เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27: ตลาดของเก่าอัลฟี่ส์

บทที่ 27: ตลาดของเก่าอัลฟี่ส์

บทที่ 27: ตลาดของเก่าอัลฟี่ส์


บทที่ 27: ตลาดของเก่าอัลฟี่ส์

พูดกันตามตรง ค่าธรรมเนียมที่เจ้าอ้วนเรียกเก็บในการจัดการเงินก้อนนี้ถือว่าน้อยมาก นี่เพราะเป็นบริษัทของเตี่ยเขาเองนะ ถ้าไปจ้างพวกองค์กรฟอกเงินอาชีพมาจัดการล่ะก็ไม่โดนหักซัก 30% ก็ถือว่าเขาใจบุญสุนทาน

มากแล้ว...ในระหว่างที่เจ้าอ้วนกำลังดำเนินการจัดการเงินเหล่านั้น ฤดูกาลเปิดภาคเรียนประจำปีก็มาถึงอีกครั้ง

การเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ปีหนึ่งจะมีช่วงปิดเทอมยาวๆ อยู่ 3 ช่วง เริ่มจากปิดเทอมอีสเตอร์ประมาณ 3 สัปดาห์ (ช่วงปลายมีนาคมหรือต้นเมษายน) ต่อด้วยปิดเทอมคริสต์มาสอีก 3 สัปดาห์เท่ากัน ส่วนช่วงสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมที่ยาวนานที่สุดก็คือ ปิดเทอมฤดูร้อน(Summer Holiday)นั่นเอง ปิดเทอมฤดูร้อนของมหาวิทยาลัยในอังกฤษจะยาวกว่าที่ไทยหน่อย เริ่มปิดกันตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนและจะเปิดเทอมอีกทีก็ช่วงปลายเดือนกันยายนนู่นเลย ตอนนี้ หยางจิ้งและเจ้าอ้วนกำลังเรียนระดับปริญญาโท แม้ว่าหลักสูตรโทส่วนใหญ่ในอังกฤษจะเรียนปีเดียวจบ แต่สาขาที่พวกเขาเรียนนั้นเป็นหลักสูตร 2 ปี ซึ่งต่างจากส่วนใหญ่เล็กน้อย หยางจิ้งและเจ้าอ้วนส่งวิทยานิพนธ์ไปตั้งแต่เดือนมิถุนายนแล้ว และต้องรอจนถึงเดือนพฤศจิกายนกว่าจะได้ใบปริญญาบัตรอย่างเป็นทางการ ดังนั้นถึงแม้ปีการศึกษาใหม่จะเริ่มขึ้นแล้ว สำหรับพวกเขาสองคนจะเปิดเทอมหรือไม่ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรนัก ตัวหยางจิ้งเองก็ถูกเตี่ยบังคับมาเรียนที่นี่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขอแค่ได้ใบปริญญามาครอง เขาก็ไม่มีทางอยู่ที่อังกฤษต่อแน่นอน ส่วนเจ้าอ้วนนั้นเรียนที่นี่มา 6 ปีแล้ว จบโทนี่ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดของเขาแล้ว ถ้าจะให้เรียนต่อเอกอีกล่ะก็ เจ้าอ้วนคงได้สติแตกบ้าไปตรงนั้นแน่ๆ ดังนั้นหน้าที่ของพวกเขตอนนี้คือรอให้วิทยานิพนธ์ผ่านแล้วรับปริญญากลับบ้าน

ลูกน้องของเตี่ยเจ้าอ้วนทำงานกันได้เก๋าเกมจริงๆ เงินก้อนนั้นส่งไปให้พวกเขาจัดการไม่ถึง 5 วัน มือถือของ หยางจิ้งก็มีข้อความแจ้งเตือนเข้า 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นข้อมูลจากบัตรธนาคารในจีนและอีกฉบับมาจากบัตรธนาคาร HSBC ข้อความจากธนาคารในจีนทำให้หยางจิ้งตื่นเต้นสุดขีด เพราะตัวเลขมันมหาศาลมาก! เมื่อคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินปอนด์ต่อเงินหยวนที่ 1:8.29 เงิน 2 ล้านปอนด์นั้นแลกเป็นเงินจีนได้สูงถึง 16.58 ล้านหยวน (ประมาณ 80 กว่าล้านบาท!) เพียงชั่วพริบตาเดียว หยางจิ้งก็กลายร่างเป็นเศรษฐีเงินล้านอย่างเต็มตัว ส่วนบัตร HSBC มีเงินเข้ามา 270,000 ปอนด์ (ประมาณ 11 ล้านบาท) ตามที่หยางจิ้งร้องขอเอาไว้ ในช่วงสองเดือนหลังจากนี้ หยางจิ้งกะจะใช้เงินก้อนนี้แหละในการใช้ชีวิตที่อังกฤษ ถึงจะเป็นแค่เศษเงินที่เหลือจากการจัดการ แต่เงิน 2.7 แสนปอนด์ก็ยังเป็นเงินก้อนโตที่หยางจิ้งไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาใช้ชีวิตในอังกฤษมา 2 ปี หมดเงินไปไม่ถึง 5 หมื่นปอนด์ด้วยซ้ำ ตอนนี้ใกล้จะกลับบ้านแล้ว มีเงินในบัตรตั้ง 2 แสนกว่า คราวนี้แหละจะได้ใช้ชีวิตแบบจัดหนักจัดเต็มเสียที! เรื่องกินชุดใหญ่เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ แต่น่าเสียดายที่ถึงแม้ลอนดอนจะมีไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ทว่าที่นั่นกลับไม่มีร้านอาหารซานตง (หลู่ไช่) ที่รสชาติเด็ดขาดเท่าร้านของเถ้าแก่ซุน ถ้าไม่ติดว่าเมืองคาร์ดิฟฟ์อยู่ไกลจากลอนดอนไปหน่อย หยางจิ้งคงบึ่งไปฝากท้องที่ร้านเถ้าแก่ซุนอีกรอบแล้ว เมื่ออิ่มหนำสำราญและมีเงินเต็มกระเป๋า หัวใจที่คันยุบยิบของหยางจิ้งก็เริ่มจะกดไม่อยู่

เช้าวันต่อมา หยางจิ้งก็ดิ่งตรงไปยัง "ตลาดของเก่าอัลฟี่ส์" ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเชิร์ชสตรีทในลอนดอนทันที ตลาดอัลฟี่ส์เป็นตลาดของเก่าที่เพิ่งเริ่มโด่งดังในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สินค้าหลักๆ จะเป็นพวกเฟอร์นิเจอร์, อัญมณี, หนังสือมือสอง, โปสเตอร์, ของเล่น, และโคมไฟตกแต่ง ซึ่งในนั้นมักจะมีของล้ำค่าซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าการจะ

"หยิบของหลุด" ในตลาดแบบนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก แม้จะมีของเก่าอายุหลายร้อยปีวางขายอยู่จริง แต่ของพวกนั้นมักจะถูกเจ้าของร้านตั้งโชว์เป็น "สมบัติประจำร้าน" ไปแล้ว การจะหาของหลุดราคาถูกจึงแทบเป็นไปไม่ได้

แต่หยางจิ้งยังยืนกรานที่จะมาที่นี่ ไม่ใช่อะไรหรอก เขาต้องการจะหาคำตอบให้ชัดแจ้งว่า "เจ้าแหวนวงนี้มันดูดซับพลังงานยังไงกันแน่!" ตั้งแต่รู้ว่าแหวนวงนี้มีความมหัศจรรย์ หยางจิ้งก็ติดค้างอยู่กับปัญหาเรื่องการดูดซับพลังงานมาตลอด แหวนวงนี้วิเศษมากจริงๆ พูดได้เลยว่าถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องพลังงานละก็ แหวนวงนี้สามารถปั้นให้หยางจิ้งกลายเป็น "เจ้าพ่อวงการของเก่า" ได้ในเวลาอันสั้นเลยทีเดียว หยางจิ้งไม่เคยสงสัยในข้อนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะแค่แหวนแผลงฤทธิ์ครั้งแรก ก็เจอภาพสเก็ตช์ปิกัสโซ่ 3 ใบ จนทำเงินให้เขาได้ถึง 2.7 ล้านปอนด์มาแล้ว ถ้าแหวนแผลงฤทธิ์ได้ต่อเนื่อง หยางจิ้งมั่นใจว่าเขาสามารถกวาดเรียบทุกตลาดของเก่าในอังกฤษได้แน่ๆ แค่เก็บของหลุดอย่างเดียวก็คงนับเงินจนมือหยิก แต่ประเด็นคือแหวนต้องใช้พลังงานในการทำงาน และถึงแม้หยางจิ้งจะเดาที่มาของพลังงานได้แล้ว แต่เขาก็ยังมืดแปดด้านว่าจะดูดซับมันเข้าไปได้ยังไง ตามคำพูดของหยางจิ้ง แหวนวงนี้ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือ...

"แกช่วยให้คำใบ้กันหน่อยได้ไหมวะ!"

ไม่มีคำใบ้ใดๆ ทุกอย่างต้องคลำทางเอาเองเหมือนข้ามแม่น้ำด้วยการคลำก้อนหิน ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ปราสาทคาร์ดิฟฟ์หรือที่ตลาดงานฝีมือกรีนนิช หยางจิ้งสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่แฝงอยู่ในโบราณวัตถุเหล่านั้นอย่างชัดเจน แต่แหวนกลับไม่ดูดซับมันเข้าไปเลย เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ หยางจิ้งก็เคยเจอตอนที่สัมผัสภาพสเก็ตช์ปิกัสโซ่ 3 ใบนั้นเช่นกัน หยางจิ้งจำได้แม่นว่าตอนที่แหวนค้นพบภาพปิกัสโซ่ มือซ้ายของเขารู้สึกถึงพลังงานอุ่นๆ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อกองหนังสือชุดนั้นมา แหวนก็ยังไม่ดูดพลังงานจากภาพเหล่านั้นอยู่ดี จนกระทั่งเขาสามารถตกลงซื้อหนังสือสองร้อยกว่าเล่มนั้นมาเป็นเจ้าของได้สำเร็จ แหวนถึงจะดูดซับพลังงานจากภาพเหล่านั้นได้ เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่ปราสาทคาร์ดิฟฟ์และตลาดกรีนนิช มันทำให้หยางจิ้งต้องขบคิดว่า... เหตุผลที่แหวนรับรู้พลังงานได้แต่ดูดไม่ได้นั้น เกี่ยวข้องกับ "กรรมสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ" หรือไม่? หรือว่า... แหวนจะดูดซับ "ไอสมบัติ" ได้เฉพาะจากโบราณวัตถุที่เป็นของตัวเองโดยสมบูรณ์เท่านั้น? เพราะความคิดนี้เอง หยางจิ้งจึงตัดสินใจมาทดสอบในวันนี้ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ลองเพราะกระเป๋าแห้งไม่มีเงินไปไล่ซื้อของเก่าที่ราคาหลักหมื่นหลักแสนปอนด์มาทดสอบไงล่ะ แต่ตอนนี้ในกระเป๋ามีเงินแล้ว ต้องลองให้รู้ดำรู้แดงกันไป! ต่อให้ต้องเสียเงินทิ้งไปเปล่าๆ บ้าง แต่มันก็คุ้มค่าหากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง เพราะมันจะหมายถึงหนทางในการเติมพลังให้แหวนศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต เมื่อเทียบกับแหวนวงนี้ เงินแค่นิดหน่อยจะไปสำคัญอะไร? ตราบใดที่แหวนมีพลังงานเต็มเปี่ยม นั่นย่อมหมายถึงโอกาสในการ "หยิบของหลุด" ได้ไม่จำกัด

แค่ขุดเจอของดีในตลาดอีกไม่กี่ครั้ง เงินที่เสียไปก็ได้คืนมาหมดแล้ว เพราะเหตุนี้ หยางจิ้งจึงพุ่งตัวเข้าสู่ตลาดของเก่า

อัลฟี่ส์ทันที ถึงตลาดอัลฟี่ส์จะเป็นตลาดเกิดใหม่และของที่ขายก็ราคาไม่ใช่ถูกๆ แต่ที่นี่มี "ของปลอม" น้อยมาก เมื่อเทียบกับพวกตลาดนัดแบกะดินทั่วไป ตลาดอัลฟี่ส์ถือว่าน่าเชื่อถือกว่าเยอะ และที่ต่างจากตลาดแบกะดินอื่นคือตลาดอัลฟี่ส์แทบไม่มีแผงลอยกลางแจ้ง พ่อค้าแม่ค้าทุกคนล้วนมีร้านรวงเป็นของตัวเองอย่างเป็นสัดส่วน หลังจาก

หยางจิ้งก้าวเข้าไปในตลาด เขาก็เดินดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอร้านขายของเบ็ดเตล็ดร้านหนึ่ง และตัดสินใจเดินเข้าไปข้างใน...

จบตอนที่ 27

จบบทที่ บทที่ 27: ตลาดของเก่าอัลฟี่ส์

คัดลอกลิงก์แล้ว