เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: เหลือสุทธิหกร้อยปอนด์

บทที่ 13: เหลือสุทธิหกร้อยปอนด์

บทที่ 13: เหลือสุทธิหกร้อยปอนด์


บทที่ 13: เหลือสุทธิหกร้อยปอนด์

คาร์ดิฟฟ์คือเมืองหลวงของเวลส์และยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นเวลส์ รวมถึงเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของสหราชอาณาจักร แคว้นเวลส์เป็นหนึ่งในหน่วยการปกครองทางการเมืองของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งประกอบไปด้วยอังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ รวมกันเป็นตัวเกาะหลักของอังกฤษ ปัจจุบันผู้มีอำนาจสูงสุดในนามของแคว้นเวลส์ก็คือ เจ้าชายแห่งเวลส์ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งโดย

เจ้าชายชาลส์ รัชทายาทลำดับที่หนึ่งแห่งราชวงศ์อังกฤษ คาร์ดิฟฟ์เป็นเมืองท่าสำคัญทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ และเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมและการบริการ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เคยเป็นเมืองท่าส่งออกถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในตัวเมืองคาร์ดิฟฟ์มีทั้งถนนและอาคารที่ทันสมัยตั้งอยู่คู่กับถนนแบบเก่าและโบสถ์โบราณ คาร์ดิฟฟ์เต็มไปด้วยปราสาทและโบราณสถานทางประวัติศาสตร์มากมาย บางแห่งมีประวัติย้อนไปได้ไกลถึงยุคโรมันโบราณเลยทีเดียว

เป้าหมายของหยางจิ้งและกัวเสี่ยวเซียงในวันนี้ก็คือคาร์ดิฟฟ์ หรือจะพูดให้เจาะจงลงไปก็คือ ตลาดนัดคาร์ดิฟฟ์ที่ตั้งอยู่บนถนนไคลด์สมัวร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองก่อนที่จะไปซื้อรถเมื่อช่วงเช้า กัวเสี่ยวเซียงได้ติดต่อพ่อค้าขายส่งหนังสือเก่าคนหนึ่ง ซึ่งร้านของเขาตั้งอยู่ในตลาดนัดคาร์ดิฟฟ์แห่งนี้ และเขาถือเป็นพ่อค้าส่งหนังสือเก่ารายใหญ่ที่สุดในคาร์ดิฟฟ์รวมถึงในแคว้นเวลส์ทั้งหมดด้วย ระยะทาง 110 ไมล์ หยางจิ้งและกัวเสี่ยวเซียงขับรถเพียงชั่วโมงครึ่งก็มาถึง หลังจากลงทางด่วนและขับตามการนำของกัวเสี่ยวเซียง รถทั้งสองคันก็มาถึงตลาดนัดคาร์ดิฟฟ์อย่างรวดเร็ว

"เฮ้ ไมค์ ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอนายอีกครั้ง"

ทันทีที่ลงจากรถ กัวเสี่ยวเซียงก็เข้าไปกอดกับชายผิวดำร่างยักษ์ที่สูงถึง 195 เซนติเมตร หยางจิ้งไม่เคยเห็นชายคนนี้มาก่อน แต่เขารู้ว่าคนนี้แหละคือ ไมเคิล มิลเลอร์ พ่อค้าส่งหนังสือเก่ารายใหญ่ที่สุดในเวลส์ตามที่เจ้าอ้วนบอก

"อาฮ่า กัว ฉันก็ดีใจที่ได้เจอนายเหมือนกัน เราไม่ได้เจอกันตั้งสามปีแล้วใช่ไหม? สงสัยนายจะรวยเละอยู่ที่ลอนดอนจนไม่อยากมาเมืองเล็กๆ อย่างคาร์ดิฟฟ์แล้วล่ะสิ"

ชายผิวดำคนนั้นกระตือรือร้นมาก เขาตบหลังเจ้าอ้วนแรงๆ จนพุงกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น...เจ้าอ้วนเคยเล่าให้หยางจิ้งฟังว่า เมื่อ 3-4 ปีก่อนเขาเคยมาเคลียร์คฤหาสน์แถวคาร์ดิฟฟ์สองแห่ง และได้รู้จักกับไมเคิล มิลเลอร์ ในตอนนั้นเอง เจ้าอ้วนใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษคนเดียวมาเกือบ 6 ปีแล้ว และวนเวียนอยู่ในวงการ "ผู้จัดการขยะของคนรวย" มาถึง 5 ปีเต็ม ดังนั้นในเรื่องคอนเนกชั่นและเส้นสายในวงการนี้ เจ้าอ้วนจึงนำหน้าหยางจิ้งไปไกลลิบ อย่างเช่นหนังสือที่ได้มาจากปราสาทวาร์ดี้ครั้งนี้ ถ้าไม่มีเจ้าอ้วน หยางจิ้งก็คงต้องแบกหนังสือพวกนี้เข้าลอนดอนไปหาที่ระบายเอง

ไม่เหมือนตอนนี้ที่เจ้าอ้วนแค่ยกหูโทรศัพท์กริ๊กเดียว หนังสือพวกนี้ก็มีที่ไป แถมยังสะดวกสบายและได้ราคาที่เหมาะสมอีกต่างหาก หนังสือล็อตนี้ต่อให้ขนไปขายถึงลอนดอน อย่างมากก็น่าจะขายได้แค่ 1,700 ปอนด์เท่านั้น แต่ที่นี่นอกจากจะประหยัดแรงประหยัดเวลาแล้ว ราคายังยุติธรรมสุดๆ

"ไมค์ แนะนำให้รู้จักหน่อย นี่คือคู่หูคนเก่งของฉันและยังเป็นคนบ้านเดียวกันด้วย อัลเบิร์ต หยาง... เหล่าหยาง นี่คือไมเคิล มิลเลอร์ พ่อค้าส่งหนังสือเก่ารายใหญ่ที่สุดในคาร์ดิฟฟ์"

หยางจิ้งตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้ตัวเองตั้งแต่มาถึงอังกฤษเพื่อให้สะดวกต่อการติดต่อกับคนท้องถิ่น ชื่อ "อัลเบิร์ต" ในภาษาอังกฤษสื่อถึง "ความสูงส่งและเฉลียวฉลาด" หยางจิ้งเลยเลือกใช้ชื่อนี้อย่างไม่ลังเล...หยางจิ้งยื่นมือไปจับกับ

พี่เบิ้มผิวดำ มือของเขาหยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยด้าน เห็นได้ชัดว่าพี่เบิ้มคนนี้ก็เป็นคนสู้งานหนักคนหนึ่งเหมือนกัน

"พวกนายอยากดื่มกาแฟก่อนไหม? วันก่อนฉันเพิ่งได้กาแฟบลูเมาน์เทนของแท้มาจากเพื่อน พวกนายมาได้จังหวะพอดีเลย"

เจ้าอ้วนยิ้มพลางโบกมือ

"ไมค์ เรื่องกาแฟเอาไว้ก่อนเถอะ นายมาดูหนังสือล็อตนี้ก่อนดีกว่า ฉันรับรองว่านายต้องพอใจแน่"

พูดจบเจ้าอ้วนก็เปิดฝากระโปรงท้ายและประตูหลังรถกอล์ฟออก หยางจิ้งเองก็เปิดฝากระโปรงท้ายรถตัวเอง หนังสือเล่มหนาที่ถูกมัดด้วยเชือกอย่างเรียบร้อยเป็นตั้งๆ ก็ปรากฏแก่สายตา

"หนังสือพวกนี้เป็นของดีที่ได้มาจากปราสาทวาร์ดี้ ส่วนใหญ่ตีพิมพ์ในช่วงปี 50-60 ของศตวรรษก่อน แต่ดูเหมือนบารอนวาร์ดี้ผู้เฒ่าจะซื้อมาประดับห้องทำงานเท่านั้น แทบไม่ได้เปิดอ่านเลย สภาพหนังสือเลยกริบมาก

อย่างน้อยตั้งแต่ฉันทำงานสายนี้มา ก็ยังไม่เคยเห็นหนังสือเก่าที่สภาพดีขนาดนี้มาก่อนเลยนะ"

เจ้าอ้วนอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ ไมเคิล มิลเลอร์ ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปแกะห่อหนังสือออกมาสองสามตั้ง สุ่มหยิบหนังสือออกมาพลิกดูสองสามเล่ม ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจ

"กัว นายพูดไม่ผิด หนังสือพวกนี้มันยอดเยี่ยมจริงๆ"

กัวเสี่ยวเซียงยิ้มกริ่ม

"ไมค์ ทั้งหมดนี้มี 206 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นเล่มหนาหลายร้อยหน้า ถ้าเทียบกับราคาในปัจจุบัน เล่มหนึ่งก็ตก 30 ปอนด์ขึ้นไปทั้งนั้น ยิ่งในนี้ยังมีหนังสือเฉพาะทางอีกเพียบ ซึ่งราคาพวกนั้นมันแพงกว่าปกติเยอะ"

หนังสือในอังกฤษราคาแพงกว่าที่เมืองจีนมาก หนังสือเล่มเดียวกันที่เมืองจีนอาจจะขายแค่ 20 หยวน แต่ที่อังกฤษเกือบจะ 20 ปอนด์ ซึ่งราคาต่างกันเกือบสิบเท่า และในอังกฤษหนังสือเฉพาะทางจะมีราคาแพงลิบลิ่ว เช่น หนังสือด้านการบัญชี หยิบมาสักเล่มก็ราคา 70-80 ปอนด์ หรือทะลุร้อยปอนด์เลยก็มี ใช่แล้ว ราคาหนังสือใหม่ในอังกฤษมันแพงหูฉี่แบบนั้นแหละ คนอังกฤษส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยซื้อหนังสือใหม่ในร้าน แต่จะเลือกไปซื้อที่ตลาดนัดหนังสือมือสองแทนโดยเฉพาะเหล่านักศึกษาที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลัก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดอาชีพพ่อค้าหนังสือมือสองมากมายในอังกฤษ และพี่เบิ้มผิวดำตรงหน้าคนนี้ก็คือพ่อค้าหนังสือมือสองรายใหญ่ที่สุดในเวลส์ พี่เบิ้มปิดหนังสือเล่มหนาลงแล้วมองหน้ากัวเสี่ยวเซียง

"กัว เราเป็นเพื่อนเก่ากันนะ ตอนที่นายโทรมาฉันยังไม่เห็นสภาพของหนังสือเลยให้ราคาไปแบบกลางๆ แต่พอเห็นสภาพจริงตอนนี้แล้วฉันพอใจมาก เอาแบบนี้ละกัน จากราคามื่อเช้าฉันเพิ่มให้อีก 300 ปอนด์ ปัดเป็นเลขกลมๆ 2,000 ปอนด์เลย!"

เจ้าอ้วนยิ้มพลางส่ายหัว

"ไมค์ นายมันไอ้คนใจดำ! หนังสือดีขนาดนี้ถ้านายเอาไปลงขายในเน็ต ฉันรับประกันเลยว่าขายได้ราคาสูง

ทุกเล่ม หนังสือพวกนี้ไม่ได้เพิ่งพิมพ์เมื่อไม่กี่ปีมานี้นะ แต่มันมีอายุเกินครึ่งศตวรรษแล้ว แถมสภาพยังกริบขนาดนี้ เรียกว่าเป็นของเก่าได้เลยนะเนี่ย แถมฉันกับคู่หูต้องง่วนอยู่กับหนังสือพวกนี้ตั้งสามวันเต็มๆ นายจะใจคอให้ราคาต่ำเตี้ยเลี่ยดินแบบนี้เหรอ? มันไม่ยุติธรรมเลยนะเพื่อน"

พี่เบิ้มทำเสียงจุ๊จ๊ะในปากแล้วบ่นงึมงำเบาๆ ก่อนจะพูดว่า

"2,200 ปอนด์ นี่คือราคาสูงสุดที่ฉันให้ได้แล้ว"

เจ้าอ้วนยิ้มละไมพลางชูสามนิ้วขึ้นมา

"เพื่อน ฉันรู้ดีว่าถ้าหนังสือพวกนี้อยู่นาย มันจะทำเงินให้นายได้อย่างน้อย 5,000 ปอนด์ และถ้าเจอพวกบ้าหนังสือเก่าล่ะก็ เผลอๆ หมื่นปอนด์ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะงั้นฉันว่านายจ่ายให้เรา 3,000 ปอนด์ น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมนะ"

เรื่องการต่อรองราคาแบบนี้ แม้หยางจิ้งจะคิดว่าตัวเองพอทำได้แต่คงไม่มีทางทำได้เซียนเหมือนเจ้าอ้วนแน่ๆ เขาเลยยืนดูอยู่เงียบๆ ปล่อยให้ทั้งสองคนต่อรองกันไป ในที่สุด ราคาหนังสือล็อตนี้ก็ไปจบที่ 2,600 ปอนด์ ซึ่งมากกว่าราคาที่เจ้าอ้วนบอกไว้เมื่อเช้าถึง 900 ปอนด์! นั่นหมายความว่าหลังจากที่หยางจิ้งควักเงิน 1,500 ปอนด์ซื้อรถเฟียสต้าคันนั้นไปเมื่อเช้า เขายังมีเงินกำไรสุทธิเหลืออยู่อีกตั้ง 600 ปอนด์ เชียวล่ะ!

จบตอนที่ 13

จบบทที่ บทที่ 13: เหลือสุทธิหกร้อยปอนด์

คัดลอกลิงก์แล้ว