่มีทางเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายและยอมเสียแรงมากมายเพื่อตรวจสอบจุดประสงค์ของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน
ทว่าเขาคือสหายรักในวันวานของเจียงหู่ เป็น "ผู้มีพระคุณ" ที่เคยรับคมดาบแทนมาแล้ว !
เจียงหู่ในยามนี้คือแม่ทัพทะลวงฟันอันดับหนึ่งใต้บังคับบัญชาของหลี่มู มีนิสัยซื่อตรงเปิดเผย บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ ทว่าในแง่ของสติปัญญาและความคิดอ่านแล้ว กลับค่อนข้างเถรตรงและซื่อบื้อไปสักหน่อย สมมติว่าเหยาเฟิงแฝงตัวมาด้วยเจตนาร้ายจริง ๆ หากหลี่มูไม่ยอมติดเบ็ด อีกฝ่ายก็จะต้องเบนเป้าหมายไปที่เจียงหู่อย่างแน่นอน...
เจียงหู่เป็นคนไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยม ซ้ำยังเห็นแก่บุญคุณในอดีต จะต้องตกหลุมพรางอย่างไม่ต้องสงสัย หากต้องเป็นเช่นนั้น มิสู้ให้เขาเป็นคนก้าวออกมารับมือกับเรื่องนี้เองเสียยังจะดีกว่า
"เหยาเฟิง เจ้าอย่าหาว่าข้าระแวงเลย ยุคสมัยนี้จะไว้ใจใครสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้" หลี่มูพึมพำในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย
"ข้ายอมเป็นฝ่ายกล่าวคำขอโทษในท้ายที่สุดหากข้าสงสัยผิดคน ดีกว่าต้องมาตายอย่างโง่งมเพราะถูกคนลอบกัด"
ความคิดในใจของหลี่มูยามนี้ เหยาเฟิงย่อมไม่มีทางล่วงรู้ เขารับสายบังเหียนมาด้วยความลังเลใจเล็กน้อย เอ่ยว่า "พวกเราจะออกเดินทางกันตอนนี้เลยรึ ? อย่างน้อยก็ควรจะไปบอกกล่าวเจียงหู่สักคำ อีกอย่าง ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้กินเลย..."
"ข้าสั่งให้เจียงหู่ไปคุมฝึกทหารแล้ว ส่วนเรื่องเสบียงก็ไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมเนื้อรมควันกับแผ่นแป้งมาพอสมควร พวกเรากินไปเดินทางไปก็แล้วกัน" หลี่มูพูดจบ ก็ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธ จูงม้าเดินนำหน้าออกไปจากค่ายทหารทันที
เมื่อเห็นดังนั้น เหยาเฟิงจึงทำได้เพียงเดินตามไป ทั้งสองเดินมาจนถึงหน้าประตูเมือง กล่าวคำกำชับและอำลาเหล่าทหารยามเรียบร้อยแล้ว จึงพลิกตัวขึ้นหลังม้า ควบตะบึงลงจากภูเขาไปอย่างรวดเร็ว
"ท่านแม่ทัพหลี่ องครักษ์ของท่านล่ะ ? " ระหว่างที่ควบม้า เหยาเฟิงก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทว่ากลับไม่พบองครักษ์ติดตามมาข้างกายหลี่มูเลย สีหน้าจึงเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ
"ทหารในค่ายล้วนมีตารางฝึกซ้อมทุกวัน ปลีกตัวมาไม่ได้หรอก การเดินทางครั้งนี้มีแค่เจ้ากับข้าสองคนเป็นเพื่อนร่วมทางก็พอ" หลี่มูตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
เหยาเฟิงชะงักอึ้งไป "ทำไมรึ พี่เหยากลัวว่าจะเจอโจรดักปล้นกลางทางงั้นหรือ ? "
หลี่มูเอ่ยพลางชักดาบเหล็กกล้าที่เอวออกมาแกว่งไกวกลางอากาศสองสามครั้ง "ในอาณาเขตเมืองอันผิงแห่งนี้ ชื่อเสียงของข้าก็พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง ! หากบังเอิญเจอพวกตาบอดไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง วิชาฝีมือของหลี่มูผู้นี้ก็ไม่ได้ฝึกมาเสียเปล่า รับรองว่าจะส่งพวกมันลงนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยทีเดียว ! "
"ท่านแม่ทัพหลี่ก็อย่าได้ประมาทไปเลยขอรับ"
เหยาเฟิงมีสีหน้ากังวลใจเล็กน้อย เอ่ยเตือนว่า "ยุคสมัยนี้ข้าวยากหมากแพง โลกภายนอกเต็มไปด้วยผู้คนที่หิวโหยจนเสียสติมาดักปล้นกลางทาง พวกมันไม่สนใจหรอกว่าคนที่ผ่านมาเป็นใคร หากแห่กันเข้ามารุมกินโต๊ะ ต่อให้เป็นยอดฝีมือในยุทธภพก็อาจจะถูกรุมทุบตีจนตายได้นะขอรับ"
"เมื่อก่อนตอนที่ข้าเดินทางไปทำการค้า ก็ต้องจ้างผู้คุ้มกันตั้งสิบกว่าคน ถึงจะกล้าใช้เส้นทางนอกเมือง"
"ข้าบอกว่าไม่ต้อง ก็คือไม่ต้อง ! " หลี่มูตบหน้าอกตัวเองด้วยท่าทีองอาจหาญกล้า "โจรภูเขากระจอก ๆ นับเป็นตัวอะไรได้ ขนาดกองคาราวานอาชาเหล็กกับทหารทางการข้ายังไม่เคยกลัว แล้วข้าจะต้องไปหวาดหวั่นกับไอ้พวกอันธพาลหิวโซที่แม้แต่ข้าวก็ยังไม่มีจะตกถึงท้องพวกนั้นด้วยงั้นรึ ? "
เมื่อเห็นท่าทีดึงดันของเขา เหยาเฟิงก็ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าจนใจ ค่อย ๆ หันหน้าหลบไปอีกทาง
ทว่าในจังหวะที่เขาหันหน้ากลับไปนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตาฝาดหรืออย่างไร หลี่มูคล้ายกับมองเห็นร่องรอย... รอยยิ้มที่เหมือนยกภูเขาออกจากอกบนใบหน้าของเขา !
ภายนอกทำเป็นตักเตือน แต่ความจริงแล้วแอบดีใจจนเนื้อเต้นที่ข้าไม่พาทหารองครักษ์มาด้วยงั้นสินะ ?
หลี่มูแค่นเสียงหัวเราะเยาะในใจ เขาเชื่อมั่นว่าสายตาของตนเองไม่มีทางมองพลาดอย่างแน่นอน เหยาเฟิงผู้นี้ 80% ต้องมีปัญหาแน่นอน !
ทว่าเมื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างอีกฝ่ายกับเจียงหู่ หลี่มูจึงไม่อาจใช้กำลังจับกุมตัวมาเค้นสอบสวนตรง ๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เขามีทั้งป้ายเสือเรียกทัพ และป้ายคำสั่งเทวะท่องพันลี้พกติดตัวอยู่ ไพ่ตายในมือมีเพียบพร้อม ย่อมไม่หวั่นเกรงที่จะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายใด ๆ เขาจึงข่มความใจร้อนเอาไว้ แล้วเล่นตามน้ำกับอีกฝ่ายต่อไป เพื่อรอดูว่าเจ้านี่มีแผนการอะไรซ่อนอยู่กันแน่ !
ทั้งสองควบม้าพันธุ์ดีเดินทางรอนแรมโดยไม่ได้หยุดพัก ระหว่างทางเวลาผ่านไปสองชั่วยาม ในที่สุดก็เดินทางมาถึงอำเภอเหรินเจ๋อที่อยู่ติดกับเมืองอังผิง
"น้องหลี่ พรานป่าที่ข้ารู้จักพักอยู่ที่นี่แหละ" เหยาเฟิงกระตุกสายบังเหียนให้ม้าหยุด ชี้มือไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่สุดปลายถนนดินแดงเบื้องหน้าพลางเอ่ย "สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านหนานกั่ง ในหมู่บ้านมีบ้านเรือนอยู่ราว ๆ ร้อยกว่าหลังคาเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพล่าสัตว์ ถือว่าเป็นหมู่บ้านนายพรานที่โด่งดังของอำเภอเหรินเจ๋อเลยล่ะ"
หลี่มูทอดสายตามองตามทิศทางที่นิ้วของอีกฝ่ายชี้ไป เห็นเพียงบริเวณหน้าบ้านแต่ละหลังในหมู่บ้านเบื้องหน้า แทบทุกหลังล้วนขึงเชือกเอาไว้ บนเชือกมีหนังสัตว์นานาชนิดแขวนตากอยู่ ในจำนวนนั้นยังมีหนังสัตว์สีสันลวดลายสะดุดตา เต็มไปด้วยริ้วลายสีดำสลับเหลือง ซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นหนังเสือโคร่งที่สมบูรณ์แบบทั้งผืน !
เมื่อเห็นภาพนี้ ในใจของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนความคาดหวังขึ้นไปอีกหลายส่วน พรานป่าในหมู่บ้านแห่งนี้ถึงกับสามารถล่าเสือโคร่งได้จริงๆ ดูท่าเฉพาะเรื่องประเด็นที่ว่า "ที่นี่มีสัตว์ป่าเป็น ๆ " เหยาเฟิงคงจะไม่ได้โกหก
"เถ้าแก่เหยา ในที่สุดก็ตั้งตารอจนท่านมาถึงเสียที"
ทั้งสองควบม้ามาถึงหน้าหมู่บ้าน เห็นเพียงหญิงชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ นางกำลังคุ้ยเขี่ยถั่วลิสงในตะกร้าไม้ไผ่ พลางส่งรอยยิ้มกว้างทักทายเหยาเฟิง "ลองนับวันดู ท่านไม่ได้มาเยือนหมู่บ้านเรารับซื้อหนังสัตว์เป็นเดือนแล้วนะ ในละแวกสิบลี้แปดลี้นี้ มีแค่ท่านคนเดียวแหละที่ให้ราคายุติธรรมที่สุด"
"นี่ไง พวกเราอุตส่าห์เก็บสะสมหนังสัตว์เอาไว้ไม่ยอมขายให้ใคร ก็เพื่อรอขายให้ท่านโดยเฉพาะเลยนะ ! " หญิงชราชี้มือไปยังหนังสัตว์ที่ผ่านการชำระล้างทำความสะอาดแล้ว ซึ่งถูกแขวนตากไว้บนเชือก ท่าทางของนางราวกับได้พบเจอเทพเจ้าแห่งโชคลาภก็ไม่ปาน ยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลง
เห็นได้ชัดว่าเหยาเฟิงคุ้นเคยกับคนในหมู่บ้านนี้เป็นอย่างดี พอพวกเขาสองคนปรากฏตัว ก็ดึงดูดชาวบ้านจำนวนไม่น้อยให้เดินเข้ามาพูดคุยทักทาย ลองกวาดสายตานับดูคร่าวๆ ก็มีมากถึงยี่สิบสามสิบคน !
คนเหล่านี้พากันห้อมล้อมเหยาเฟิงและหลี่มูเอาไว้ตรงกลาง ขยับเบียดเสียดแทรกตัวเข้ามาใกล้ไม่หยุด ปากก็ตะโกนถามไถ่ถึงราคาหนังสัตว์ในช่วงนี้ บีบพื้นที่รอบกายให้คับแคบลงเรื่อย ๆ
ทว่าที่ด้านหลังสุดของฝูงชน มีชายหนุ่มผิวคล้ำกร้านแดดผู้หนึ่ง ในมือซ้ายกำหนังสัตว์เอาไว้สองผืน ส่วนมือขวาถือมีดปลายแหลมสำหรับเลาะกระดูก สายตาอันเย็นเยียบและอำมหิตของมันจับจ้องไปยังหลี่มูที่อยู่ท่ามกลางวงล้อม จากนั้น มันก็แสร้งทำตัวกลมกลืนเป็นเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ ค่อย ๆ เบียดเสียดแทรกตัวเข้ามาใกล้ !