- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 306 ดาบสองคม
ตอนที่ 306 ดาบสองคม
ตอนที่ 306 ดาบสองคม
ตอนที่ 306 ดาบสองคม
"ข้าเป็นคนรักษาสัจจะ ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเจ้าไม่ใช่นักโทษอีกแล้ว" หลี่มูโบกมือ
ทหารหลายนายที่อยู่ด้านหลังก็ก้าวออกไปทันที เดินเข้าไปถอดเสื้อผ้าขาดวิ่นของโจรภูเขาทั้งห้าคนออก
"ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด เผยให้เห็นบาดแผลบนตัวพวกเจ้าให้ชัด ๆ ข้าตรวจสอบเสร็จแล้วจะให้หมอทหารมารักษาพวกเจ้า"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ โจรภูเขาทั้งห้าที่มีไอ้หน้าบากเป็นผู้นำก็ยิ่งเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ รีบถอดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วตามคำสั่ง
ทว่าเมื่อเสื้อผ้าถูกปลดเปลื้องจนหมด หลี่มูกลับต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกตะลึง โจรภูเขาทั้งห้าคนที่เอาชนะศัตรูและรอดชีวิตมาได้นี้ แต่ละคนล้วนมีสภาพเลือดอาบชุ่มไปทั้งตัว ทั่วร่างมีบาดแผลไม่ต่ำกว่าสิบแห่ง บาดแผลเหล่านั้นมีเนื้อปลิ้นหลุดลุ่ยออกมา ดูน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง
คนที่อาการหนักที่สุด ถึงกับถูกขวานหนักฟันเข้าที่หน้าอก ภายใต้แสงคบเพลิง หลี่มูถึงกับสามารถมองเห็นซี่โครงสีขาวโพลนที่อยู่ลึกเข้าไปในบาดแผลได้อย่างชัดเจน ! หากเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาทั่วไป บาดเจ็บสาหัสปางตายขนาดนี้ เกรงว่าคงจะล้มลงไปนอนร้องโอดโอยครวญครางเพราะเสียเลือดมากและเจ็บปวดแสนสาหัสไปนานแล้ว ทว่าโจรภูเขาทั้งห้าคนตรงหน้านี้ แม้จะแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาบ้าง แต่ก็ดูไม่ได้เจ็บปวดทรมานจนถึงขั้นทนไม่ไหว
"พลังของธงรบโลหิตผืนนี้ช่างน่าทึ่งจริง ๆ มันถึงกับสามารถกดข่มบาดแผลที่ร้ายแรงถึงชีวิตเช่นนี้เอาไว้ได้ชั่วคราว ! "
หลี่มูกำธงในมือแน่นขึ้นอีกนิด เมื่อครู่มีเสื้อผ้าบดบังอยู่ เขาจึงมองเห็นบาดแผลของโจรภูเขาทั้งห้าคนได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ตอนนี้เมื่อเปลือยเปล่าไร้สิ่งปกปิด หลี่มูก็เห็นว่าบนร่างของพวกมันแต่ละคน ล้วนแบกรับบาดแผลฉกรรจ์ที่น่าสยดสยองเอาไว้ ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยมีดรอยดาบและการถูกทุบตีด้วยของแข็ง บาดแผลลึกจนเห็นกระดูก ซ้ำยังมีหลายจุดที่โดนเข้าที่จุดตาย บาดแผลระดับนี้ อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย ต่อให้เป็นวัวกระทิงตัวผู้ที่ล่ำสันแข็งแรง ก็ยังทนรับไม่ไหว !
"ธงรบโลหิตผืนนี้สามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นหุ่นเชิด เครื่องจักรสังหารที่ไม่รู้จักความเจ็บปวด ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และรู้เพียงแค่การต่อสู้เข่นฆ่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
มุมปากของหลี่มูเผยรอยยิ้ม ผลการทดสอบของจริงที่ได้เห็นกับตาตนเองนั้น ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าตัวอักษรข้อมูลอันเย็นชาพวกนั้นมากนัก ผ่านการต่อสู้ในวงแคบ ๆ ครั้งนี้ เขาได้เข้าใจถึงประสิทธิภาพในการรบจริงของไอเทมชิ้นนี้อย่างถ่องแท้แล้ว
ลมหนาวพัดโชยผ่านลานฝึกซ้อม ภายใต้คำสั่งของหลี่มู หมอทหารประจำค่ายก็รีบรุดมาตรวจดูอาการบาดเจ็บของทั้งห้าคน และต้องตกตะลึงจนหาคำบรรยายไม่ได้เช่นกัน จากประสบการณ์การเป็นหมอมาหลายปีของเขา บาดแผลที่โจรภูเขาทั้งห้าคนได้รับ ล้วนเกินขีดจำกัดที่คนธรรมดาจะทนรับได้ไปนานแล้ว
"ท่านแม่ทัพ บาดแผลของคนทั้งห้าล้วนกระทบถึงจุดตาย ตามหลักแล้วควรจะหมดสติหรือสิ้นใจตายคาที่ไปแล้ว ทว่ายามนี้พวกเขากลับยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน... ขออภัยที่ผู้เฒ่าโง่เขลา ไม่อาจหาคำอธิบายในเรื่องนี้ได้จริง ๆ "
หมอเฒ่าประสานมือค้อมตัวลงด้วยอาการสั่นเทา เอ่ยเสียงสั่น "หรือบางทีอาจเป็นเพราะวิชาแพทย์ของผู้เฒ่ายังไม่ถึงขั้น น่าละอายยิ่งนัก น่าละอายจริง ๆ ! "
"ตาเฒ่า ร่างกายพวกข้าแข็งแรงดีแท้ ๆ เจ้ากลับมาแช่งให้พวกข้าตายไว ๆ งั้นรึ ? "
"ข้ารู้สึกว่าทั่วร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง มีแรงพอจะซัดวัวให้ล้มได้ทั้งยืนเลยนะโว้ย ! "
"วิชาแพทย์ห่วยแตกแค่นี้ก็อย่าเอามาอวดเลย รีบกลับไปทำนาซะเถอะไป..."
เวลานี้ ผลสถานะของธงรบโลหิตบนตัวโจรภูเขาทั้งห้าคนยังไม่สิ้นสุด พวกมันยังคงรู้สึกว่าพละกำลังและพลังชีวิตในร่างกายนั้นเต็มเปี่ยมล้นปรี่ ส่วนบาดแผลบนร่างน่ะรึ ย่อมไม่ถูกเก็บมาใส่ใจ เมื่อได้ยินหมอเฒ่าวินิจฉัยอาการของพวกตนเช่นนั้น พวกมันก็สวนกลับและด่าทออย่างหยาบคายทันที
โดยเฉพาะไอ้หน้าบากที่ดูจะอารมณ์พลุ่งพล่านที่สุด มันลุกขึ้นยืนตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ ๆ ตวาดลั่น
"ร่างกายของข้ากำยำแข็งแรง อย่าว่าแต่แผลแค่นี้เลย ต่อให้เจ็บหนักกว่านี้อีกสักหน่อยก็ยังไม่ระคายผิวข้าหรอก ไอ้หมอเถื่อนอย่างเจ้า... พรวด ! "
คำพูดของมันยังไม่ทันจบ จู่ ๆ ก็กระอักเลือดสด ๆ ออกมาคำโต ในเวลาเดียวกัน มันรู้สึกว่าโลกหมุนเคว้ง ขาทั้งสองข้างราวกับสูญเสียเรี่ยวแรงไปในพริบตา ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างแรง
"นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? " ไอ้หน้าบากสัมผัสได้ว่า พลังอันเต็มเปี่ยมที่ชวนให้บ้าคลั่งในร่างกายเมื่อครู่ กลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยในเสี้ยววินาที มันสั่นเทิ้ม ใช้มือยันพื้นพยายามจะลุกขึ้นยืน ทว่าวินาทีต่อมา ความเจ็บปวดเจียนตายก็ถาโถมขึ้นมาจากทุกส่วนของร่างกาย
เจ็บ ! เจ็บ ๆ ๆ ๆ !
มันเป็นความเจ็บปวดที่ฝังลึกเข้าไปถึงกระดูกดำจนยากจะบรรยาย ราวกับว่ากระดูกและเนื้อหนังทั้งตัวกำลังถูกบดขยี้อย่างโหดเหี้ยมในวินาที !
ความเจ็บปวดซัดกระหน่ำเข้ามาดุจคลื่นยักษ์สึนามิ ไอ้หน้าบากชักกระตุกดิ้นรนอย่างทรมาน ส่งเสียงร้องโหยหวน เลือดสด ๆ พุ่งทะลักออกจากบาดแผล เพียงไม่นานก็กลายเป็นกองเลือดเจิ่งนองอยู่ใต้ร่างของมัน
"อ๊ากกก..." เส้นเลือดดำบนหน้าผากของมันปูดโปน ใบหน้าแดงก่ำจนแทบจะคั้นเลือดออกมาได้ ตาเหลือกถลน ลำคอเปล่งเสียงคำรามแหบพร่าอย่างไม่ได้สติออกมา และโจรภูเขาอีกสี่คนที่เหลือ ก็เกิดอาการเดียวกับไอ้หน้าบากในเวลาไล่เลี่ยกัน ชั่วพริบตานั้น เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาก็ดังก้องไปทั่วแผ่นฟ้า
"ท่านแม่ทัพ นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้นขอรับ ? " หมอเฒ่าตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้จนต้องรีบถอยหลังไปสองก้าว
"ทำไมจู่ ๆ พวกเขาถึงล้มป่วยกะทันหันเช่นนี้ ? "
"ไม่ต้องตื่นตระหนกไป" หลี่มูโบกมือส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายใจเย็น ๆ "นี่ก็แค่ 'การทดลอง' เล็ก ๆ ของข้าเท่านั้น"
"การทดลอง ? " แม้หมอเฒ่าจะไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์ใหม่นี้ ทว่าก็พอจะเดาความหมายจากรูปคำได้เลา ๆ
หลี่มูยืนนิ่งอยู่กับที่ ทอดสายตามองโจรภูเขาทั้งห้าคนที่กำลังดิ้นทุรนทุรายและกรีดร้องอยู่บนพื้นอย่างเงียบ ๆ ผลสะท้อนกลับเชิงลบทวีคูณเป็นสองเท่า... เท่ากับว่าความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า และบาดแผลที่ถูกกดข่มเอาไว้ก่อนหน้านี้ ถูกระเบิดออกมาคูณสอง ในบรรดาห้าคน มีโจรภูเขาสองคนที่ร้องโหยหวนได้เพียงไม่กี่อึดใจ ก็ขากระตุกสิ้นลม เบิกตากว้างด้วยความไม่ยินยอมตายคาที่ไปทั้งอย่างนั้น ส่วนอีกสามคนที่เหลือ ก็ทนได้นานกว่าพวกมันเพียงสิบกว่าอึดใจ ร่างกายก็ไม่อาจทนรับความเจ็บปวดอันสุดขีดนั้นได้อีกต่อไป ร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวแห่งความตายตามไปติด ๆ
เพียงเวลาสั้น ๆ ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป คนเป็น ๆ ที่เมื่อครู่ยังกระโดดโลดเต้นได้ทั้งห้าคน กลับกลายเป็นศพไปจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นภาพนี้ สายตาของหมอเฒ่าและเหล่าทหารที่มองมายังหลี่มู นอกจากความเลื่อมใสศรัทธาแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง...
พวกเขามีชีวิตอยู่ในยุคศักดินา เมื่อได้เห็นเหตุการณ์อันลี้ลับพิสดารเช่นนี้ ย่อมต้องโทษว่าเป็นเพราะ "วิชามารเวทมนตร์คาถา" อะไรเทือกนั้นอย่างแน่นอน !
อันที่จริง ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่ไม่อาจอธิบายได้เกิดขึ้นรอบตัวหลี่มูมากมายเหลือเกิน เหล่าทหารและลูกน้องต่างก็เลิกมองเขาเป็นคนธรรมดาไปนานแล้ว ทหารบางคนถึงกับแอบซุบซิบกันลับหลังว่า หลี่มูอาจจะเป็นเทพเซียนจุติลงมาเกิดจริง ๆ ก็เป็นได้...
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของคนรอบข้างที่เปลี่ยนไป หลี่มูก็เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ทว่าไม่ได้อธิบายอะไรให้พวกเขาฟังมากนัก
ในยุคสมัยนี้ ผู้คนงมงายและเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจเทพเทวดากันมาก เวลาที่อ๋องครองเมืองก่อกบฏ หรือชาวบ้านลุกฮือขึ้นสู้ ผู้นำมักจะจงใจสร้างเหตุการณ์ประหลาด ๆ ขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ว่าการกระทำของตนนั้นสอดคล้องกับบัญชาสวรรค์ ตัวอย่างเช่น เรื่องเล่าหลิวปังฟันงูขาว หรือมนุษย์หินตาเดียว ในยุคกบฏโพกผ้าแดง แม้แต่กษัตริย์ฮ่องเต้ ก็ยังมักจะอ้างตนว่าเป็นโอรสสวรรค์ เป็นมังกรที่แท้จริง รับโองการจากสวรรค์มาปกครองแผ่นดิน ! และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการสร้างความน่าเกรงขาม เพื่อใช้ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นเดียวกัน
"แม้ธงรบโลหิตผืนนี้จะมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนและทรงพลังพอจะพลิกสถานการณ์การรบได้ แต่ข้อเสียของมันก็ใหญ่หลวงไม่แพ้กัน... หลังจบศึก ทหารแทบจะกลายเป็น 'เบี้ยหมากใช้แล้วทิ้ง' ไปเลย ภายใต้บทลงโทษผลสะท้อนกลับเชิงลบสองเท่า ต่อให้เป็นคนที่บาดเจ็บไม่หนักก็เกรงว่าจะเอาชีวิตไม่รอด" หลี่มูนวดหว่างคิ้ว เก็บธงรบโลหิตลงไปอย่างเงียบ ๆ
"ดูเหมือนว่าของสิ่งนี้จะเป็นดาบสองคม หากยังไม่ถึงคราวเป็นตายจริง ๆ ก็อย่าเอาออกมาใช้ส่งเดชจะดีกว่า"