- หน้าแรก
- นกสองหัวอันดับหนึ่งแห่งต้าหมิง
- บทที่ 205 คำขู่ที่มีกลิ่น
บทที่ 205 คำขู่ที่มีกลิ่น
บทที่ 205 คำขู่ที่มีกลิ่น
บทที่ 205 คำขู่ที่มีกลิ่น
ถนนฉีผานเป็นสถานที่แบบใด ชาวเมืองหลวงไม่มีใครไม่รู้จัก
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงถนนเส้นเดียว แต่เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ระหว่างประตูต้าหมิงและประตูเจิ้งหยาง ขนาดก็ประมาณพื้นที่ต้าเสอหลานในยุคหลัง
ขณะเดียวกันพื้นที่แห่งนี้ก็ตั้งอยู่บนเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างเขตเมืองฝั่งตะวันออกและตะวันตก ห่างจากประตูฉงเหวินและประตูเซวียนอู่ไม่ไกลนัก ทำเลที่ตั้งเรียกได้ว่าได้เปรียบสุดๆ
อีกทั้งถนนฉีผานก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในหลายๆ ด้าน ประการแรก ถนนหนทางในบริเวณนี้ตัดกันเป็นตารางสี่เหลี่ยม คล้ายกระดานหมากรุก จึงได้ชื่อว่าถนนฉีผาน
ประการที่สอง ถนนในเมืองหลวงนอกจากถนนหลวงแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นถนนดินอัดแข็ง แต่ถนนฉีผานกลับปูด้วยอิฐและหิน โดดเด่นไม่เหมือนใคร
ผ่านการพัฒนามากว่าร้อยปี ถนนฉีผานแห่งนี้ได้กลายเป็นย่านการค้าชั้นนำของเมืองหลวง โดยเฉพาะในเขตเมืองชั้นใน
หากจะเปรียบเทียบด้วยแนวคิดในยุคหลัง ก็คงคล้ายกับย่านการค้าระดับหรูหราที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
แน่นอนว่า ร้านค้าที่สามารถยืนหยัดอยู่บนถนนฉีผานได้ ล้วนแต่มีเบื้องหลังและผู้มีอิทธิพลคอยหนุนหลัง มิเช่นนั้นหน้าร้านคงถูกชนชั้นสูงแย่งชิงไปนานแล้ว
แต่ไป๋อวี๋กลับไม่มีความสนใจในถนนฉีผานเลยแม้แต่น้อย ผลประโยชน์ในนี้นั้นซับซ้อนเกินไป น้ำก็ลึกมาก ใครจะรู้ว่าร้านค้าร้านไหนจะเป็นร้านของหลวง
ด้วยพละกำลังอันน้อยนิดของเขา พูดจาให้ระคายหูหน่อยก็คือ เขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปตั้งชื่อร้านบนถนนฉีผานเลยด้วยซ้ำ
"เจ้าพูดเล่นใช่ไหม?" ไป๋อวี๋มองเกาฉางเจียงราวกับมองคนโง่ "จะให้ข้าไปแย่งอาณาเขตที่ถนนฉีผานเนี่ยนะ?"
เกาฉางเจียงอธิบายว่า "แน่นอนว่าไม่ได้ให้ท่านเป็นหัวหอก ย่อมมีบุคคลสำคัญเป็นพี่ใหญ่คอยนำทาง ท่านเพียงแค่คอยให้ความร่วมมือและช่วยเหลือ ถือว่าเป็นการเข้าร่วมหุ้น"
"ข้าจะช่วยอะไรได้?" ไป๋อวี๋ถามด้วยความสงสัย "บุคคลสำคัญที่แท้จริงคงไม่ขาดพละกำลังเพียงเล็กน้อยของข้าหรอก"
เกาฉางเจียงตอบว่า "อย่าดูถูกตัวเองสิ จุดเด่นทางฝั่งท่านก็มีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น กลยุทธ์ใช้ขยะปิดประตูเนี่ย มีใครหน้าไหนทำได้บ้าง?
อีกอย่างท่านมีลูกน้องหลายร้อยคน แถมยังมีการจัดตั้งองค์กรที่เป็นระบบ หากต้องปะทะกันจริงๆ อย่างไรเสียก็ต้องดีกว่าพวกอันธพาลข้างถนนทั่วไปแน่"
ไป๋อวี๋ตอบกลับว่า "ข้าจะไม่ถามแล้วกันว่าเจ้าเป็นพ่อสื่อชักนำให้ใคร! แต่ภายในปีนี้ข้าจะไม่พิจารณาเรื่องการขยายอิทธิพลออกไปข้างนอก ทุกอย่างรอให้ถึงปีหน้าค่อยว่ากัน"
จากการคาดการณ์ของเขา ในเดือนธันวาคมช่วงปลายปีอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเคลื่อนไหวใหญ่โตทุกอย่างควรรอให้ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเมื่อสถานการณ์ชัดเจนแล้วค่อยว่ากัน
ก่อนหน้านั้น การตั้งหน้าตั้งตาทำโครงการถวายพระพรฮ่องเต้คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
หลังจากยืนดูการแจกเงินจนเสร็จสิ้น ชื่อเสียงของไป๋อวี๋ในสายตาของทหารห้องงานถนนก็พุ่งทะยานไปถึงขั้นเลื่อมใสศรัทธา
ทุกคนสืบทอดหน้าที่ในห้องงานถนนเมืองฝั่งตะวันตกมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่เคยพบเห็นผู้มีอำนาจสั่งการที่เก่งกาจถึงเพียงนี้มาก่อน
มารับตำแหน่งไม่ถึงสองเดือน ก็แจกเงินไปแล้วสองครั้ง แถมยังพาทหารหน่วยกวาดถนนอย่างพวกเขาสร้างผลงานโดดเด่นอีกมากมาย ช่างเป็นยอดบุรุษที่สวรรค์ประทานมาให้จริงๆ
หากตอนนี้มีฮ่องเต้ที่ถูกกักขังปลดระวางต้องการจะทวงบัลลังก์คืน คาดว่าเหล่าทหารห้องงานถนนกลุ่มนี้คงกล้าตามไป๋อวี๋ไปบุกชิงประตูเมืองเป็นแน่
หลังจากนั้นไป๋อวี๋ก็ออกจากห้องงานถนนที่เขาอยู่มาสองสามวันแล้ว พากลุ่มช่างฝีมือสิบกว่าคนที่มีตาเฒ่าหลี่เป็นผู้นำ เดินทางมายังป้อมปราการเก่าอย่างห้องเวรยามประตูตูฉาหยวนเพื่อทำงาน
ห้องเวรยามของตูฉาหยวนนั้นทรุดโทรมเกินไปจริงๆ ลมพัดโกรกเข้ามาได้จากทุกทิศทาง ในฤดูร้อนยังพอทนได้ แต่พอถึงฤดูหนาวกลับไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เลย
ก่อนหน้านี้ไป๋อวี๋ไม่มีเงิน ตูฉาหยวนก็ไม่ยอมเบิกงบประมาณให้ จึงผัดผ่อนการซ่อมแซมมาตลอด
บัดนี้กระเป๋าของไป๋อวี๋ตุง เขาก็ตัดสินใจสำรองจ่ายเพื่อซ่อมแซมห้องพักเสียก่อน มิฉะนั้นคนที่ต้องทนทุกข์ในฤดูหนาวก็คือตัวเขาเอง
ตาเฒ่าหลี่หลี่เหว่ย ช่างปูนผู้นี้ถูกไป๋อวี๋แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าช่าง เขาสำรวจห้องเวรยามของตูฉาหยวนทั้งในและนอกอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ไป๋อวี๋เตือนว่า "สามห้องนี้สำหรับข้าใช้ อีกสองห้องสำหรับผู้บัญชาการเฉียนใช้ ส่วนห้องอื่นไม่ต้องสนใจ"
ตาเฒ่าหลี่ดูเสร็จแล้ว ในใจก็มีคำตอบ จึงเอ่ยปากว่า "หากเร่งมือหน่อย ครึ่งเดือนก็ซ่อมแซมเสร็จแล้ว"
ไป๋อวี๋ล้วงเงินสองก้อนยัดใส่มือตาเฒ่าหลี่พร้อมกล่าวว่า "เรื่องนี้ล่าช้าไม่ได้ เริ่มงานตอนนี้เลย เงินก้อนนี้เจ้าเอาไปซื้อวัสดุก่อน"
ตาเฒ่าหลี่รับคำว่า "ใต้เท้าไป๋วานใจได้ ข้าน้อยจะพยายามอย่างเต็มที่!"
ไป๋อวี๋ยังวาดฝันต่อไปว่า "บอกคนอื่นๆ ให้ตั้งใจทำงานเร่งซ่อมแซมห้องพักให้เสร็จภายในครึ่งเดือนนี้ ไม่ขาดค่าจ้างพวกเขาหรอก
รอจนเถ้าภูเขาไฟลอตแรกจากต้าถงส่งมาถึง ข้ายังจะจ้างพวกเขามาพัฒนาปูนแข็งสูตรใหม่อีก"
กลุ่มช่างฝีมือกำลังก่อสร้างอยู่ที่ห้องเวรยามตูฉาหยวน ผู้ที่เข้าออกประตูใหญ่ล้วนมองเห็นกันทั่ว
ทุกคนต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่า นี่จะเปลี่ยนห้องเวรยามตูฉาหยวนให้กลายเป็นฐานที่มั่นถาวรของสายสืบอย่างเป็นทางการแล้วหรือ?
ตั้งแต่ครึ่งปีแรกเป็นต้นมา ตูฉาหยวนพยายามขับไล่เนื้อร้ายอย่างพวกองครักษ์เสื้อแพรออกไปมาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ ซ้ำร้ายยังทำให้จั่วตูอวี้สื่อคนก่อนโกรธจนตายไปอีก
โอวหยางปี้จิ้น จั่วตูอวี้สื่อคนปัจจุบัน ได้รับทราบถึงสถานการณ์การก่อสร้างอย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่อยากจะออกหน้าเอง จึงให้คนไปบอกโจวอิงหลง ให้โจวอวี้สื่อไปห้ามการก่อสร้าง
ในฐานะอาจารย์ผู้รับเข้าเรียนของไป๋อวี๋ โจวอิงหลงรู้สึกว่าตนเองไม่มีน้ำหนักหน้าไป๋อวี๋สักเท่าไร แต่ด้วยคำสั่งของท่านผู้ตรวจการ จึงต้องออกโรง
เมื่อพบไป๋อวี๋ที่กำลังคุมงานก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ โจวอิงหลงก็ตั้งคำถามว่า "เจ้ากล้าดีอย่างไรมาซ่อมแซมห้องเวรยามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากตูฉาหยวน?"
เผชิญหน้ากับคำถาม ไป๋อวี๋กลับตอบอย่างไม่ยี่หระว่า "แล้วยังไงล่ะ?"
โจวอวี้สื่อกล่าวอย่างมีเหตุมีผลว่า "ท้ายที่สุดแล้วที่นี่ก็ยังเป็นของตูฉาหยวน การที่เจ้าลงมือก่อสร้างโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากตูฉาหยวน มันจะเหมาะสมหรือ?"
ไป๋อวี๋ตอบกลับว่า "ข้าได้รับบัญชาให้คิดค้นเทคนิคปูนแข็งปูถนน นี่คือโครงการถวายพระพรที่สำคัญครบรอบสี่สิบปีรัชศกเจียจิ้ง
เพื่อประหยัดเงินทุน ข้ากำลังเตรียมจะตั้งศูนย์พัฒนาไว้ที่ห้องเวรยามของตูฉาหยวน
ทำไมหรือ? พวกท่านตูฉาหยวนไม่ยินดีให้ความร่วมมือหรือ? หากไม่ยินดี ก็ทนเอาหน่อยแล้วกัน"
โจวอวี้สื่อ: "......"
เจ้าเล่นพูดซะขนาดนี้แล้ว ตูฉาหยวนจะยังกล้าขัดขวางอีกหรือ?
"เจ้าเป็นคนที่ชอบมองดูคนอื่นเกลียดเจ้าแต่กลับทำอะไรเจ้าไม่ได้เป็นพิเศษใช่ไหม?" โจวอวี้สื่อถาม "ตูฉาหยวนมีอะไรดี ถึงทำให้เจ้าอาลัยอาวรณ์ถึงเพียงนี้?"
ไป๋อวี๋ตอบยิ้มๆ "พวกเราพูดกันด้วยความจริง ข้าจะยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง
เมื่อหลายวันก่อนตอนที่หูจงเซี่ยน ข้าหลวงใหญ่เจ้อจื๋อยังอยู่ในเมืองหลวง เขามีทหารคนสนิทสามร้อยนาย ประกาศกร้าวว่าจะเปิดศึกกับข้า
สมมติว่าท้ายที่สุดข้าถูกบีบให้ต้องสู้ แต่สู้ไม่ได้ จึงถอยร่นมาที่ตูฉาหยวน เขาจะกล้าตามมาตีต่อไหม?"
คำพูดของไป๋อวี๋มีเหตุผลเกินไปจริงๆ โจวอวี้สื่อถึงกับเถียงไม่ออก ทำได้เพียงพูดว่า "หากเจ้าดึงดันไม่ยอมหยุดงาน ข้าจะอธิบายกับท่านผู้ตรวจการโอวหยางอย่างไร?"
ไป๋อวี๋ขู่ว่า "ท่านก็บอกท่านผู้ตรวจการไปสิว่า เขาคงไม่อยากเห็นประตูใหญ่ตูฉาหยวนมีขยะกองเป็นภูเขาทุกวันหรอกใช่ไหม?"
แค่คิดถึงภาพนั้น โจวอวี้สื่อก็อยากจะเอามือปิดจมูกโดยสัญชาตญาณ นี่มันเป็นคำขู่ที่มีกลิ่นจริงๆ
เวลานี้ จู่ๆ ก็มีคนงานรับใช้เดินมาบอกว่า ไท่ผู่ซื่อเชิญใต้เท้าไป๋ไปหารือ เพื่อหาทางแก้ปัญหาขั้นสุดท้าย
ไป๋อวี๋ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ในมือเขายังมีตัวประกันถูกจับไว้อยู่คนหนึ่ง
ดังนั้นเขาจึงพูดด้วยความหงุดหงิดว่า "ยังมีอะไรต้องหารืออีก? เงื่อนไขของข้าชัดเจนมาก ไท่ผู่ซื่อส่งเงินมาอีกร้อยตำลึง แล้วข้าจะปล่อยตัวหลิ่วเซียนเซิง!
มิฉะนั้น ห้องงานถนนของพวกเรายังมีขยะอีกเยอะ เพียงพอที่จะเอาไปปิดประตูไท่ผู่ซื่อได้อีกหลายสิบรอบ"
โจวอวี้สื่อที่อยู่ข้างๆ ทนไม่ไหว พูดขึ้นมาว่า "ทำตัวเป็นผู้เป็นคนหน่อยเถอะ! การต่อสู้ทางการเมืองในเมืองหลวง มีที่ไหนใช้ขยะเป็นเครื่องมือกัน?"