- หน้าแรก
- ยอดนักตกปลาเจ้าของมิติสมุทร
- ตอนที่ 21: เมนูชุด "เก๊าต์" ถามหา / ตอนที่ 22: ฉินเฟิงผู้มองโลกตามความจริง (ตอนเปลี่ยนผ่าน)
ตอนที่ 21: เมนูชุด "เก๊าต์" ถามหา / ตอนที่ 22: ฉินเฟิงผู้มองโลกตามความจริง (ตอนเปลี่ยนผ่าน)
ตอนที่ 21: เมนูชุด "เก๊าต์" ถามหา / ตอนที่ 22: ฉินเฟิงผู้มองโลกตามความจริง (ตอนเปลี่ยนผ่าน)
ตอนที่ 21: เมนูชุด "เก๊าต์" ถามหา
ฉินเฟิงกวักมือเรียกหลี่ซินเยว่ที่นั่งหัวเราะจนตัวงออยู่บนเก้าอี้:
"เอาละๆ เลิกขำได้แล้ว มาช่วยพี่เตรียมของหน่อย ไม่งั้นเย็นนี้ทำไม่ทันแน่"
"อื้อ... รุ่นพี่ไปยุ่งก่อนเลย เดี๋ยวหนูขอพักแป๊บแล้วตามไปค่ะ"
"โอเค"
ฉินเฟิงหยิบปลาอินทรีหนักสองจินออกมาจากลัง แล้วหยิบแป้งหมี่ที่เพิ่งซื้อมา เตรียมทำลูกชิ้นปลาเป็นอย่างแรก
ฝีมือการใช้มีดของเขาอาจจะไม่เข้าขั้นเทพ แต่โชคดีที่มีดทำปลาเล่มใหม่ราคาห้าร้อยกว่าหยวนมันคมกริบ
เขาจัดการรีดเลือด ล้างเครื่องใน แล้วกรีดอีกไม่กี่ที ปลาอินทรีก็เหลือเพียงแต่โครงกระดูก จากนั้นก็หยิบปังตอออกมาสับเนื้อปลาเสียงดัง "ตับๆๆๆ" เพียงครู่เดียวเนื้อปลาก็ละเอียดเละ แล้วเขาก็จัดการนวดผสมเข้ากับแป้งหมี่
พอเขานวดจนเนื้อปลากับแป้งเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน หลี่ซินเยว่ก็พักจนหายเหนื่อยพอดี เธอเดินเข้ามาเห็นแล้วก็อาสารับช่วงต่อทันที: "รุ่นพี่คะ ปั้นลูกชิ้นมันเสียเวลา เดี๋ยวหนูทำเองดีกว่า รุ่นพี่ไปจัดการอย่างอื่นเถอะค่ะ!"
"ได้เลย!" ฉินเฟิงรับคำ เขาจะได้มีเวลาไปจัดการวัตถุดิบอื่นต่อ
ซี่โครงแกะกับคากิ (ขาหมู) ต้องเอาไปลวกน้ำร้อนเพื่อดับคาวก่อน แถมต้องใช้เวลาตุ๋นนาน เลยต้องเริ่มทำก่อนเป็นอันดับแรก
พอเตรียมของทางนี้เสร็จ มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง ฉินเฟิงเช็ดมือพลางเดาว่าสองหน่อนั่นคงมาถึงแล้ว เขาเลยกดรับสายแล้วเดินออกไปหน้าบ้าน
"อาเฟิง พวกกูมาถึงแล้วเนี่ย อยู่ตรงปากซอย มึงอยู่ไหน ออกมารับหน่อยดิ๊"
"รอแป๊บ เดี๋ยวไป"
ฉินเฟิงเดินออกไปไม่ไกล ก็เห็นหนุ่มน้อยสองคนสะพายเป้อยู่ตรงปากทางเข้าถนนใหญ่
ยังไม่ทันจะโบกมือเรียก ทั้งคู่ก็สังเกตเห็นเขาแล้วรีบสาวเท้าเดินตรงมาหาทันที
พอมาถึงตรงหน้า ยังไม่ทันที่ฉินเฟิงจะได้อ้าปากพูด ทั้งคู่ก็ประเคนหมัดใส่หน้าอกเขาคนละที
หลินฉี: "ไอ้เวรนี่เกินไปแล้วนะโว้ย ปล่อยนกพวกกูมาทั้งวันเลยนะมึง"
ฉินเล่ย: "เออดิ แถมในโทรศัพท์ยังบังคับให้กูเรียกปู่อีก!"
ฉินเฟิงที่โดนต่อยไปสองปึกไม่ได้โกรธเคืองอะไร บนใบหน้ามีแต่รอยยิ้มที่มาจากใจจริง
"ก็คืนนี้กูเตรียม 'เมนูชุดรวมมิตรโรคเก๊าต์' ชุดใหญ่มาไถ่โทษแล้วไง! ส่วนไอ้เล่ย... พ่อกูตามลำดับญาติพ่อมึงยังต้องเรียกพี่เลย ให้มึงเรียกกูว่าปู่นี่มันผิดตรงไหนวะ?"
ฉินเล่ยกลอกตาบนอย่างเซ็งๆ: "งั้นมึงก็ลองไปที่บ้านกู แล้วให้พ่อกูเรียกมึงว่าพี่ดูดิ๊?"
"ไม่เอาอะ" ฉินเฟิงโบกมือปัด ก่อนจะแกล้งหยอกต่อ "แต่ให้พ่อกูไปแทนได้นะ พ่อกูคงอยากให้พ่อมึงเรียกปู่อยู่เหมือนกัน"
"ไปตายซะ!" ฉินเล่ยชูนิ้วกลางให้หนึ่งที
"ฮ่าๆ ไปเถอะ กูก็ต้องกลับไปเตรียมมื้อใหญ่ต่อเนี่ย!" ฉินเฟิงหัวเราะร่า พาสองเพื่อนซี้เดินกลับบ้านเช่า
พอมาถึงหน้าบ้าน ฉินเล่ยกับหลินฉีต่างก็มองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น สภาพแวดล้อมทั่วไปก็งั้นๆ แหละ แต่พอเดินเข้าบ้านไปเจอหลี่ซินเยว่ที่เดินสวนออกมา ทั้งคู่ถึงกับอ้าปากค้างตาค้าง
"นี่คือหลี่ซินเยว่ รุ่นน้องที่มหาลัยกู และก็เป็นหุ้นส่วนด้วย ช่วงนี้พวกกูออกไปตกปลาด้วยกัน แถมยังหารเงินซื้อเรือตกปลาด้วยกันลำนึงด้วย"
ฉินเฟิงรีบแนะนำตัวตัดหน้าทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ไอ้สองคนนี้พูดจาอะไรที่ชวนให้เข้าใจผิดจนอึดอัด
เรื่องบางเรื่องเขาอยากให้มันค่อยๆ พัฒนาไปตามกาลเวลา มากกว่าจะให้มันเกิดขึ้นแบบงงๆ เพราะความเข้าใจผิดหรือความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ เขาไม่ชอบการคบกันแล้วต้องมาเลิกกันเพราะนิสัยไม่เข้ากันหรือเรื่องเงินทอง
และยิ่งไม่อยากแต่งงานไปแล้วต้องมาหย่ากันเพราะเรื่องจุกจิกหรือความตื่นเต้นมันจางหายไป
เพราะความคิดแบบนี้ ฉินเฟิงเลยไม่ยอมมีแฟนเลยตลอดสี่ปีในมหาลัย
ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสนะ แต่เพราะพวกผู้หญิงที่เข้ามามักจะเปลี่ยนใจเร็วเกินไป บ้างก็นิสัยไม่เข้ากัน หรืออยู่ด้วยแล้วไม่สบายใจ และเหตุผลอีกร้อยแปด
"สวัสดีครับน้องซินเยว่ พี่ชื่อฉินเล่ย เป็นเพื่อนซี้ไอ้เฟิงมันครับ"
"ผมชื่อหลินฉี เพื่อนซี้มันเหมือนกันครับ"
พอได้ยินว่าหลี่ซินเยว่เป็นรุ่นน้องและเป็นหุ้นส่วน ทั้งคู่ก็ส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาทางฉินเฟิงทันที
แต่ต่อหน้าสาวสวย พวกเขาก็ยังทำตัวสุภาพ แนะนำตัวอย่างเป็นงานเป็นการ ไม่ได้พูดจาแทะโลมหรือแซวเรื่องที่หนุ่มสาวอยู่บ้านเดียวกัน
พวกเขารู้จักนิสัยฉินเฟิงดี เลยต้องพยายามกลั้นคำแซวเอาไว้สุดชีวิต กลัวว่าถ้าปากพล่อยไปนิดเดียว จะไปทำลายเรื่องดีๆ ของเพื่อนรักเข้า
"สวัสดีค่ะ!" หลี่ซินเยว่ทักทายกลับด้วยรอยยิ้มสดใส
ฉินเฟิงเห็นว่ารู้จักกันหมดแล้วก็เริ่มสั่งงานทันที: "น้องซินเยว่ช่วยพี่เตรียมของต่อส่วนไอ้เล่ย พวกมึงออกไปหาร้านของชำแถวนี้ซื้อเบียร์เย็นๆ มาสักลังดิ๊ ชุดเมนูโรคเก๊าต์ของกูเนี่ยขาดเบียร์ซึ่งเป็น 'เครื่องปรุงหลัก' ไม่ได้เลยนะ!"
"ได้เลย จัดไป!"
ต่อหน้าผู้หญิง ทั้งคู่ยอมเสียสละให้เกียรติฉินเฟิงเต็มที่ ไม่มีการขัดคอ รับคำแล้วจูงมือกันออกไปซื้อเหล้ายาปลาปิ้งทันที
ฉินเฟิงกับหลี่ซินเยว่กลับเข้าครัวไปวุ่นวายต่อ เขาหั่นซี่โครงแกะเป็นชิ้นๆ ใส่ลงในหม้อดินพร้อมกับหัวไชเท้าที่หั่นเตรียมไว้ ตามด้วยกระเทียมและเครื่องเทศต่างๆ ตบท้ายด้วย "เครื่องปรุงวิญญาณ" สำหรับซี่โครงแกะหม้อดิน นั่นคือ 'พริกแกงหม่าล่าฉวน' เขาตักใส่ไปหนึ่งช้อนโต๊ะแล้วจึงจุดไฟตุ๋นทิ้งไว้
เมนูต่อไปคือ คากิพะโล้ พอกับข้าวทางนี้เริ่มลงตัว ฉินเล่ยกับหลินฉีก็แบกเบียร์เย็นๆ กลับมาถึงพอดี
ฉินเฟิงยกปลาเก๋า กุ้งมังกร และปูม้าใส่ลัง เตรียมจะเอาออกมาจัดการที่ลานบ้าน พอเห็นเพื่อนกลับมาเขาก็ถามขึ้นว่า:
"ปูม้านี่พวกมึงอยากกินแบบไหน?"
"นึ่ง..."
"ผัดพริกเหอะ!"
"เออ ผัดพริกดีกว่า ฝีมือไอ้เฟิงดี ผัดพริกน่าจะอร่อยกว่า!"
พอตกลงรสชาติกันได้ ฉินเฟิงก็พยักหน้า เดินออกไปที่ลานบ้านเพื่อจัดการปลาเก๋ากับกุ้งมังกรก่อน
ปลาเก๋าเขาตั้งใจจะนึ่งซีอิ๊ว (จริงๆ คือทำเป็นแค่นึ่งนั่นแหละ) ส่วนกุ้งมังกรทำเป็นกุ้งมังกรนึ่งกระเทียม โดยอุตส่าห์ซื้อวุ้นเส้นมาลองพื้นด้วย สองเมนูนี้ต้องใช้ลังถึงนึ่ง เลยต้องจัดการก่อน พอเสร็จแล้วก็ถึงคิวปูม้าตัวเมียสามตัว ที่บ้านไม่มีตู้เย็นเลยทำให้มันแข็งตายก่อนไม่ได้ งานนี้เลยต้องใช้ "กำลัง" แกะกระดองมันสดๆ เลย!
การแกะกระดองปูเป็นๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ขนาดฉินเฟิงยังต้องปล้ำกับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จ
จากนั้นก็ล้างทำความสะอาด ตัดเหงือกทิ้ง ตักมันปูออกมาใส่กระดองไว้ แล้วสับเนื้อตามจำนวนขาปู เสร็จแล้วจึงยกวัตถุดิบทั้งหมดเข้าบ้าน ฉินเล่ยกับหลินฉีพอมาถึงบ้านเพื่อนก็ไม่เกรงใจ ทั้งคู่นั่งแหมะลงบนเตียงเปิดเกมตีป้อมกันอย่างเมามัน
หลี่ซินเยว่ยังคงปั้นลูกชิ้นอยู่ ฉินเฟิงเดินไปส่องดูแล้วก็ต้องชมในใจ เออ... ปั้นได้กลมดิ๊กน่ารักเชียว
รอต่ออีกยี่สิบนาที ซี่โครงแกะหม้อดินก็เสร็จ เขาจึงยกซึ้งนึ่งขึ้นตั้งไฟ จัดการปลานึ่งกับกุ้งมังกรต่อ พอขาหมูได้ที่เขาก็เริ่มลงมือผัดกับข้าวอย่างอื่น ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง โต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในห้องเช่าของฉินเฟิงก็เต็มไปด้วยเมนูจานยักษ์น่ากิน
"ชนแก้ว!" X4
ในบ้านมีน้ำหวานอยู่บ้าง แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว หลี่ซินเยว่ก็ขอมาร่วมวงจิบเบียร์ด้วย
เบียร์เย็นๆ ที่วางทิ้งไว้สักพัก ตอนนี้อุณหภูมิกำลังพอดี ไม่เย็นจัดจนปวดฟันเหมือนตอนออกจากตู้เย็นใหม่ๆ
ฉินเฟิงที่ง่วนอยู่ในครัวมาตลอด ร้อนระอุไปทั้งตัวแม้จะเป็นตอนกลางคืนของฤดูร้อน พอเบียร์แก้วนี้ลงคอไป ความเย็นก็ซ่านไปถึงรูขุมขนจนรู้สึกฟินสุดๆ
หลินฉีเป็นพวกบ้านฐานะดี ลิ้นเลยค่อนข้างสูงและเป็นนักชิมตัวยง ตะเกียบเขาพุ่งไปที่ปลาเก๋านึ่งเป็นอันดับแรก
เขาคีบเนื้อปลาขาวนวลเข้าปากแล้วค่อยๆ ละเมียดชิม
"เออ... ยอมให้มึงเบี้ยวทั้งวันก็ได้วะ คุ้มชิบหาย! ไอ้เฟิง ปลาเก๋านี่มึงตกเองใช่ไหมเนี่ย? ในตลาดส่วนใหญ่มีแต่ปลาเลี้ยง รสชาติมันไม่สดหวานขนาดนี้หรอก!"
ฉินเฟิงพยักหน้า ยิ้มรับคำชมโดยไม่พูดอะไร
ปลาเก๋าตัวนี้เขาแอบเอาไปขังไว้ใน 'มิติตู้ปลา' มาหลายชั่วโมง ถึงจะยังไม่โตขึ้นมากนัก แต่ปลาที่ผ่านมิติตู้ปลามาจะมีความสดและมีพลังงานมากกว่าปลาปกติ รสชาติเลยดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมเขายังเลือกทำเมนูนึ่งซีอิ๊ว ซึ่งเป็นวิธีดึงรสชาติความหวานของปลาออกมาได้ดีที่สุดด้วย นี่ขนาดฝีมือทำอาหารเขายังไม่ได้ระดับปรมาจารย์นะ ไม่งั้นปลานี้คงอร่อยจนลืมกลืนเลยทีเดียว
สิ่งที่ฉินเฟิงไม่รู้ก็คือ ในขณะเดียวกันที่สตูดิโอแห่งหนึ่งใจกลางเมือง บล็อกเกอร์อาหารคนหนึ่งกำลังจะ "ลืมกลืน" จริงๆ แถมยังทำเอาหลานสาวที่ควบตำแหน่งช่างภาพอย่าง ลู่เสวี่ยเอ๋อร์ ถึงกับน้ำลายสอจนแทบจะร้องไห้ตามเลยทีเดียว!
จบตอนที่ 21
---
ตอนที่ 22: ฉินเฟิงผู้มองโลกตามความจริง (ตอนเปลี่ยนผ่าน)
มื้ออาหารดำเนินไปพร้อมกับการพูดคุยและจิบเครื่องดื่ม กินเวลาไปเกือบสองชั่วโมง
หลี่ซินเยว่ดื่มเบียร์ไปเพียงขวดเดียวก็เปลี่ยนเป็นน้ำหวานแทน ยัยหนูคนนี้ดื่มแล้วออกอาการทันที ตอนนี้ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อดูน่ารักขึ้นอีกเป็นกอง
พอเห็นว่าทุกคนอิ่มกันหมดแล้ว เธอก็ทำท่าจะลุกขึ้นไปเก็บกวาด แต่กลับถูกฉินเฟิงห้ามไว้ก่อน
"ไม่ต้องเก็บหรอก เดี๋ยวคืนนี้พวกพี่สามคนจะจัดการของเหลือพวกนี้เป็นมื้อดึกเอง อากาศร้อนๆ แบบนี้ เก็บไว้ถึงพรุ่งนี้เน่าแน่"
หลี่ซินเยว่ฟังแล้วก็เห็นด้วย เธอจึงบอกว่า:
"งั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อยากพักผ่อนเร็วหน่อยค่ะ"
"เดี๋ยวพี่ไปส่ง"
"อย่าเลยค่ะ รุ่นพี่อยู่คุยกับเพื่อนเถอะ หนู กลับเองได้ค่ะ"
ฉินเล่ยได้ยินดังนั้นก็รีบแทรกขึ้นมาทันที:
"ไม่เป็นไรๆ ผู้หญิงกลับบ้านคนเดียวตอนดึกมันอันตราย ให้ไอ้เฟิงไปส่งเถอะครับ!"
หลินฉีก็พยักหน้าสนับสนุนเห็นดีเห็นงามด้วย
เมื่อทุกคนคะยั้นคะยอขนาดนี้ หลี่ซินเยว่จึงไม่ได้ดื้อดึงต่อ
คืนนี้ฉินเฟิงไม่ได้ดื่มเยอะ ตอนนี้เขายังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน แต่ตอนไปส่งหลี่ซินเยว่ เขาก็เลือกเรียกแอปฯ เรียกรถแทนที่จะขี่สามล้อไป ไม่ว่าจะขับรถอะไร ก็ห้ามเมาแล้วขับเด็ดขาด พอส่งหลี่ซินเยว่ถึงหอพัก เขาก็แวะซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อเสื่อขนาด 6 ฟุต ผ้าห่มนาโน และหมอนอีกสองใบ กลับไปให้พวกฉินเล่ยนอนพื้น
กลับมาถึงห้องเช่า เขาก็โยนของให้พวกมัน สองหน่อนั่นรู้หน้าที่ รีบถูพื้น เอาน้ำอุ่นมาเช็ดเสื่อ ส่วนผ้าห่มนั้นดึกป่านนี้คงซักไม่ทัน ก็เลยตามเลย ลูกผู้ชายสองคนไม่ได้เรื่องมากอะไรอยู่แล้ว ตัวฉินเฟิงเองก็เหนื่อยเหมือนกัน ตกปลามาทั้งวัน ตกเย็นยังต้องมาวุ่นทำมื้อใหญ่อีก พออาบน้ำเสร็จเขาก็ล้มตัวลงนอนอ่านนิยายบนเตียงอย่างสบายอารมณ์
จนกระทั่งฉินเล่ยกับหลินฉีอาบน้ำเสร็จและมุดเข้าผ้าห่มไปแล้ว เขาถึงได้วางมือถือลง
"ว่ามาดิ๊ พวกมึงสองคนนึกคึกอะไรถึงโผล่มาหากูเนี่ย?"
หลินฉีตอบว่า: "กูมาหามึงชวนตกปลา ส่วนไอ้เล่ยมันมีเรื่องอยากปรึกษามึงหน่อย"
ฉินเฟิงพยักหน้า ในใจเขาก็พอจะเดาออกคร่าวๆ พ่อแม่ของหลินฉีทำธุรกิจเกี่ยวกับระบบนิวเมติก (เครื่องลม) อยู่ข้างนอก แถมยังมีบริษัทเป็นของตัวเอง
ตัวหลินฉีเองก็เปิดร้านในเถาเป่าผูกติดกับบริษัทที่บ้าน งานเบาๆ สบายๆ ทำรายได้ปีละสามแสนกว่าหยวน มันเลยชอบแวบออกมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ
แต่ฉินเล่ยต่างออกไป มันเรียนจบมัธยมปลายก็ออกมาเป็นเด็กฝึกงานคุมงานก่อสร้าง ปีนี้เริ่มผันตัวมาเป็นหัวหน้าคนงานรับเหมาเอง ตามหลักแล้วมันไม่น่าจะมีเวลาว่างมาหาเขาได้
พอเห็นฉินเฟิงมองมาที่ตน ฉินเล่ยก็ไม่ลังเล เริ่มระบายความในใจออกมาทันที
"เมื่อปลายปีที่แล้วกูไปนัดบอดมาใช่ไหมล่ะ แม่สื่อแนะนำผู้หญิงดีๆ ให้คนนึง กูคุยกับเขามาได้หลายเดือนแล้ว ตอนนี้กำลังปรึกษาเรื่องหมั้นเรื่องแต่งกันอยู่"
"เออ เรื่องนี้กูรู้ ตอนนั้นมึงยังเอารูปให้กูดูอยู่เลย หน้าตาสวยเชียว ไม่นึกว่าพวกมึงจะถึงขั้นจะหมั้นกันแล้วนะเนี่ย!"
ฉินเล่ยทำหน้าอมทุกข์แล้วพูดต่อ: "เฮ้อ แต่พอเริ่มคุยเรื่องหมั้นช่วงนี้ กูรู้สึกเหนื่อยใจชิบหายเลยว่ะ"
"ยังไงวะ?" ฉินเฟิงทำหน้าสงสัย จำได้ว่าตอนแชทคุยกันประปราย ไอ้หมอนี่มักจะอวดแฟนจนเขารู้สึกเหมือนโดนยัดอาหารสุนัขใส่ปาก (เหม็นความรัก) แล้วไหงพอจะหมั้นถึงมีปัญหาซะงั้น
"ช่วงสองเดือนมานี้ กูรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปเยอะมาก เวลาไปกินข้าวกับเพื่อน พอพามันไปด้วย มันก็บ่นว่ากูขับรถราคาถูก แล้วก็ชมว่ารถเพื่อนกูสวยดี"
"เวลาออกไปเดทกูเป็นคนจ่ายตลอด อันนี้กูโอเคนะ แต่คบกันมานานขนาดนี้มันไม่เคยซื้อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กูเลย อย่างน้อยกูก็ไม่เห็นว่ามันจะใส่ใจอะไรในตัวกูบ้าง"
"พอตอนนี้คุยเรื่องสินสอด (ไฉลี่) ก็เรียกมาสามแสนหยวน แถมยังจะให้กูซื้อบ้านใจกลางเมืองอีก มึงก็รู้บ้านกูมีกูเป็นลูกชายคนเดียว แล้วที่บ้านก็สร้างบ้านไว้แล้ว บ้านจัดสรรพื้นที่ 180 ตร.ม. สองหลังมันยังไม่ดีพออีกเหรอ ทำไมต้องดันทุรังไปซื้อใจกลางเมืองด้วย?"
"กูขอลดค่าสินสอดลงหน่อย ส่วนบ้านไว้หาเงินได้ค่อยซื้อทีหลัง มันก็ไม่ยอม ช่วงนี้กูรู้สึกเหนื่อยล้าทุกวันเลยว่ะ"
"ก็เลยกะว่าจะมาหาพวกมึงกับหลินฉีเนี่ยแหละ มาพักผ่อนสักสองสามวัน"
คำบ่นปนระบายของฉินเล่ย ทำให้ฉินเฟิงเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ในเมื่อฝ่ายหญิงคบกับฉินเล่ยมาหลายเดือน ก็น่าจะรู้ความสามารถในการหาเงินและฐานะทางบ้านของฝ่ายชายดีอยู่แล้ว ทำไมพอจะหมั้นถึงได้ "เปิดปากกว้าง" (เรียกร้องเยอะ) ขนาดนี้
แต่อย่างว่า จะให้ฉินเฟิงไปช่วยเกลี้ยกล่อมหรือแก้ปัญหานี้มันก็ไม่สมจริง ตัวเขาเองยังไม่เคยมีแฟนเลย จะไปรู้วิธีแนะนำได้ยังไง
"แล้วมึงล่ะ ตอนนี้คิดยังไง?"
ฉินเล่ยเกาหัวอย่างกลัดกลุ้ม ยังไม่ทันอ้าปากพูด หลินฉีก็แทรกขึ้นมาทันที:
"กูว่าผู้หญิงแบบนี้เอาไม่ได้ว่ะ ขนาดตอนนี้มึงยังไม่ตกลง อนาคตแต่งไปไม่รู้จะก่อเรื่องงี่เง่าอะไรอีกกี่อย่าง"
ฉินเฟิงลองเอาตัวเองเข้าไปแทนที่ดู ถ้าเป็นเขาก็คงเลือกยากเหมือนกัน อุตส่าห์เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน แถมยังทุ่มเทความรู้สึกไปแล้ว จะให้ตัดขาดง่ายๆ ได้ยังไง แต่ในฐานะผู้ชาย ความมีเหตุผลมักจะอยู่เหนืออารมณ์เสมอ
"กูว่ามึงควรจะลองคุยกับเขาดูดีๆ อีกรอบ การที่จะเดินมาถึงขั้นคุยเรื่องแต่งงานกันมันไม่ง่ายนะ"
ประโยคนี้เหมือนพูดไปก็เหมือนไม่ได้พูด ฉินเล่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามฉินเฟิงถึงความคิดเห็นส่วนตัว: "อาเฟิง ถ้าเป็นมึง มึงจะทำยังไง?"
"ถ้าเป็นกูเหรอ?" ฉินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็แวบนึกถึงหลี่ซินเยว่ขึ้นมา ในใจคิดว่าเธอคงไม่ใช่คนแบบนั้นใช่ไหมนะ?
แต่เขาก็ยังคงพูดสิ่งที่คิดออกมา
"มึงก็รู้ว่ากูเป็นพวกมาตรฐานสูง แถมยังเป็นพวก 'สโลว์ไลฟ์' กูหวังว่าคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตจะเข้าใจกันและกัน อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า แต่สังคมสมัยนี้มันวุ่นวายและฉาบฉวยเกินไป ตลอดสี่ปีในมหาลัยกูเลยไม่มีแฟนสักคนไง"
"เหรอจ๊ะ? แล้วน้องรุ่นน้องคนสวยวันนี้คืออะไรยังไงจ๊ะ?" หลินฉีแซวขำๆ
ฉินเฟิงยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาพูดต่อถึงประเด็นเดิม
"การที่มึงคบกับเขาแล้วรู้สึกเหนื่อย แสดงว่าฝ่ายหญิงมีบางอย่างที่มึงไม่พอใจ ผู้หญิงคนนั้นสวยจริง ตอนมึงเอารูปให้กูดู มึงอวดซะขนาดนั้น กูเดาว่ามึงก็แค่ 'หิว' (หมายถึงมีความต้องการทางกาย) ร่างกายเขามากกว่า"
"ตอนนี้ที่ลังเลไม่ยอมเลิก ก็เพราะยัง 'หิว' อยู่ แต่ถ้ามึงต้องยอมแลกด้วยราคาแพงมหาศาลเพื่อแต่งงานกันไป ผู้ชายอย่างเรานะมึง เชื่อดิ ไม่นานมึงก็เบื่อ พอถึงตอนนั้นความรู้สึกที่มันบางเบาอยู่แล้วมันจะหมดไปเร็วมาก"
"สุดท้ายตอนจบก็มีแค่สองทาง คือไม่มึงไปหาอีหนูข้างนอกแล้วไม่กลับบ้านจนต้องหย่ากัน ก็เป็นฝ่ายหญิงนั่นแหละที่ไปหาคนใหม่มาสวมเขาให้มึง"
ฉินเล่ย: "......"
พอลองคิดดูดีๆ ฉินเล่ยพบว่าสิ่งที่ฉินเฟิงวิเคราะห์มานั้นถูกต้องเป๊ะ เขาเข้าหาแฟนคนนี้เพราะความสวยจริงๆ
ที่ลังเลอยู่ตอนนี้ ก็แค่เพราะทุ่มเทไปเยอะเลยเสียดาย ต่อให้เขามีเงินมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของฝ่ายหญิงได้ สุดท้ายตอนจบก็คงหนีไม่พ้นการหย่าร้างอยู่ดี
ในเมื่อฝ่ายหญิงแสดงออกมาให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่ผู้หญิงที่เหมาะจะแต่งงานด้วย (ตามอุดมคติของเขา) สู้รีบปล่อยมือตอนนี้เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระยังจะดีกว่า พอคิดได้แบบนี้ ฉินเล่ยก็รู้สึกเบาสบายใจขึ้นมาทันที เขาหัวเราะพลางชี้หน้าฉินเฟิง
"มึงนี่แหละเข้าใจกูที่สุด เขาไม่ค่อยเหมาะจะแต่งงานจริงๆ นั่นแหละ เพียงแต่กูก็แค่ไม่ยินยอมที่จะปล่อยมือไปง่ายๆ เท่านั้นเอง"
"คิดได้ก็ดีแล้ว!" ฉินเฟิงเห็นเพื่อนคลายปมในใจได้เขาก็เริ่มหาวหวอดออกมา เขามองเวลา ตอนนี้สามทุ่มครึ่งแล้ว
"งั้นกูนอนก่อนนะ"
หลินฉี: "อย่าเพิ่งดิ มาตีป้อมกันสักสองสามตาก่อน!"
ฉินเล่ย: "เออใช่ หลินฉีมันกากชิบหาย มึงมาเล่นซัพพอร์ตให้กูหน่อยดิ๊!"
ฉินเฟิงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย: "ไม่เล่น พวกมึงก็รีบนอนด้วย พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืด กูจะพาพวกมึงออกทะเลไปตกปลา"
หลินฉีตาโตทันที: "อันนี้ดี! งั้นมึงนอนไปเลย พักผ่อนให้เต็มที่ เดี๋ยวพวกกูค่อยนอน กะว่าเดี๋ยวหิวๆ จะมาจัดการของเหลือให้เรียบเอง"
ฉินเล่ย: "กูก็ยังไม่นอนเหมือนกัน หัวค่ำแบบนี้ข่มตาไม่ลงว่ะ"
"เออตามใจ! กินเสร็จแล้วอย่าลืมเก็บกวาดให้สะอาดด้วยล่ะ" ฉินเฟิงพยักหน้าส่งๆ แล้วก็ไม่สนใจพวกมันอีกต่อไป
จบตอนที่ 22