เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17: เก๋าตัวนี้... พี่ขอ! / ตอนที่ 18: เพื่อนซี้ที่ยังไงก็หาตัวไม่เจอ

ตอนที่ 17: เก๋าตัวนี้... พี่ขอ! / ตอนที่ 18: เพื่อนซี้ที่ยังไงก็หาตัวไม่เจอ

ตอนที่ 17: เก๋าตัวนี้... พี่ขอ! / ตอนที่ 18: เพื่อนซี้ที่ยังไงก็หาตัวไม่เจอ


ตอนที่ 17: เก๋าตัวนี้... พี่ขอ!

 

คืนหนึ่งผ่านไป หลังจากส่งหลี่ซินเยว่กลับหอพักเมื่อคืน เพื่อนซี้ทั้งสองคนก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาหาเขาอีกเลย ทำให้ฉินเฟิงรู้สึกสบายใจที่ได้เบี้ยว (ปล่อยนก) พวกมันได้อย่างเต็มที่

วันนี้อากาศดีมาก ฝนหยุดตกไปตั้งแต่ช่วงตีสามตีสี่แล้ว

เช้าวันใหม่เวลาตีห้าครึ่ง ฉินเฟิงลุกขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายสักรอบเพื่อฟิตร่างกาย ก่อนจะขี่รถสามล้อไฟฟ้าไปรับหลี่ซินเยว่

พอรับคนเสร็จ ก็พากันไปซื้อกล่องข้าวเก็บความร้อนใบใหญ่สองใบ จากนั้นก็เข้าซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อวัตถุดิบทำกับข้าวและน้ำเปล่าอีกสองลัง ตบท้ายด้วยร้านอุปกรณ์ตกปลาเพื่อซื้อเหยื่อและ "เหยื่อล่อสำหรับอ่อยปลา" ซึ่งเถ้าแก่ร้านแนะนำพร้อมให้ความรู้เสร็จสรรพ

การขับเรือออกไปตกปลาทะเลลึก ไม่เหมือนกับการตีเบ็ดริมชายหาด

ริมหาดต้องพึ่งดวงเป็นหลัก แต่พอออกทะเลลึก ทั้งคู่นั่งอยู่บนเรือ ไม่จำเป็นต้องเหวี่ยงเบ็ดไปไกลนัก แค่หย่อนเบ็ดลงตรงจุดที่อ่อยเหยื่อไว้ข้างเรือก็พอ ถ้าดวงดีอาจจะได้เจอ "ปลาทะเลน้ำลึก" ของจริงเข้าให้ หลังจากเตรียมของเสร็จ ทั้งคู่ก็กลับมาทำกับข้าวที่บ้านเช่า ด้วยความที่เคยเข้าครัวด้วยกันมาสามครั้งแล้ว คราวนี้เลยดูเข้าขากันสุดๆ ยังไม่ทันแปดโมงเช้า ทุกอย่างก็พร้อมสรรพ

"รุ่นพี่คะ ทาครีมกันแดดหน่อยค่ะ" ก่อนจะออกจากบ้าน หลี่ซินเยว่หยิบขวดเล็กๆ ออกมา ดึงมือฉินเฟิงไปแล้วบีบครีมใส่ทันที

"เอ่อ... พี่ไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้มั้ง!" ฉินเฟิงมองครีมกันแดดในมือ พลางรู้สึกตะขิดตะขวงใจตามประสาชายอกสามศอก

"ไม่จำเป็นได้ไงคะ? เชื่อไหมว่าถ้าไม่ทาเนี่ย ไม่ถึงเดือนรุ่นพี่ได้กลายเป็นถ่านดำแน่ๆ"

"ดำหน่อยก็ดีนะสิ ผู้ชายนะจะขาวไปทำไม?"

"ไม่รู้ล่ะ ถ้าวันนี้ไม่ทา หนูก็ไม่ให้รุ่นพี่ออกจากบ้าน!"

เมื่อเห็นหลี่ซินเยว่กัดริมฝีปากจ้องเขาด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว ฉินเฟิงก็ได้แต่ยอมจำนน เขายิ้มขื่นๆ พลางเริ่มละเลงครีมลงบนหน้า:

"ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่พี่ต้องมาทาของใช้ผู้หญิงเหมือนพวกไอ้หนุ่มหน้าใส (เสี่ยวหน่ายโก่ว) แบบนี้... เฮ้อ!"

หลี่ซินเยว่หาได้สนใจเสียงถอนหายใจของเขาไม่ พอเห็นเขายอมทาก็พอใจแล้ว จริงๆ เธอแค่ไม่อยากเห็นรุ่นพี่ผิวไหม้แดดจนดำปี๋นั่นแหละ สีผิวตอนนี้ก็กำลังดี หรือถ้าขาวกว่านี้อีกหน่อยก็น่าจะแจ่มเลย

พอกันมาถึงท่าเรือจินไห่ เนื่องจากเรือประมงเล็กๆ ในหมู่บ้านมักจะไม่มาจอดที่นี่ คนเลยไม่ค่อยพลุกพล่าน ส่วนใหญ่จะเป็นกะลาสีบนเรือใหญ่ที่เดินผ่านไปมา คู่หนุ่มหล่อสาวสวยที่กำลังช่วยกันขนของพะรุงพะรังขึ้นเรือตกปลาลำเล็ก กลายเป็นเป้าสายตาให้คนแถวนั้นชี้นิ้วกระซิบกระซาบกันด้วยความแปลกตา

ฉินเฟิงกับหลี่ซินเยว่ไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้น พวกเขาเอากล่องข้าวและน้ำดื่มใส่ลงในลังพลาสติกใบเล็กเพื่อไม่ให้โดนแดดเผา

ส่วนลังพลาสติกใบใหญ่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวานก็วางไว้กลางห้องเรือ จากนั้นก็จัดเต็มชุดกันแดด ทั้งเสื้อกันยูวี, หมวกบังแดด, ปลอกแขน, แว่นกันแดด และผ้าบัฟปิดหน้า ตบท้ายด้วยเสื้อชูชีพ แล้วจึงเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ออกเดินทาง

"หนูขับเองๆ!" หลี่ซินเยว่อยากเป็นกัปตันเรือ ฉินเฟิงก็ตามใจเต็มที่

เรือตกปลาค่อยๆ ถอยออกจากท่าแล้วกลับลำ

"กัปตันหลี่" บิดคันเร่งปุ๊บ แรงส่งมหาศาลก็กระแทกหลังทันที เรือพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วจนฉินเฟิงแทบตั้งตัวไม่ทัน

บรรยากาศกลางวันต่างจากกลางคืนลิบลับ ทัศนวิสัยชัดเจน ขับเร็วแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวชนอะไร

จะว่าไป ความรู้สึกมันเหมือนนั่งเจ็ทสกีเลยทีเดียว โคตรฟิน!

ไม่นานนัก เรือลำน้อยก็หายลับไปจากสายตาคนบนฝั่ง ทิ้งไว้เพียงรอยคลื่นสีขาวโพลนเบื้องหลัง

ฉินเฟิงเอนหลังพิงขอบเรืออย่างสบายอารมณ์ ชมวิวทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา

พอขับออกมาได้ระยะหนึ่ง น้ำทะเลที่เคยขุ่นเหลืองก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต ยิ่งเข้าใกล้เขตน้ำลึก น้ำก็จะยิ่งใสสะอาดขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเห็นว่าห่างไกลจากชายฝั่งพอสมควรแล้ว หลี่ซินเยว่ก็ผ่อนความเร็วลงแล้วถามว่า: "รุ่นพี่คะ เราจะตกปลากันตรงไหนดี?"

ฉินเฟิงเกาหัว เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปตรงไหน เลยมั่วๆ ไปว่า: "งั้นเราขับตรงไปเรื่อยๆ สักชั่วโมงนึงค่อยหยุด ถึงตอนนั้นไม่ต้องสนหรอกว่าที่ไหน หย่อนเบ็ดแม่มตรงนั้นแหละ"

หลี่ซินเยว่พยักหน้า พอขับไปครบชั่วโมงเธอก็ปล่อยคันเร่ง ปล่อยให้เรือไหลตามแรงเฉื่อยไปอีกหลายสิบเมตรก่อนจะนิ่งสนิท

ฉินเฟิงทอดสมอเรือลงไป แต่ดูเหมือนสมออันจิ๋วนี้จะทอดหรือไม่ทอดก็แทบไม่มีผลอะไรเลยแฮะ

ช่างมันเถอะ เอาแค่พอเป็นพิธี!

"พี่เริ่มอ่อยเหยื่อก่อนนะ!"

ท่ามกลางทะเลที่เวิ้งว้างไร้สิ่งปลูกข้าม ทั้งคู่นั่งตกปลาอยู่บนเรือ

ฉินเฟิงยกถังที่เต็มไปด้วยเหยื่อล่อขึ้นมา ใช้ช้อนคันใหญ่ตักโปรยลงน้ำทีละช้อนๆ

เขาโปรยไปทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาจนเหลือเหยื่ออยู่ครึ่งถังจึงหยุด

พออ่อยเหยื่อเสร็จ ทั้งคู่ก็ประจำตำแหน่งซ้ายขวา เกี่ยวเหยื่อแล้วหย่อนลงตรงจุดเดิมทันทีเพื่อรอคอยอย่างเงียบสงบ

ผ่านไปแค่ห้าหกนาที คันเบ็ดในมือฉินเฟิงก็ถูกกระชากอย่างแรงจนตัวเขาเกือบถลาไปข้างหน้า

มาแล้วโว้ยยย ของใหญ่มาทักทายแล้ว!

ฉินเฟิงรีบวัดเบ็ดขึ้นทันทีตามระเบียบ...(ฉื่ออวี๋ - ตวัดให้เบ็ดเกี่ยวปากปลา)

"ฮ่าๆ รุ่นพี่จอดเรือปุ๊บก็ได้ปลาเลยนะเนี่ย!" หลี่ซินเยว่หันมาแซวได้แวบเดียว คันเบ็ดฝั่งเธอก็โดนกระชากจนจมวูบ

"ว้ายๆ! ฝั่งหนูก็ติดของใหญ่เหมือนกัน แรงเยอะมากเลย!"

คราวนี้เธอไม่มีเวลาสนใจฉินเฟิงแล้ว รีบยืนขึ้นประคองเบ็ดสู้กับปลาสุดแรง

ยัยหนูไม่เคยเจอแรงปลาขนาดนี้มาก่อน ไม่นานใบหน้าเล็กๆ ก็แดงก่ำเพราะต้องเกร็งแรง จนในที่สุดมือก็เริ่มล้า

ตอนแรกกะจะรีบดึงขึ้นมาให้ไว แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว ต้องยอมปล่อยสายออกไปบ้างเพื่อ "เย่อปลา" ให้มันหมดแรงก่อน

เมื่อเทียบกับหลี่ซินเยว่ ฉินเฟิงที่เป็นผู้ชายย่อมมีแรงมากกว่า หลังจากเย่อไปได้สิบกว่านาที ร่างสีเขียวคล้ำก็ปรากฏแก่สายตา

เขาหันไปมองสาวน้อยที่กำลังสู้ตายกับปลาแวบหนึ่ง พอเห็นว่าเธอไม่ได้มองมา เขาก็ใช้ความคิดส่งปลาในสายน้ำหายวับไป และแทนที่ด้วย "ปลากระพงขาว" หนัก 6.8 จิน ซึ่งเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในตู้ปลาของเขาตอนนี้เข้าแทนที่ทันที

คราวนี้ไม่ต้องเย่อแล้ว เขาอาศัย "พลังเทพเจ้า" หมุนรอกรัวๆ ไม่เปิดโอกาสให้ปลากลับลงน้ำอีก ลากมันขึ้นมาแล้วใช้สวิงช้อนทิ้งลงไปในถังแช่น้ำที่มีมากับเรือ

นี่คือข้อตกลงระหว่างเขากับหลี่ซินเยว่ ลังพลาสติกยกให้เธอใช้ ส่วนตัวเขาจะใช้ถังแช่บนเรือเอง เพื่อที่เขาจะได้แอบสลับปลากับมิติตู้ปลาได้สะดวกๆ พอเก็บเบ็ดเสร็จ ฉินเฟิงก็รีบตรวจสอบปลาที่เขาเพิ่งตกได้จริงๆ ทันที

【ปลาเก๋าดอกเขียว 】

น้ำหนัก: 24.6 จิน

เวลาที่ใช้ในการเติบโต: 47 ชั่วโมง 59 นาที

"โอ้โห... คราวนี้รวยเละ!" ฉินเฟิงแอบร้องอุทานในใจ นึกไม่ถึงว่าจะตกได้ปลาเก๋าหนักเกือบ 25 จิน เกือบจะใหญ่เกินขนาดที่ตู้ปลาจะรับไหวซะแล้ว งานนี้ยิ้มแก้มปริ เลี้ยงไว้อีกสองวันมันจะโตเป็น 50 กว่าจิน! มูลค่าหลายพันหยวนเลยนะเนี่ย!

ตอนนี้ราคาปลาเก๋าดอกเขียวเลี้ยงจะอยู่ที่จินละ 50-60 หยวน แต่ถ้าปลาป่า (ธรรมชาติ) จะขายได้ถึง 80 หยวน ยิ่งถ้าตัวใหญ่ระดับ 50 จินขึ้นไป ราคายิ่งพุ่ง อย่างน้อยจินละ 100 หยวนนี่มีแน่นอน สรุปคือปลาตัวเดียวเนี่ย มูลค่าแทบจะเท่ากับที่พวกเขาเหนื่อยกันมาทั้งอาทิตย์เลยนะ?

ปลาในทะเลลึกนี่มันคนละเรื่องกับชายฝั่งจริงๆ อย่างน้อยขนาดก็กินขาด... โคตรสะใจ!

หลังจากสำรวจปลาเก๋าเสร็จ ฉินเฟิงก็ดึงสติกลับมาสนใจหลี่ซินเยว่

ตอนนี้สาวน้อยหอบแฮ่กๆ ยังคงยื้อยุดฉุดกระชากกับปลาใต้น้ำ ดูท่าจะเหนื่อยเอาการ

"น้องซินเยว่ พี่เสร็จแล้ว ให้ช่วยไหมครับ?"

"รีบมาเลยค่ะรุ่นพี่ หนูเหนื่อยจะตายแล้ว ปลาตัวนี้แรงเยอะชะมัดเลย!"

พอได้ยินแบบนั้น ฉินเฟิงก็รีบเข้าไปรับช่วงต่อทันที ทันทีที่มือสัมผัสคันเบ็ด เขาก็รู้สึกได้เลยว่า... ไอ้ตัวที่อยู่ใต้น้ำเนี่ย มันแรงเยอะกว่าปลาเก๋าที่เขาเพิ่งตกได้ซะอีก!

หลี่ซินเยว่ได้จังหวะพัก เธอทิ้งตัวนั่งลงในห้องเรือ รีบหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มรัวๆ ไปหลายอึก

แค่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เหนื่อยยิ่งกว่าเธอไปวิ่งแข่งหลายกิโลเมตรซะอีก

พอกระดกน้ำเสร็จ เธอก็เอามือลูบท้องน้อยเบาๆ เพราะเมื่อกี้เธอต้องเอาด้ามเบ็ดค้ำพุงไว้เพื่อช่วยพยุงแรง ตอนนี้เลยรู้สึกระบมไปหมด!


จบตอนที่ 17

--------

ตอนที่ 18: เพื่อนซี้ที่ยังไงก็หาตัวไม่เจอ

 

"ซ่า ซ่า ซ่า~"

หลังจากที่ฉินเฟิงช่วยเย่อปลาต่ออีกสิบกว่านาที ในที่สุดเจ้าปลาตัวเขื่องก็หมดฤทธิ์ถูกลากขึ้นมาเหนือน้ำ เหลือเพียงหางที่ยังคงสะบัดตีน้ำดังซ่าๆ อย่างไม่ยอมแพ้

หลี่ซินเยว่ที่ได้ยินเสียงรีบลุกขึ้นมาดู พอเห็นเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้เธอก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง

เจ้าตัวนี้เผลอๆ จะหนักเกือบครึ่งหนึ่งของตัวเธอเลยมั้งเนี่ย มิน่าล่ะเธอถึงสู้แรงมันไม่ไหว

พอปลาถูกลากมาใกล้เรือ ฉินเฟิงก็รีบส่งคันเบ็ดให้เธอทันที:

"ถือไว้แน่นๆ นะ เดี๋ยวพี่ไปเอาสวิงช้อน อย่าช้าเชียวล่ะ เผื่อมันพักจนหายเหนื่อยแล้วดิ้นหลุดไปจะเสียดายแย่"

"อ๋อ... ค่ะๆ..." หลี่ซินเยว่รีบรับคันเบ็ดไป ส่วนเรื่องจะให้เธอเป็นคนถือสวิงช้อนเองน่ะเหรอ... อย่าล้อเล่นน่า! ขืนปลาดีดขึ้นมาสักที เธอคงได้หัวทิ่มลงน้ำไปพร้อมปลานั่นแหละ

ฉินเฟิงใช้สองมือจับด้ามสวิงแล้วช้อนวูบลงไป เจ้าปลาใหญ่ตัวนี้ดูท่าจะเหนื่อยจนหอบจริงๆ พอสวิงเข้าใกล้หัวมันกลับแทบไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเลย

"ฮึบ!"

พอช้อนส่วนหัวเข้าสวิงได้ทั้งหมด ฉินเฟิงก็ไม่รอช้า ออกแรงแขนทั้งสองข้างยกมันขึ้นมาทันที โอ้โห... ความยาวของมันเกือบจะถึงหนึ่งเมตรเลยทีเดียว!

จังหวะนี้แหละที่ปลามันเริ่มดิ้นพล่าน สะบัดน้ำทะเลใส่ฉินเฟิงจนเปียกโชกไปทั้งตัว

พอวางปลาลงในห้องเรือได้ ทั้งคู่ก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน อย่างน้อยเงินก้อนโตก็ไม่หลุดมือไปแล้ว

ฉินเฟิงหยิบลังใบใหญ่ไปตักน้ำทะเลมาใส่ไว้ประมาณหนึ่งในสามแล้ววางกลับที่เดิม

แม่สาวน้อยยืนจ้องปลาตัวเขื่องด้วยความตื่นเต้น ในมือถือที่ปลดเบ็ดไว้แต่กลับไม่กล้าเข้าไปทำเอง

"รุ่นพี่คะ นี่มันปลาเก๋าอะไรกันเนี่ย ทำไมมันตัวใหญ่ขนาดนี้?"

"พี่จะไปรู้ได้ไงล่ะ ปลาเก๋ามันมีตั้งกี่ชนิด ลองเช็กดูสิ!"

ฉินเฟิงหยิบที่ปลดเบ็ดมาเอง แล้วจัดการปลดตะขอออกจากปากกว้างๆ ที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคมของมัน

จากนั้นเขาก็หยิบเครื่องชั่งดิจิทัลกับกะละมังสแตนเลสออกมา อุ้มปลาใส่เข้าไปแล้วลองชั่งดู:

"ฮื้อหือ... เจ้ายักษ์นี่หนักถึง 41 จิน 7 เหลี่ยงเลยนะเนี่ย! น้องซินเยว่ เตรียมรับทรัพย์หลักหลายพันได้เลย!"

ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะร้องว้าวในใจ ดวงของยัยหนูนี่มันอะไรกัน ถ้าเขาไม่มี "นิ้วทองคำ" ปลาเก๋าดอกเขียวหนัก 20 กว่าจินของเขาก็คงดูด้อยไปเลย เพราะน้ำหนักต่างกันตั้งเท่าตัว

"ว้าว! งั้นหนูก็จะได้เงินเข้ากระเป๋าสองพันกว่าเกือบสามพันหยวนเลยเหรอคะ?" หลี่ซินเยว่ที่เพิ่งเสิร์ชหาชื่อทางวิชาการของปลาตัวนี้เสร็จ พอได้ยินน้ำหนักที่ฉินเฟิงบอกก็ดีใจจนเนื้อเต้น

"ปลานี่ราคาไม่ถึงจินละ 100 หยวนเหรอคะ?"

"ในเน็ตบอกว่าน่าจะเป็น ปลาเก๋าหมอทะเล ตัวใหญ่ขนาดนี้ราคาตลาดน่าจะอยู่ที่จินละ 65 หยวนค่ะ"

ฉินเฟิงขมวดคิ้วแล้วก้มลงไปดูใกล้ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา:

"ยัยเด็กบ๊อง นั่นมันราคาปลาเลี้ยงครับ ปลาเก๋าธรรมชาติไซส์ใหญ่ขนาดนี้หาได้ยากมาก ขายจินละ 100 หยวนได้สบายๆ เลย"

"เอ๋... จริงเหรอคะ?" หลี่ซินเยว่ตกใจจนเอามือปิดปาก

"อ้าว แล้วไม่จริงเหรอครับ?" ฉินเฟิงแกล้งทำท่าทางเลียนแบบเธอ

"รุ่นพี่ล่ะก็ นิสัยไม่ดี!" สาวน้อยเขินจนฟาดแขนเขาไปหนึ่งที

"ฮ่าๆ มาถ่ายรูปคู่กับปลาแล้วตกต่อเถอะ" หลังจากถ่ายรูปกับปลาเสร็จก็นำมันใส่ถังแช่ เปิดเครื่องออกซิเจน แล้วทั้งคู่ก็กลับไปนั่งประจำที่เพื่อตกปลาต่อ

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป... ผิวน้ำเงียบกริบไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ฉินเฟิง: "......"

หลี่ซินเยว่: "......"

ทั้งคู่เก็บสาย เปลี่ยนเหยื่อใหม่แล้วหย่อนลงไปอีกครั้ง

ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง......

หลี่ซินเยว่วางคันเบ็ดลงข้างตัวอย่างหมดแรง พลางบีบนวดเอวบางๆ ที่เริ่มล้า: "รุ่นพี่คะ ทำไมมันเงียบแบบนี้ล่ะ?"

ฉินเฟิงเองก็เก็บสายขึ้นมาเงียบๆ เขาเหลือบมองเวลาแล้วพูดอย่างจนใจ: "สงสัยดวงจะกุดไปพร้อมกับปลาเก๋าตัวนั้นแล้วมั้ง! นี่ก็เที่ยงแล้ว เราพักกินข้าวกันก่อนเถอะ พักสักหน่อยค่อยย้ายที่ลองดูใหม่"

"ตกลงค่ะ" หลี่ซินเยว่พยักหน้า เดินไปที่หัวเรือหยิบกล่องข้าวเก็บความร้อนออกมาสองใบ ส่งใบสีน้ำเงินให้ฉินเฟิง ส่วนของเธอเป็นสีเหลืองอ่อน

กล่องข้าวมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นแรกเป็นข้าวสวย ชั้นที่สองเป็นหมูผัดพริกและชั้นที่สามเป็นซุปไข่ใส่ผักโขม

พอเปิดกล่องออกมา ทั้งข้าว กับข้าว และซุปยังร้อนกรุ่นอยู่เลย ทั้งคู่สบตากันแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะเริ่มลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย

ท่ามกลางทะเลที่เวิ้งว้าง มีเพียงเรือตกปลาลำน้อยที่ลอยเคว้งไปตามคลื่น และคนสองคนที่นั่งพิงกันกินข้าว

ถึงแม้ช่วงเช้าจะได้ปลาแค่ตัวเดียว แต่เพราะเป็นปลาราคาแพง หลี่ซินเยว่เลยยังอารมณ์ดีอยู่ตลอด

จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนที่เธอจะตกปลาได้ เหมือนฉินเฟิงจะตกได้ก่อนตัวหนึ่ง เลยถามด้วยความอยากรู้:

"รุ่นพี่คะ เมื่อกี้หนูลืมถามเลย รุ่นพี่ตกได้ปลาอะไรเหรอคะ?"

"ก็แค่ปลากระพงทะเลตัวละ 6-7 จินน่ะ ดวงไม่ดีเหมือนเราหรอก" ฉินเฟิงตอบเนียนๆ โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

เขาว่ากันว่าปากผู้ชายน่ะเชื่อไม่ได้ยิ่งกว่าผี ถ้าผู้ชายโกหกไม่เป็นจะไปเป็นเพลย์บอยได้ยังไง?

ถึงฉินเฟิงจะไม่ได้อยากเป็นเพลย์บอย แต่มิติตู้ปลานี่คือความลับเดียวที่เขาบอกใครไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นเรื่องโม้เนี่ยต้องจัดเต็มไว้ก่อน ถ้าสาวน้อยถามเรื่องอื่น ต่อให้ถามว่าตอนเจ็ดขวบยังฉี่รดที่นอนอยู่ไหม ถ้าบรรยากาศมันได้ฉินเฟิงก็ไม่เกี่ยงที่จะเล่าความจริง เพราะการโกหกมันเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีนะจ๊ะ (เสียงสูง)

หลี่ซินเยว่ได้ยินแบบนั้นก็เม้มปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป วันนี้เธอได้กำไรก้อนโตแต่รุ่นพี่กลับได้เงินนิดเดียว เธอเลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่

แต่ตอนตกลงหุ้นส่วนกันก็คุยกันไว้แล้วว่า นอกจากกรณีพิเศษ ปลาใครตกได้ก็เป็นของคนนั้น เธอเลยไม่รู้จะพูดยังไงดี

ฉินเฟิงดูเหมือนจะอ่านใจสาวน้อยออก เลยหัวเราะแล้วพูดว่า:

"ทำหน้าแบบนั้นทำไม คอยดูเถอะ ช่วงบ่ายพี่ต้องตกได้เยอะกว่าเราแน่!"

"อื้อๆ รุ่นพี่เก่งที่สุดอยู่แล้วค่ะ!" หลี่ซินเยว่พยักหน้ารัวๆ พอโดนเขาแหย่เข้าหน่อย อารมณ์เธอก็ดีขึ้นมาทันที

...

ในขณะที่ทางนี้กำลังกินข้าวกันอย่างมีความสุข อีกด้านหนึ่ง ในห้องเตียงคู่ของโรงแรมแห่งหนึ่ง เจ้าเพื่อนซี้สองหน่อที่นอนกรนสนั่นมาทั้งคืนก็ตื่นขึ้นมาจนได้

ตอนนี้ทั้งคู่นอนพิงหัวเตียงไถมือถืออย่างเกียจคร้าน ไม่มีใครยอมลุกไปไหนเลย

"ไอ้คิน เที่ยงนี้กินไรดีวะ?"

พอหลินฉีพูดจบ ปัง! หมอนใบหนึ่งก็ปลิวมาปะทะหน้าทันที ฉินเล่ยถลึงตาใส่อย่างโมโห:

"ไอ้เวร! มึงเรียกกูว่า 'สัตว์เลื้อยคลาน' (ฉินเล่ย ออกเสียงคล้ายชื่อเขา แปลว่าสัตว์ปีก/สัตว์เลื้อยคลาน) อีกที มึงดูซิว่ากูจะจับมึงทำผัวก่อนไหม!"

"พี่เล่ยๆ อย่าโกรธดิ ก็มันเรียกจนจินปากแล้วนี่หว่า!"

ฉินเล่ยรู้ซึ้งถึงนิสัยไอ้เพื่อนสองคนนี้ดี มีประโยชน์ก็เรียกพี่เล่ย หมดประโยชน์ก็เรียกไอ้สัตว์ปีก เขาเลยขี้เกียจจะถือสาต่อ

"พอเลย เดี๋ยวฉันจะโทรหาไอ้อาฟง (ฉินเฟิง) ให้มันมาเลี้ยงข้าวพวกเราหน่อย แม่งเกินไปจริงๆ ผ่านมาตั้งคืนนึงแล้วยังไม่คิดจะโทรกลับมาถามไถ่กันบ้างเลย"

แต่ผลที่ได้คือ...

"ขออภัยค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้..."

ก็แน่ล่ะ ฉินเฟิงขับเรือออกทะเลมาตั้งชั่วโมงกว่า สัญญาณมือถือมันจะไปถึงได้ยังไง

ฉินเล่ยพยายามโทรอีกสองครั้ง แต่ก็ได้ยินเสียงเดิมตอบกลับมา จนเขาต้องหันมามองหน้ากับหลินฉีอย่างเลิ่กลั่ก

"ไอ้หมอนี่มันไปทำภารกิจสายลับหรือไงวะ เมื่อวานปิดเครื่อง วันนี้ติดต่อไม่ได้?"

"นั่นดิ... งั้นเราลุกไปอาบน้ำเหอะ เดี๋ยวค่อยลองโทรใหม่ดู"

หลินฉีเองก็จนปัญญา แผนที่มาหาฉินเฟิงถึงที่นี่ก็เป็นไอเดียของเขา แถมเรื่องโพสต์ตั๋วลงโซเชียลก็น้ำมือเขาเองทั้งนั้น

กะว่าจะเซอร์ไพรส์ให้มันตกใจเล่น แล้วไถค่าข้าวมันสักกี่มื้อ แต่ผลลัพธ์คือกลายเป็นเขาเองที่โดน "เซอร์ไพรส์" กลับจนงงแดก

ฉินเล่ยเองก็เซ็งไม่แพ้กัน เขาอุตส่าห์ดึงเวลาเรื่องงานมาตั้งหลายวัน เพื่อมาหาเพื่อนซี้ที่โตมาด้วยกันตั้งใจจะมาปรึกษาเรื่องที่ลำบากใจอยู่ แต่สรุปคือ ผ่านมาเกือบวันแล้วยังหาตัวมันไม่เจอเลย!

"เฮ้อ!" ฉินเล่ยถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม พอคิดถึงเรื่อง "งานหมั้น" ของตัวเองขึ้นมาเขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที


จบตอนที่ 18

จบบทที่ ตอนที่ 17: เก๋าตัวนี้... พี่ขอ! / ตอนที่ 18: เพื่อนซี้ที่ยังไงก็หาตัวไม่เจอ

คัดลอกลิงก์แล้ว