- หน้าแรก
- ทะลุมิติพลิกชะตาสู่วิถีโค้ชฟุตบอลระดับโลก
- บทที่ 8 - ไพ่ตาย
บทที่ 8 - ไพ่ตาย
บทที่ 8 - ไพ่ตาย
บทที่ 8 - ไพ่ตาย
วันที่ยี่สิบแปด ตุลาคม ปี 1999 วันพฤหัสบดี ตอนเช้า ท้องฟ้าแจ่มใส
ตอนที่เย่ชิวเดินออกมาจากประตูโรงแรม เขาก็เห็นรถโฟล์คสวาเกน โปโล เจนเนอเรชันสาม สีแดงแปร๊ดสุดสะดุดตาของโรลันด์ เชปาส จอดอยู่ริมซอย หมอนั่นบีบแตรเรียกเขารัวๆ เย่ชิวจึงเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม
"ผู้ชายอกสามศอกขับรถสีแดงแปร๊ดแบรนด์โฟล์คสวาเกน นายนี่มันจัดจ้านจริงๆ!" เย่ชิวขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ ซึ่งก็รู้สึกเบียดนิดหน่อย
รอจนเย่ชิวนั่งเรียบร้อยและคาดเข็มขัดนิรภัยแล้ว โรลันด์ถึงสตาร์ทรถ รถทั้งคันสั่นกระตุก สมกับเป็นรถมือสองที่ผ่านการใช้งานมาสี่ห้าปีแล้ว แถมยังมาตกอยู่ในมือของมือใหม่อย่างโรลันด์ที่ไม่รู้จักถนอมรถอีก เดาได้เลยว่ารถคันนี้คงโดนทารุณกรรมมาหนักหนาสาหัสเอาการ
"ฉันชอบสีแดง นายจะทำไมล่ะ?" โรลันด์เถียงกลับ "เก่งแต่วิจารณ์คนอื่น ทีตัวเองล่ะมัวแต่อุดอู้อยู่ในโรงแรมโกโรโกโสแบบนี้ น่าอึดอัดตายชัก สู้ไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่นยังจะดีกว่า แล้วก็ซื้อรถมือสองสักคัน จะได้ขับไปทำงานสบายๆ!"
เย่ชิวได้ยินแล้วก็แอบหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่เรื่องรถค่อนข้างยุ่งยาก เพราะเขาไม่มีใบขับขี่ และก็ขับรถไม่เป็นด้วย ขอติดรถไปมาแบบนี้ก็พอไหว แต่ถ้าให้ซื้อรถเอง ปัญหามันก็เยอะ ส่วนเรื่องบ้าน เขาเองก็เคยคิดจะเช่าอยู่เหมือนกัน ยังไงการอยู่โรงแรมระยะยาวมันก็ไม่ค่อยเหมาะ ค่าใช้จ่ายก็สูง
แต่เขาก็มีความกังวลส่วนตัวอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าสถานการณ์ของเขายังไม่นิ่ง การจะเช่าบ้านก็ต้องทำสัญญากันอย่างน้อยครึ่งปี เกิดจู่ๆ เขาต้องออกจากอาแจ็กซ์และต้องย้ายออกจากอัมสเตอร์ดัมขึ้นมา เขาจะไม่ขาดทุนย่อยยับเหรอ?
ดังนั้น เรื่องนี้จึงยังไม่รีบร้อน ขอจัดการเรื่องที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จก่อนค่อยว่ากัน
รถรุ่นโปโลขายดีมากในเนเธอร์แลนด์ ข้อดีคือระบบความปลอดภัยค่อนข้างดี ตัวถังค่อนข้างหนัก รูปลักษณ์ภายนอกก็พอใช้ได้ จนชาวดัตช์ตั้งฉายาให้ว่ารถถังจิ๋ว ซึ่งก็เดาได้เลยว่าข้อดีที่โดดเด่นที่สุดของรถคันนี้คือความทนทานต่อการสึกหรอ และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่โรลันด์เลือกมันมาเป็นรถคันแรกในชีวิต
ขณะที่แล่นไปตามเขตเมืองใหม่ทางตะวันออกเฉียงใต้ เย่ชิวสัมผัสได้ถึงความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่าง ทำให้นึกถึงบ้านเกิดของเขาขึ้นมา
ทุกที่เต็มไปด้วยไซต์ก่อสร้างใหม่ มีเสียงเครื่องจักรทำงานดังกึกก้องไปทั่ว แม้แต่พื้นถนนหลายช่วงก็ยังขรุขระ แถมฝุ่นก็เยอะ แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความเจริญรุ่งเรืองและมีชีวิตชีวา
ถ้าไม่มีการพัฒนา ไม่มีการก่อสร้าง แล้วจะได้เมืองที่สวยงามมาได้ยังไง?
"อีกไม่นาน บริเวณรอบๆ สนามอัมสเตอร์ดัมอารีนาทั้งหมด จะกลายเป็นพื้นที่ที่เจริญที่สุดในอัมสเตอร์ดัมเลยนะ!" โรลันด์อธิบายถึงอนาคตของเขตเมืองใหม่ทางตะวันออกเฉียงใต้ให้เย่ชิวฟังอย่างตื่นเต้น ที่นี่จะกลายเป็นย่านธุรกิจใจกลางอัมสเตอร์ดัมในอนาคต
เย่ชิวอดไม่ได้ที่จะนับถือวิสัยทัศน์ของไมเคิล ฟาน ปราก แม้ว่าสนามโอลิมปิกสเตเดียมเดิมจะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของย่านคนรวยอัมสเติลวีน ติดกับมหาวิทยาลัยเสรีแห่งอัมสเตอร์ดัม ซึ่งใกล้ใจกลางเมืองมากกว่า แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ที่นั่นก็เทียบไม่ได้กับศักยภาพการเติบโตของเขตเมืองใหม่ทางตะวันออกเฉียงใต้เลย
แน่นอนว่าในระยะสั้น ที่นั่นอาจจะดูดีกว่า แต่ในอนาคตเขตเมืองใหม่ย่อมแซงหน้าได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น คนเราจึงไม่เพียงต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แต่ต้องรู้จักการตัดสินใจเลือกด้วย!
"พอกลับไปถึง นายรีบไปที่ศูนย์การแพทย์ ขอรายงานสภาพร่างกายของนักเตะทีมบีสองเมื่อบ่ายวานนี้มาให้ฉันที!" เย่ชิวสั่งการ
เช้าวันนี้มีการฝึกซ้อมหนึ่งรอบ ส่วนช่วงบ่ายก็จะมีคิวลงเตะกับทีมบีหนึ่ง
เพื่อการแข่งขันนัดนี้ เพื่อการเดิมพันครั้งนี้ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเย่ชิวไม่เคยผ่อนปรนเลยสักนิด ชีวิตในแต่ละวันของเขาวนเวียนอยู่แค่เดอ โทคอมสต์และโรงแรม สองจุดนี้เท่านั้น เรื่องอื่นๆ เขาโยนทิ้งไปจนหมด เพราะเขาไม่อยากแพ้
ถ้าจะถามว่าทั่วทั้งเดอ โทคอมสต์มีใครบ้างที่อยากให้เย่ชิวชนะ ก็คงมีแต่โรลันด์คนเดียวนี่แหละ
ชาวดัตช์นิสัยดีคนนี้แม้จะเพิ่งรู้จักและร่วมงานกับเย่ชิวได้เพียงสองเดือน
แต่ก็ผูกพันลงเรือลำเดียวกันไปแล้ว ร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน แถมบุคลิกของพวกเขาทั้งสองคนก็ส่งเสริมกันได้ดีด้วย โรลันด์เป็นพวกประเภทชอบทำตามคำสั่ง ส่วนเย่ชิวชอบที่จะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ
"แล้วการฝึกซ้อมช่วงเช้าล่ะ?" โรลันด์ถาม
เย่ชิวคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ไม่ต้องฝึกอะไรพิเศษหรอก เอาแบบเดิมนั่นแหละ ฝึกสัมผัสบอลจังหวะเดียวกันต่อไป!"
เวสเตอร์ฮอฟฟ์ในช่วงครึ่งเดือนแรกที่ท้าพนันกัน ยังกระตือรือร้นส่งพวกเจมส์ บอนด์มาแอบสอดแนมและศึกษาแผนการฝึกซ้อมกับแท็กติกของเย่ชิวอยู่เลย แต่พอนานวันเข้า แท็กติกของทีมบีสองก็เอาแต่ใช้มุกเดิมๆ การฝึกซ้อมก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เขาก็เลยรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาอีกต่อไป การส่งคนมาคอยจับตาก็เลยเบาบางลง
แต่ถึงกระนั้น เย่ชิวก็ยังคงไม่คิดจะทำการฝึกซ้อมแบบพิเศษอะไรอยู่ดี ไอเดียหลายๆ อย่างของเขาถูกส่งต่อให้กับเหล่านักเตะผ่านการฝึกซ้อมแบบแปดต่อแปดและสี่ต่อสี่ไปหมดแล้ว เขาเตรียมตัวมาดีพอแล้วล่ะ
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า โรลันด์ เรื่องในโลกก็เป็นแบบนี้แหละ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสวรรค์!" เย่ชิวตบไหล่โรลันด์เบาๆ เป็นการปลอบใจ เขาสัมผัสได้ถึงความกังวลของหมอนี่ ก็เล่นบีบแตรมาตลอดทางเลยนี่นา
ในมุมมองของเย่ชิว ถ้าเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
…………
…………
"เตรียมตัวไปถึงไหนแล้วล่ะ เย่ชิว?"
ช่วงเช้า การฝึกซ้อมของทีมบีสองก็ยังดำเนินไปตามปกติเหมือนอย่างที่เคยเป็น ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เย่ชิวไม่เอ่ยถึงการแข่งขันในช่วงบ่ายเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ต้องการสร้างแรงกดดันให้นักเตะเพิ่มขึ้น และพอถึงเวลาบ่ายสามโมงตรง ไมเคิล ฟาน ปราก ก็พาวูเตอร์ส ผู้จัดการทีมชุดใหญ่, ลีโอ บีนฮักเกอร์ ผู้อำนวยการเทคนิค และคณะ เดินทางมายังสนามแข่งเล็กๆ ข้างสนามซ้อมของทีมชุดใหญ่
ประธานสโมสรอาแจ็กซ์มีความประทับใจในตัวเย่ชิวค่อนข้างดี แต่เหตุผลว่าทำไมถึงถูกชะตากับเย่ชิว ทุกคนรวมถึงตัวเย่ชิวเองก็ไม่รู้ บางทีอาจจะเป็นเพราะคำพูดที่เขาเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ว่านิสัยและแนวทางการทำงานของเย่ชิวเหมือนใครบางคนเอามากๆ
แต่ว่าใครกันล่ะ เย่ชิวเองก็ยังไม่รู้
"สิ่งที่ควรเตรียมก็เตรียมพร้อมหมดแล้วครับ!" เย่ชิวตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ
พอไมเคิล ฟาน ปรากได้ยินก็หัวเราะหึๆ "ดูเหมือนนายจะไม่ค่อยซีเรียสเรื่องแพ้ชนะเท่าไหร่นะ"
เย่ชิวส่ายหน้า "ไม่ครับ ผมซีเรียสมาก แต่ผมไม่อยากให้ความซีเรียสมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผม ผมคิดว่ายิ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ก็ยิ่งต้องรักษาความเยือกเย็นและมีสติเอาไว้ครับ"
ลีโอ บีนฮักเกอร์ได้ฟังก็พยักหน้ารับ "นั่นคือคุณสมบัติพื้นฐานที่ผู้จัดการทีมควรจะมี!"
พอพูดจบ วูเตอร์สที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ชักจะทนไม่ไหว เพราะช่วงนี้ภาพลักษณ์ที่เขาแสดงออกมาไม่ใช่คนที่สงบนิ่ง แต่เป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ อย่างหนัก ทัศนคติและอารมณ์ของเขาในตอนที่ทีมแพ้และตอนที่ทีมชนะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนในอาแจ็กซ์เองก็เริ่มกังวลกับความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของเขา และคำพูดของลีโอ บีนฮักเกอร์เมื่อกี้ก็เหมือนเป็นการสะกิดแผลเก่าของเขา
"ถ้านายแพ้ขึ้นมา แล้วยังรักษาความรู้สึกแบบนี้ไว้ได้ ฉันจะนับถือนายเลยล่ะ!" เวสเตอร์ฮอฟฟ์โผล่มาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ช่วงนี้ทีมของเขาอยู่ในฟอร์มที่ดีเยี่ยมและโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฟาน เดอร์ ฟาร์ท ที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นน่าประทับใจ ทุกคนมองออกว่าแท็กติกและการจัดทัพของเวสเตอร์ฮอฟฟ์นั้นล้วนโคจรอยู่รอบตัวฟาน เดอร์ ฟาร์ท ซึ่งเป็นแกนหลัก ทำให้ศักยภาพความสามารถเฉพาะตัวของเขาถูกดึงออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ แทบทุกคนจึงคิดว่าเวสเตอร์ฮอฟฟ์จะชนะอย่างแน่นอน แถมตัวเขาเองก็เคยประกาศไว้เสียงดังฟังชัดว่า การเดิมพันครั้งนี้จะรู้ผลแพ้ชนะกันในนัดเดียว ซึ่งหมายความว่าเขาขอแค่การแข่งขันนัดเดียวก็สามารถบดขยี้ทีมบีสองของเย่ชิวให้แหลกคามือได้แล้ว
เมื่อลีโอ บีนฮักเกอร์ได้ยินคำพูดของเวสเตอร์ฮอฟฟ์ แววตาของเขาก็ฉายแววไม่พอใจ ในสายตาของเขา เวสเตอร์ฮอฟฟ์ในฐานะผู้จัดการทีม แม้จะไม่ถึงขั้นโดดเด่นอะไรมาก แต่ความสามารถในหลายๆ ด้านก็ถือว่าใช้ได้ เพียงแต่ความกระหายชัยชนะของเขามันมีมากเกินไปหน่อย ซึ่งนี่ก็กลายเป็นสิ่งที่จำกัดความสำเร็จในเส้นทางการเป็นผู้จัดการทีมของเขาอย่างมาก
หากเปรียบผู้จัดการทีมเป็นดาบ ดาบชั้นยอดที่แท้จริงจะต้องซ่อนคมไว้ในฝัก หากไม่ชักออกมาก็แล้วไป แต่ถ้าชักออกมาต้องได้ดื่มเลือด ถ้าเอาแต่ชักออกมาแกว่งโชว์อวดความคมอยู่ตลอดเวลา ดาบแบบนั้นไม่เรียกว่าดาบชั้นยอดหรอก แต่เป็นแค่เศษเหล็กไร้ค่า!
ทว่าเวสเตอร์ฮอฟฟ์ไม่ได้สนใจสีหน้าของลีโอ บีนฮักเกอร์เลย เขาไม่เคยเป็นคนที่ชอบยอมก้มหัวให้ใครอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้เขามีข้อได้เปรียบอยู่ในมือ เขายิ่งไม่จำเป็นต้องดูสีหน้าของลีโอ บีนฮักเกอร์เพื่อทำตามคำสั่งอีกต่อไป
"เย่ชิว ยังจำข้อตกลงของเราได้ไหม?" เวสเตอร์ฮอฟฟ์ยิ้มพร้อมกับเอ่ยเตือน
"แน่นอนครับ ไม่ต้องให้คุณมาเตือนหรอก!" เย่ชิวตอบพร้อมรอยยิ้มร่าเริง
เวสเตอร์ฮอฟฟ์พยักหน้า "ก็ดี งั้นเรามาตกลงกันก่อนเลยนะ ใครแพ้ คืนนี้ต้องยื่นใบลาออกไปเลยนะ!"
"ไม่มีปัญหา ใครไม่ยอมไปจากเดอ โทคอมสต์ คนนั้นเป็นไอ้ลูกเต่าหัวหด!" เย่ชิวรับคำท้าอย่างไม่สะทกสะท้าน
เมื่อเห็นคู่แข่งไม่มีท่าทีหวาดกลัว เวสเตอร์ฮอฟฟ์ก็รู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ แสยะยิ้มเย้ยหยัน "ฉันล่ะอยากจะรอดูน้ำหน้านายตอนต้องไสหัวออกไปจากเดอ โทคอมสต์จริงๆ ถึงตอนนั้นนายอย่าได้มาร้องไห้ขอร้องฉันก็แล้วกัน!"
"เช่นกันครับ!" เย่ชิวสวนกลับไปตรงๆ
…………
…………
เมื่อรายชื่อผู้เล่นตัวจริงของทั้งสองฝ่ายปรากฏขึ้นบนกระดานของสนามแข่งทีมชุดสำรอง อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์นักหรอก
ไม่ว่าจะเป็นเวสเตอร์ฮอฟฟ์ หรือเย่ชิว การจัดทัพของทั้งคู่ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม
ทีมบีหนึ่งมีสิบเจ็ดคน ส่วนทีมบีสองมีแค่สิบหกคน จำนวนคนของทั้งสองทีมไม่ได้เยอะอะไร ขุมกำลังตัวจริงที่พอจะจัดได้ก็สามารถมองออกได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ดังนั้นก็เลยงัดลูกเล่นอะไรใหม่ๆ ออกมาไม่ได้มากนัก
เดอ โทคอมสต์มักจะจัดการแข่งขันภายในแบบนี้อยู่เป็นประจำ เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์การแข่งขันให้กับทีมเยาวชน ดังนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จำเป็นในการแข่งขันก็มีพร้อมสรรพ รวมถึงผู้ตัดสิน ผู้ช่วยผู้ตัดสิน และเด็กเก็บบอลด้วย
ทั้งเย่ชิวและเวสเตอร์ฮอฟฟ์ต่างก็อยู่ที่ข้างสนาม เนื่องจากเป็นสนามแข่งของทีมสำรอง สิ่งอำนวยความสะดวกจึงค่อนข้างเรียบง่าย ใต้หลังคากันฝนมีม้านั่งไม้ยาวเรียงรายเป็นแถว พอนั่งลงไปก็จะรู้สึกแข็งๆ ไม่ค่อยสบายนัก แต่ตอนนี้คงไม่มีใครมัวมานั่งจับผิดเรื่องแบบนี้หรอก เพราะทุกคนต่างก็จดจ่ออยู่กับการแข่งขันบนสนาม
บนอัฒจันทร์เล็กๆ ด้านหลังหลังคากันฝน มีแฟนบอลที่ทราบข่าวมานั่งดูกันอยู่ประปราย ขอแค่มีบัตรสมาชิกของอาแจ็กซ์ก็สามารถเข้ามาดูการแข่งขันนัดนี้ได้ฟรี ส่วนประธานสโมสร ไมเคิล ฟาน ปรากและคณะ ก็นั่งอยู่ตรงบริเวณที่นั่งประธานตรงกลาง เพื่อเฝ้ารอคอยการแข่งขันเปิดฉากอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดจากผู้ตัดสิน นักเตะของทั้งสองทีมก็เริ่มขยับตัวทันที
ทีมที่ได้เขี่ยบอลก่อนคือบีหนึ่ง ทันทีที่เขี่ยบอล พวกเขาก็รีบถ่ายบอลจากแดนหน้ามายังแดนหลัง บอลถูกส่งไปที่เท้าของไฮติงกาอย่างรวดเร็ว 'นิวคูมัน' ของอาแจ็กซ์คนนี้จับบอล ก่อนจะพาบอลบุกตะลุยไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นพอเห็นช่องว่าง เขาก็เปิดบอลยาว หมายจะส่งบอลไปที่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษของฝั่งตรงข้าม
แต่ทว่าทีมบีสองเตรียมรับมือกับลูกเตะยาวของไฮติงกาไว้ล่วงหน้าแล้ว เดอ ยอง โฉบตัดหน้าฟาน เดอร์ ฟาร์ท โหม่งสกัดลูกเปิดยาวของไฮติงกากลับไปได้สำเร็จ แม้ว่าสุดท้ายบอลจะตกไปอยู่ในครอบครองของบีหนึ่งอีกครั้ง แต่แนวรับของบีสองก็ลงไปยืนประจำตำแหน่งกันเรียบร้อยแล้ว
การบุกพลาดครั้งแรก ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความกระตือรือร้นในการบุกของบีหนึ่ง พวกเขาเริ่มจัดระเบียบสร้างเกมรุกขึ้นมาใหม่ เป้าหมายหลักก็ยังคงมองหาฟาน เดอร์ ฟาร์ทที่แดนหน้า แต่คราวนี้ เย่ชิวสั่งการลงไปเป็นพิเศษ ให้เดอ ยองตามประกบติดฟาน เดอร์ ฟาร์ท แล้วให้มาดูโรยืนปักหลักอยู่หน้าแนวรับ
เพียงแค่ห้านาที หลังจากที่ทีมบีสองต้องรับมือกับการบุกของบีหนึ่งถึงสามครั้ง ทุกคนก็มองทะลุแท็กติกของเย่ชิวกันหมดแล้ว
"อุดประตูงั้นสิ?" เวสเตอร์ฮอฟฟ์แค่นเสียงเย็น มองไปที่เย่ชิวที่อยู่ไกลออกไป ในใจเต็มไปด้วยความดูถูก
ต้องรู้ไว้นะว่า สิ่งที่อาแจ็กซ์เชิดชูมากที่สุดก็คือเกมรุก และมักจะชูจุดเด่นเรื่องฟุตบอลเกมรุกที่ดุดันมาโดยตลอด เคยมีที่ไหนกันที่มาใช้แท็กติกรถบัสอุดประตูแบบที่เย่ชิวทำอยู่?
"บุกต่อไป!" เวสเตอร์ฮอฟฟ์ลุกจากที่นั่ง เดินไปที่ข้างสนาม แล้วตะโกนสั่งการเสียงดัง
เขาหันหน้าไปปรายตามองเย่ชิว ราวกับจะบอกว่า ไอ้อ่อน รอดูซิว่าแกจะตั้งรับไปได้สักน้ำ!
แต่เย่ชิวกลับไม่สะทกสะท้าน เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง จดจ่ออยู่กับการดูเกมต่อไป
การวางนักเตะสองคนไว้รับผิดชอบเกมรับที่แดนกลางโดยเฉพาะแบบนี้ ข้อดีของมันเห็นได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประกบติดและจำกัดการเคลื่อนไหวของฟาน เดอร์ ฟาร์ท ซึ่งทำให้นักเตะดาวรุ่งอัจฉริยะที่ทุกคนในอาแจ็กซ์ต่างฝากความหวังไว้คนนี้ ถึงกับรู้สึกไปไม่เป็นเลยทีเดียว
อย่างน้อยๆ ในลีกเยาวชนของเนเธอร์แลนด์ เขาก็ไม่เคยต้องมาเจอกับการปิดตายขนาดนี้มาก่อน ไม่ว่าเขาจะวิ่งไปทางไหน รอบๆ ตัวก็จะมีตัวประกบอย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ โดยเฉพาะไอ้หมอที่ชื่อเดอ ยองนั่น ทำตัวติดหนึบเป็นพลาสเตอร์ปิดแผลหนังกาวเลย สลัดยังไงก็สลัดไม่หลุด
รูปแบบการบุกของบีหนึ่งนั้นเอาเข้าจริงก็เรียบง่ายมาก เป็นสไตล์สี่สามสามดั้งเดิมของอาแจ็กซ์ จุดเริ่มต้นของการบุกมักจะมีอยู่สองจุด ไม่เริ่มจากเซ็นเตอร์แบ็กอย่างไฮติงกา ก็เริ่มจากนักเตะหมายเลขสิบอย่างฟาน เดอร์ ฟาร์ท และเป้าหมายในการตั้งรับของเย่ชิวก็คือการตัดการเชื่อมต่อระหว่างนักเตะสองคนนี้ ปล่อยให้พวกเขาต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว
อย่างไรก็ตาม เพราะต้องทุ่มเทกำลังไปกับเกมรับมากขึ้น บวกกับความสามารถที่ด้อยกว่าอยู่แล้ว ทำให้ในรูปเกม ทีมบีสองตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดที่ว่าถูกกดดันให้ต้องลงไปตั้งรับอย่างเดียว ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก
"ขืนยังเล่นแบบนี้ต่อไป ประตูของบีสองต้องโดนพังเข้าสักวันแน่!" ลีโอ บีนฮักเกอร์ ส่ายหน้ากล่าว
เดิมทีเขายังแอบคิดอยู่ว่า บางทีไอ้หนุ่มชาวจีนจอมโอหังคนนี้อาจจะมีอาวุธเด็ดอะไรซ่อนอยู่บ้าง แต่พอเห็นการจัดทัพของทั้งสองฝ่าย เขาก็รู้สึกผิดหวังอย่างแรง เพราะเวสเตอร์ฮอฟฟ์ก็ยังคงแก้ปัญหาในระบบสี่สามสามของอาแจ็กซ์ไม่ได้เหมือนเดิม ส่วนเย่ชิวก็จัดเต็มมาในรูปแบบการเล่นตั้งรับแล้วสวนกลับไปเลย
จากมุมมองของแท็กติกแล้ว การตัดสินใจของทั้งคู่ไม่มีจุดไหนที่น่าชื่นชมเลยสักนิด
บทวิเคราะห์จากลีโอ บีนฮักเกอร์ แม้แต่วูเตอร์สเองก็ไม่อาจหาข้อโต้แย้งมาค้านได้ เพราะในบรรดาผู้บริหารของอาแจ็กซ์ ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมีวิสัยทัศน์เฉียบแหลมไปกว่าลีโอ บีนฮักเกอร์ ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับแท็กติกฟุตบอลมาหลายสิบปี และในสายตาของวูเตอร์ส แท็กติกที่เย่ชิวเลือกใช้ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
ประเพณีของอาแจ็กซ์คือการบุก แต่เย่ชิวกลับมาตั้งรับแล้วสวนกลับ แบบนี้มันไม่ใช่การเอาตัวเองไปขัดกับธรรมเนียมของอาแจ็กซ์หรอกเหรอ?
"มองในมุมมองของแท็กติกนะ ความสามารถของทีมบีสองก็สู้ทีมบีหนึ่งไม่ได้อยู่แล้ว แถมฝั่งนู้นยังมีฟาน เดอร์ ฟาร์ทอีก ดังนั้นการที่เย่ชิวเลือกที่จะเน้นเกมรับก่อน ในระดับแท็กติกถือเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมาก!" กลับกลายเป็นฟาน ปรากที่พูดจาเหมือนเข้าข้างเย่ชิวอยู่บ้าง
ลีโอ บีนฮักเกอร์ ก็พยักหน้ารับ พร้อมกับยิ้ม "พูดแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ถ้าไม่มีวิธีพลิกเกม เขาจะพึ่งอะไรไปคว้าชัยในนัดนี้ล่ะ? หรือไม่ก็ เขาไม่ได้คิดจะชนะตั้งแต่แรก เขาแค่มาเพื่อยันเสมอต่างหาก!"
พอฟาน ปรากได้ฟังก็หัวเราะลั่น ดูเหมือนเขาจะมีความมั่นใจในตัวเย่ชิวเอามากๆ เขาส่ายหน้า "เขาน่าจะมีแผนเด็ดซ่อนอยู่นะ อย่างน้อยฉันก็รู้สึกว่า เขาไม่น่าจะใช่คนที่ยอมจบแค่ผลเสมอหรอก!"
นี่คือลางสังหรณ์ที่ฟาน ปรากมีต่อเย่ชิวล้วนๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขารู้สึกว่า เย่ชิวเหมือนกับผู้ชายคนนั้นมาก เขาจึงคิดไปเองว่าเย่ชิวก็ต้องเป็นเหมือนกับคนคนนั้น ที่ยอมเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ มากกว่าจะยอมรับผลเสมอ
แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?
เวลาเดินหน้าไปเรื่อยๆ นาทีแล้วนาทีเล่า ในช่วงแรกทีมบีสองของเย่ชิวยังพอต้านทานเอาไว้ได้ เกมรับยังคงเป็นระบบและมีระเบียบวินัย แต่เมื่อบีหนึ่งโหมบุกหนักขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันในเกมรับที่บีสองต้องเผชิญก็ยิ่งทวีคูณ จนในที่สุดระบบเกมรับโดยรวมก็เริ่มมีช่องโหว่ปรากฏขึ้นทีละจุดๆ อันตรายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในสถานการณ์เช่นนี้ เย่ชิวก็แค่ปรับเปลี่ยนเกมรับเป็นบางครั้งบางคราว จนท้ายที่สุดก็สั่งให้รุย กองหน้าของทีม ลงมาคอยก่อกวนไฮติงกา และเริ่มเพิ่มกำลังคนในการเล่นเกมรับมากขึ้น ดูเหมือนเขาจะตั้งใจถอยลงไปอุดประตูเต็มรูปแบบแล้ว
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น หน้าประตูของบีสองก็ยังคงตกอยู่ในอันตรายอย่างต่อเนื่อง ทำเอาคนที่คอยเอาใจช่วยรู้สึกใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน
"ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป ไม่ใช่เรื่องดีแล้ว งัดแผนเด็ดออกมาได้แล้ว!" โรลันด์ซึ่งรู้แผนการของเย่ชิวดีรีบเร่งเร้า
สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกว่า ประตูพร้อมจะถูกทะลวงได้ทุกเมื่อ
เย่ชิวปรายตามองผู้ช่วยที่ร้อนรนจนเก็บอาการไม่อยู่ ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วละสายตาไป โดยไม่ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยเลยสักนิด
"โรลันด์ นายรู้ไหมว่าอะไรที่เรียกว่า 'ไพ่ตาย'?"
โรลันด์โมโหจนแทบอยากจะชกเขาสักหมัด สถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะมาเล่นลิ้นพูดจาอ้อมค้อมอะไรอยู่อีก มันจะได้ประโยชน์อะไรเล่า?
เย่ชิวไม่ได้ใส่ใจนัก พูดต่อไปว่า "สิ่งที่เรียกว่าไพ่ตาย ก็คือมันต้องอยู่ในมือของเรา ฉันอยากจะหงายเมื่อไหร่ อยากจะเล่นยังไง ฉันก็จะเล่นตอนนั้น นั่นแหละถึงจะเรียกว่าไพ่ตาย ถ้าศัตรูแค่ยั่วยุนิดยั่วยุหน่อย ฉันก็รีบหงายไพ่เล่นตามน้ำ แบบนั้นไม่เรียกว่าไพ่ตายหรอกนะ แต่มันคือไพ่ป๊อกธรรมดา!"
โรลันด์หาข้อโต้แย้งทฤษฎีไพ่ตายของเย่ชิวไม่ได้ แต่เขาก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี เพราะเขารู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้มันอันตรายมากแล้ว ถ้าไม่รีบปรับแผน มีหวังได้เสียประตูแน่
"ไพ่ตายที่แท้จริงน่ะ พลังทำลายล้างของมันไม่ต้องสงสัยเลย ที่สำคัญคือจังหวะเวลาต่างหาก!" เย่ชิวไม่สนใจโรลันด์อีก เขาพูดเหมือนพึมพำกับตัวเอง ในใจของเขาเองก็ตื่นเต้นมาก หัวใจเต้นแรง เขาเองก็ต้องใช้คำพูดพวกนี้เพื่อโน้มน้าวให้ตัวเองใจเย็นๆ เหมือนกัน
"ถ้าจะไม่สู้ ก็ไม่ต้องสู้ แต่ถ้าจะสู้ ก็ต้องเอาให้ศัตรูพังพินาศจนไม่มีโอกาสโต้กลับได้อีก นั่นแหละถึงจะเป็นไพ่ตายของจริง!"
พูดถึงตรงนี้ ดวงตาทั้งคู่ของเย่ชิวก็จ้องมองสถานการณ์ในสนามประดุจหมาป่าล่าเหยื่อ เขาเริ่มเยือกเย็นลง เริ่มสงบลงแล้ว
เขามั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะทีมของเวสเตอร์ฮอฟฟ์ได้ แต่มันต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานของช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงหนึ่ง
ดังนั้น เขาจะต้องรอ ต่อให้ต้องเสียประตูก็ยังต้องรอ!
(จบแล้ว)